commentaries / THOUGHT LEADERS

จับตาช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ: 'จีน' ประเทศมหาอำนาจแห่งศตวรรษที่ 21


บนพื้นฐานของสถานการณ์ในปัจจุบันดูเหมือนจะบ่งชี้ว่าโลกกำลังดำเนินมาถึงช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้ง เมื่อจีนผงาดขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจแห่งศตวรรษที่ 21 ขณะที่บทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 เริ่มเสื่อมถอยลง


ก่อนหน้าที่จีนจะก้าวเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งความอัปยศ” ซึ่งกินเวลานานกว่า 100 ปีนับตั้งแต่เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 จีนเคยเป็นประเทศที่มั่งคั่งและทะนงในฐานะศูนย์กลางอำนาจแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวเศรษฐกิจจีนดิ่งลงอย่างหนัก สัดส่วนจีดีพีโลกของจีนร่วงลงจากราว 33% ในปี 1920 เหลือเพียง 4% ในปี 1950 แม้ว่าจะมีจำนวนประชากรคิดเป็น 20% ของโลก


เพียงไม่นานก่อนหน้านี้ “ชาวจีน” กับ “ความยากจน” ยังเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ออก จีนไม่มีพันธมิตรจากโลกตะวันตกแต่มีเพียงประเทศกึ่งๆ พันธมิตรจากเอเชีย ได้แก่ เกาหลีเหนือและปากีสถาน จีนไม่ได้พยายามเอาอย่างระบบแบบแผนของตะวันตกเหมือนกับประเทศญี่ปุ่น เมื่อตั้งคำถามว่าจีนมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรคำตอบก็คือการใช้ระบบ “สังคมนิยมผสานเอกลักษณ์แบบจีน”



ในอดีต ประเทศจีนเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งเกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ในช่วงราชวงศ์ชิง หลังจากนั้นเศรษฐกิจจีนก็เริ่มดิ่งลงอย่างหนัก และกลับมาฟื้นฟูได้อีกครั้งหลังใช้ระบบสังคมนิยมผสานเอกลักษณ์แบบจีน (Photo Credit: emaze.com)


จีนมีอิทธิพลมากขึ้นทั้งทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ หลักปรัชญาและรากฐานความคิดในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20 เหล่าประเทศที่ไม่ใช่ตะวันตกจำเป็นต้องเรียนรู้จากมหาอำนาจตะวันตก แต่ปัจจุบันจะต้องหันมามุ่งความสนใจไปที่จีน


หนังสือ Everything Under Heavens: How the Past Helps Shape China’s Push for Global Power ซึ่งเขียนโดย Howard French คือคลังข้อมูลอันดีเยี่ยมพร้อมประเด็นเจาะลึกอันน่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของจีนที่มีต่อทั่วโลกและชะตากรรมที่ผ่านมาของตน รวมทั้งบทบาทความสัมพันธ์ต่อประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ในน่านน้ำทะเลจีนใต้และต่อประเทศญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออก โดยเราจะเห็นได้ว่าผู้นำความคิดและนโยบายของจีนค่อนข้างคุ้นเคยกับหลักทฤษฎี Monroe Doctrine ที่ทำให้สหรัฐฯ สามารถต่อต้านการแทรกแซงอเมริกากลางและเปลี่ยนให้ Caribbean กลายเป็นฐานทัพของสหรัฐฯ หลักทฤษฎี Monroe ฉบับศตวรรษที่ 21 นั้นกำเนิดขึ้นที่จีนและถูกนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศแถบเอเชียตะวันออก


การผงาดขึ้นมาของจีนเป็นเพียงภาพแค่ครึ่งเดียวของสถานการณ์โลก ชิ้นส่วนสำคัญอีกครึ่งหนึ่งคือบทบาทความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ และรวมถึงประเทศฝั่งตะวันตกที่กำลังลดทอนลง เรื่องราวนี้คือประเด็นหลักในหนังสือเล่มล่าสุดของ Edward Luce เรื่อง The Retreat of Western Liberalism โดย Luce อธิบายว่าการที่ Donald Trump ก้าวขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อาจเป็นปัจจัยที่นำพาประเทศไปสู่หายนะแต่มันก็เป็นเพียงระเบิดเวลาที่รอวันเกิดขึ้นอยู่แล้ว การเสื่อมถอยอำนาจของสหรัฐฯ และระบอบเสรีนิยมแบบตะวันตกเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกว่าความร่วมมือของพันธมิตรชาติตะวันตกซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของโลกในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 นั้นมาถึงจุดที่ใกล้สิ้นสุด



Donald Trump ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีทิศทางสนับสนุนการเหยียดผิวและมีแนวคิดขวาจัด ซึ่งทำให้ระบอบประชาธิปไตยตะวันตกมืดมน


ทั้งนี้ Luce ระบุว่าขณะที่ทฤษฎีจุดจบของประวัติศาสตร์ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อสู่ยุคใหม่สรุปว่าระบอบประชาธิปไตยคือฝ่ายกำชัยชนะ แต่ที่จริงแล้วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาผลปรากฏว่าการเลือกตั้งทั้ง 25 ครั้งนั้นนับว่าล้มเหลว ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า “วิถีการดำเนินชีวิตแบบตะวันตกและระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมจะยังคงอยู่รอดหรือไม่เมื่อเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งสำคัญของโลก...ชัยชนะของ Donald Trump ทำให้เห็นได้ชัดเจนถึงความล้มเหลวของประเทศตะวันตกในการเรียนรู้และรับมือกับโลกแห่งความจริงที่ตนต้องเผชิญ”


ผมนึกถึงเหตุการณ์ในสหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เมื่ออ่านถึงบทความตอนหนึ่งในหนังสือของ Luce ที่เขียนไว้ว่า“อนาคตของระบอบประชาธิปไตยตะวันตกดูมืดมน หากการเมืองสหรัฐฯ มีทิศทางเชิงสนับสนุนการเหยียดสีผิวและชาติพันธุ์ Donald Trump ปลุกกระแสการเหยียดผิวอย่างเปิดเผยและได้ให้การสนับสนุน ‘กลุ่มขวาจัด’ ที่เชิดชูแนวคิดแบบนีโอนาซีเยอรมันและเชื่อว่าคนผิวขาวต้องเป็นใหญ่”


ท่ามกลางสถานการณ์ที่จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจและสหรัฐฯเริ่มเสื่อมถอยจึงทำให้สายตาหันมาจับจ้องที่รัฐบาลเยอรมนีและนายกรัฐมนตรี Angela Merkel แต่ชาวเยอรมันซึ่งเคยเป็นผู้นำชั้นแนวหน้าของโลกที่เคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน (และล้มเหลว) คงไม่ค่อยอยากข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก


 

Jean-Pierre Lehmann
ผู้เขียนบทความให้แก่ Forbes.com
ศาสตราจารย์กิตติคุณของ IMD ใน Lausanne ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
อาจารย์พิเศษของ Hong Kong University และ NIIT University ใน Rajasthan ประเทศอินเดีย


อ่านบทความทางด้านธุรกิจและการลงทุนอื่นๆ ได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ ตุลาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine


Admin System Web
Administrator

Update : 03 พฤศจิกายน 2560

View : 988



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 16,156

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 227,895

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 67,787

3

คำนิยม ชีวประวัติ แจ็ค หม่า นักสู้ ผู้ยิ

Update : 05 เมษายน 2558

view : 27,460

top list

ประธานเฟดคนใหม่ และทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่อา..

Update : 03 พฤศจิกายน 2560

view : 888

เกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ หรือวิกฤตจะซ้ำรอย..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 5,295

ความผันผวนที่มากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่แต..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 1,671


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย