FORBES LIFE

[Travel] วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ เส้นสายแห่ง Art Deco จาก New York สู่ Bangkok

เป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เครือโรงแรม Hilton ส่งแบรนด์ ‘วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย’ สู่ตลาด แบรนด์ที่มีอายุ 87 ปีจาก New York เมื่อมาเปิดตัวในกรุงเทพฯ การออกแบบจึงใช้กลิ่นอายความหรูหราแบบ Art Deco ด้วยเส้นสายโลหะทองเหลืองผสานเข้ากับรายละเอียดศิลปะไทยที่สอดแทรกไว้

วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในอาคาร mixed-use แมกโนเลีย ราชดำริ บูเลอวาร์ด ซึ่งมีทั้งคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน และโรงแรมวอลดอร์ฟฯ ซึ่งส่วนโรงแรมจะใช้อาณาบริเวณชั้น 1-16 และชั้น 55-57 ของตึกรูปทรงโค้งมนและเล่นลวดลายเกลียวคลื่นสีขาวสื่อถึงกลีบดอกแมกโนเลียแห่งนี้

ในงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการของโรงแรมเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2018 Martin Rinck รองประธานบริหารและหัวหน้าใหญ่กลุ่มโรงแรมและรีสอร์ตสายลักชัวรี แอนด์ ไลฟ์สไตล์ เครือ Hilton รับหน้าที่อธิบายความเป็นมาของวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 แบรนด์ระดับลักชัวรีของเครือร่วมกับแบรนด์ Conrad ที่คนไทยรู้จักดี, แบรนด์ LXR และแบรนด์ Canopy


ภายนอกอาคาร โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

สำหรับวอลดอร์ฟ แอสโทเรียนั้นได้รับการก่อตั้งครั้งแรกโดย Conrad Hilton ตั้งแต่ปี 1931 ที่ New York ขณะนี้สาขา New York อยู่ระหว่างรีโนเวทใหม่พร้อมเปิดให้บริการอีกครั้งในปี 2021 และจะกลับมาด้วยห้องพักขนาด 650 ตร.ม. ซึ่งใหญ่ที่สุดใน New York

ทั้งนี้ ในภูมิภาคเอเชีย แบรนด์วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย เคยเปิดตัวมาแล้วที่ Beijing, Shanghai และ Chengdu ประเทศจีน การเปิดตัวที่กรุงเทพฯ จึงนับเป็นแห่งที่ 4 ของเอเชีย และจะตามมาด้วยการเปิดตัวที่มัลดีฟส์ปีหน้า

วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ ออกแบบภายในโดยบริษัท AFSO และ AvroKO สถาปนิกชาวฮ่องกง Andre Fu จาก AFSO อธิบายคอนเซปท์การออกแบบของเขาโดยภาพรวมว่า เป็นการนำความทรงจำจากวอลดอร์ฟฯ สาขา New York ซึ่งเต็มไปด้วยงานดีไซน์แบบ Art Deco มาใช้ แต่ลดทอนสไตล์อเมริกันลงและเติมรายละเอียดศิลปะไทยลงไป


โถงบันไดโค้งสีขาวผสานกับโลหะทองเหลือง

การออกแบบของเขาทั้งส่วนล็อบบี้ ร้านอาหาร ห้องฟังก์ชันจัดเลี้ยงต่างๆ จึงเน้นวัสดุลายหินอ่อนสีขาวและสีน้ำตาลอ่อน ผสมกับการใช้โลหะทองเหลืองเป็นจุดร่วม วางเส้นสายแบบ Art Deco ที่ให้ความรู้สึกหนักแน่นตัดกับสีขาวที่อ่อนช้อย

บริเวณที่ Forbes Thailand ได้เข้าเยี่ยมชม อาทิ โถงก่อนขึ้นห้องบอลรูมซึ่งเป็นบันไดโค้งสีขาวขนาดใหญ่ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับงานแต่งงาน เชื่อมต่อกับห้องบอลรูมที่รองรับแขกได้ 330 คน เป็นห้องที่ Fu ออกแบบแชนเดอเลียร์สั่งทำด้วยดีไซน์คล้ายกับโคมที่ให้กลิ่นอายศิลปะไทย


ห้องบอลรูม Art Deco กับแชนเดอเลียร์ที่อ้างอิงศิลปะไทย

ด้าน The Brasserie บนชั้น Upper Lobby เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสออกแบบทางเดินรูปเกือกม้าในบรรยากาศผ่อนคลาย ชมวิวเมืองฝั่งราชกรีฑาสโมสรได้อย่างสบายตา

ส่วนในห้องพักแต่ละห้องนั้นเราได้ชมห้องพักแบบ 50 ตร.ม.และ 75 ตร.ม. ซึ่งตกแต่งด้วยสีน้ำตาลอ่อน ทั้งสองห้องมี walk-in closet ในตัวและอ่างอาบน้ำ การจัดสรรฟังก์ชันในห้องค่อนข้างแน่นพอสมควรแต่แลกมาด้วยวิวเมืองที่สวยงามของหน้าต่างบานกว้าง นอกจากนั้นแล้ว แขกในวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ จะได้รับบริการผู้ช่วยส่วนตัว (PA) ทุกห้อง


ห้องน้ำในชุดห้องพักแบบ Deluxe

อีกหนึ่งพื้นที่ไฮไลต์ของวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ คือร้านอาหารและบาร์บนชั้น 55-57 ซึ่งส่วนนี้ออกแบบโดย William Harris จาก AvroKO ซึ่งใช้คอนเซปท์ภาพรวมแบบเดียวกับ Fu แต่สร้างความแตกต่างด้วยการใช้โทนสีดำเป็นหลัก เหมาะกับฟังก์ชันงานกลางคืนของบาร์

ชั้น 55 เริ่มต้นด้วยร้านอาหาร Bull & Bear ชื่อเดียวกับร้านใน New York ที่ได้ไอเดียมาจากรูปปั้นกระทิงบน Wall Street โดย Harris ใส่ความเป็นไทยผ่านรูปแกะสลักไม้ Bull & Bear ลวดลายไทยและทำโดยฝีมือช่างไทย รวมถึงโคมไฟเพดานที่ทำจากแก้วลายขนนกซึ่งเขาต้องการจะสื่อถึงขนของพญาครุฑ ร้านนี้เสิร์ฟอาหารทะเลและปิ้งย่างให้ได้หนักท้องก่อนขึ้นไปสู่บาร์ชั้นต่อไป


ประติมากรรม Bull & Bear และแชนเดอเลียร์ขนนกพญาครุฑ

ชั้น 56 คือร้าน The Loft มีความแตกต่างจากชั้นล่างเพราะให้ความเป็นผู้หญิงมากกว่า ด้วยการผสานสีชมพูลงไปในตัวทองเหลือง บาร์ และโซฟา คอนเซปท์โดยรวมเป็นห้องของศิลปินสตรีที่เปิดบ้านให้ทุกคนเข้ามาสังสรรค์กับค็อกเทลสูตรเฉพาะและอาหารว่าง ประดับตกแต่งด้วยโต๊ะบาร์ขนาดใหญ่ที่เลอะสี กล่องเครื่องมือ และงานดราฟท์ภาพศิลปะที่ติดตามผนัง


The Loft บาร์ค็อกเทลแบบอาร์ตนูโวสีชมพู

ขึ้นสู่ชั้น 57 ผ่านทางบันไดสีทองหรูหราที่สื่อความเป็น Art Deco เต็มเปี่ยม ด้านบนคือ The Champagne Bar ครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่มีการเปิดบาร์แชมเปญโดยเฉพาะที่รวบรวมแชมเปญหลายแบรนด์จากหลายแหล่งผลิตมารวมไว้ รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้มีความเป็นส่วนตัว ลึกลับด้วยสีดำแบบผู้ชาย และวิวกรุงเทพฯ ในมุมที่น่าประทับใจ

จากการเยี่ยมชมมีเกร็ดที่น่าประทับใจของโรงแรมอย่างการเลือกลดการใช้พลาสติก โดยใช้หลอดโลหะทดแทน และให้น้ำดื่มในกล่องกระดาษแทนขวดพลาสติก รวมถึงการนำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาใช้ เช่น เบียร์ในมินิบาร์ของห้องเป็นแบรนด์สิงห์ และ วาฬ คราฟท์เบียร์ของไทย


สระว่ายน้ำบนชั้น 16


​วิวราชกรีฑาสโมสรชั้น Upper Lobby จากร้าน The Brasserie


บันไดสีทองเชื่อมต่อชั้น 55-57

 

Forbes Facts

เจ้าของผู้พัฒนาอาคารแมกโนเลีย ราชดำริ บูเลอวาร์ด คือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) ภายใต้การนำของ ทิพาภรณ์ เจียรวนนท์ ลูกสาวคนสุดท้องของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ MQDC เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นพัฒนาโครงการระดับกลางถึงบนและโครงการ mixed-use ขนาดใหญ่ เช่น ไอคอนสยาม (ร่วมทุนกับสยามพิวรรธน์และเครือซีพี) วิสซ์ดอม 101 ปุณณวิถี และเดอะ ฟอเรสเทียส์ บนถนนบางนา-ตราด

 


พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer

Update : 14 กันยายน 2561

View : 701




vdo

Forbes Thailand Forum 2018: The Next Tycoons

Update : 27 กรกฎาคม 2561

View : 1,136

Most Popular
1

ชาตรี ศิษย์ยอดธง สังเวียนหมื่นล้าน ONE C

Update : 12 มีนาคม 2561

view : 475,361

2

เอรียา จุฑานุกาล : นักกอล์ฟดาวรุ่งไทยระด

Update : 11 พฤษภาคม 2559

view : 60,202

3

กิตติศักดิ์ ปัทมะเสวี ‘ตรีสรา’ สู่ ‘พระย

Update : 04 พฤษภาคม 2561

view : 15,590


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group