commentaries / INSIGHTS

ริจะเป็นเถ้าแก่ อย่ากลัวเกินเหตุ

โดยปกติ คนเรามีความกลัวสารพัดอย่างที่ปิดกั้นและฉุดรั้งเราไว้จากความสำเร็จ เช่น ความกลัวว่าเราไม่มีความสามารถพอ กลัวการถูกปฏิเสธ กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวความล้มเหลวที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ

 
การริเริ่มธุรกิจใหม่ในฐานะผู้ประกอบการก็เช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่เราคิดจะเริ่มก้าวไปทำธุรกิจของตนเอง ก็จะมีเงาของ “ความกลัว” มาทำให้ชะงักอยู่เสมอ “ความกลัวที่จะล้มเหลว (Fear of Failure)” เป็นอุปสรรคขัดขวางที่สำคัญที่สุดต่อการริเริ่มมีธุรกิจใหม่ของตนเอง ความกลัวทำให้เราไม่สามารถปลดแอกพันธนาการจากการเป็น “พนักงานบริษัทหรือลูกจ้าง” ไปสู่สถานะใหม่ในฐานะ “เถ้าแก่หรือผู้ประกอบการรายใหม่” ได้
 
มีความกลัวมากมายที่ก่อขึ้นในจิตใจของผู้ที่ริเริ่มจะประกอบธุรกิจใหม่ เช่น กลัวว่าจะประสบปัญหาสภาพคล่องเนื่องจากสายป่านที่ไม่ยาวพอ กลัวว่าจะไม่สามารถบริหารธุรกิจของตนเองจนประสบความสำเร็จได้เหมือนสมัยที่เป็นผู้บริหารในองค์กร หรือแม้กระทั่งกลัวที่จะเสียหน้า หรือกลัวทำให้ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเสื่อมเสียในกรณีที่ออกมาทำธุรกิจส่วนตัวแล้วล้มเหลวไม่เป็นท่า ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่แน่นอนเช่นในปัจจุบัน ย่อมส่งผลกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลต่อการทำธุรกิจใหม่ในฐานะผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้นไปอีก
 
อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งร่ำรวยที่หอมหวานจากการเป็นผู้ประกอบการย่อมต้องแลกมาซึ่งความเสี่ยงอยู่เสมอ ขึ้นชื่อว่าเป็น “ผู้ประกอบการ” จะต้องมีความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และกล้าได้กล้าเสียเพื่อที่จะเป็น “ผู้อยู่รอด” เนื่องจาก 75-90 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจที่ก่อตั้งขึ้นใหม่จะล้มเหลวภายในระยะเวลา 5 ปี

 
เนื่องจากเป็นที่เชื่อกันว่า ความกลัวที่จะล้มเหลวเป็นอุปสรรคขัดขวางที่สำคัญต่อการริเริ่มเป็นผู้ประกอบการ โครงการการศึกษาสังคมความเป็นผู้ประกอบการ (Global Entrepreneurship Monitor: GEM) ได้ศึกษาทัศนคติต่อการเป็นผู้ประกอบการในหัวข้อ “ความกลัวที่จะล้มเหลวในการประกอบธุรกิจ (Would fear of failure prevent you from starting business?)” ของประเทศสมาชิกโครงการ GEM ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งจากข้อมูลที่แสดงดังตารางที่ 1 พบว่า คนไทยมีระดับความกลัวที่จะล้มเหลวในการประกอบธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ ประชาชนในกรีซ อิตาลี และโปรตุเก ที่เพิ่งได้รับผลพวงความบอบช้ำจากวิกฤติหนี้สาธารณะยุโรปเมื่อ ค.ศ.2009 สำหรับประเทศอื่นที่มีอัตราส่วนระดับความกลัวที่จะล้มเหลวในการริเริ่มประกอบธุรกิจที่สูงติดอันดับ ได้แก่ เวียดนาม (ที่มีกรณีข้อพิพาทดินแดนกับประเทศจีน) และประเทศอิสราเอล (ซึ่งมีปัญหาความตึงเครียดทางการเมืองและความขัดแย้งทางทหารอยู่จวบจนปัจจุบัน)
 
ในส่วนของผล GEM ประเทศไทย หากพิจารณาแยกตามภูมิภาค ดังแสดงในตารางที่ 2 พบว่า คนไทยในเขตกรุงเทพมหานครมีอัตราส่วนระดับความกลัวที่จะล้มเหลวมากที่สุด รองลงมาคือคนไทยในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตามลำดับ ข้อมูลจากโครงการ GEM แสดงให้เห็นว่า ในประเทศไทย ผู้หญิงมีระดับความกลัวในการประกอบธุรกิจมากกว่าผู้ชาย และมีระดับความกลัวแตกต่างกันระหว่างเพศชายและหญิงมากที่สุดในเขตกรุงเทพฯ และภาคใต้
 


 
ถึงแม้ว่าเปอร์เซ็นต์ระดับความกลัวที่จะล้มเหลวในการประกอบธุรกิจของประเทศไทยจะค่อนข้างสูง แต่ประเทศไทยกลับมีสัดส่วนความเป็นผู้ประกอบการที่สูงเช่นกันดังที่กล่าวไปแล้วในบทความฉบับก่อนหน้า โดยประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ประกอบการคิดเป็น 46 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยวัยทำงานทั่วประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนจำนวนผู้ประกอบการที่มากกว่าประเทศญี่ปุ่นถึง 3 เท่า มากกว่าประเทศเกาหลีใต้ถึง 4 เท่าและมากกว่าประเทศมาเลเซียถึง 10 เท่า และถ้าหากนำจำนวนผู้ประกอบการของทั้งสามประเทศดังกล่าวมารวมกัน ประเทศไทยก็ยังคงมีจำนวนผู้ประกอบการมากกว่าอยู่ประมาณ 1.25 เท่า 
 
ปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันดังกล่าวนี้สามารถอธิบายได้จากผลงานวิจัยล่าสุดของผมและ สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ(BUSEM) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในการประชุมวิชาการนานาชาติ The Annual Conference of the Asia Council for Small Business ที่กำลังจะจัดขึ้น ณ กรุง Seoul โดยผู้วิจัยวิเคราะห์แบบจำลองถดถอยโลจิสติกทวิ (Binary Logistic Regression)พบว่า อัตราส่วนระดับความกลัวที่จะล้มเหลวไม่มีอิทธิพลต่อกิจกรรมการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยและในประเทศแถบเอเชีย ในขณะที่ความกลัวที่จะล้มเหลวเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อสัดส่วนกิจกรรมการเป็นผู้ประกอบการของกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป อธิบายง่ายๆ คือ คนไทยยังคงริเริ่มมุ่งมั่นที่จะประกอบธุรกิจใหม่ทั้งๆ ที่ยังคงมีความกลัวภายในจิตใจ
 
แม้ว่าสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าว จะเกิดจากวัฒนธรรมการมองโลกในแง่ดีของคนไทยซึ่งอยู่ในดินแดนสยามเมืองยิ้ม หรือเพราะว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสในการริเริ่มธุรกิจที่ต่ำ (ไม่มีอะไรจะเสีย) การมองเห็นโอกาสทองในการทำธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ หรือเหตุผลอื่นใดก็ตาม ผลวิจัยจากโครงการ GEM โดยคณาจารย์ของ BUSEM ได้ข้อสรุปว่าความกลัวที่จะล้มเหลวไม่ได้ส่งผลให้ความพยายามเป็นผู้ประกอบการของผู้ที่ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะประกอบธุรกิจแล้วลดน้อยลงแต่อย่างใด



David Achtzehn อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ (BUSEM) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

 

BUSEM
นักเขียนรับเชิญจาก BUSEM

Update : 21 พฤศจิกายน 2557

View : 2,870



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 15,471

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 227,371

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 67,448

3

คำนิยม ชีวประวัติ แจ็ค หม่า นักสู้ ผู้ยิ

Update : 05 เมษายน 2558

view : 26,764

top list

เกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ หรือวิกฤตจะซ้ำรอย..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 4,952

ความผันผวนที่มากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่แต..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 1,572

แกะรอยที่มาของเงินบาทแข็งค่าและมุมมองในระยะต่อไป..

Update : 06 กันยายน 2560

view : 5,800


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย