INVESTMENT OUTLOOK

การปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ กับทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ

"เราจะปฏิรูปภาษีดีหรือไม่" คำถามนี้เป็นจุดตั้งต้นสำคัญที่ทุกระบบเศรษฐกิจต่างสงสัย หากย้อนกลับไปสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ณ เวลานั้น ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทานมีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก โดยประธานาธิบดีเรแกนแต่งตั้งนายอาร์เธอร์ ลาฟเฟิล เจ้าของทฤษฎีเส้นลาฟเฟิล (Laffer curve) เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจ และดำเนินนโยบายลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอ้างว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นในที่สุด

ทฤษฎีลาฟเฟิลถูกอ้างอิงอีกครั้งในสมัยของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ขณะที่ภาครัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยฝ่ายพรรคริพับลิกันหรือรัฐบาลอ้างว่าแผนการปฏิรูปภาษีนั้นจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้สูงถึง 3% จากอัตราการขยายตัวระดับศักยภาพที่ไม่ถึง 2% โดยเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูจากการลดภาษีจะทำให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้ในปริมาณเพิ่มขึ้น และช่วยลดภาระหนี้สินของภาครัฐบาลจากระดับกว่า 20.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบันลงได้



ในทางทฤษฎีลาฟเฟิล การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีอาจส่งผลต่อรายได้ภาครัฐใน 3 รูปแบบ กล่าวคือ 1) ไม่ว่ารัฐจะลดหรือเพิ่มอัตราภาษีก็จะทำให้ภาครัฐจัดเก็บรายได้ได้น้อยลง หรือนัยว่าอัตราภาษีในปัจจุบัน (t*) ทำให้รัฐมีรายได้สูงที่สุดอยู่แล้ว (เส้นสีดำในรูปที่ 1) 2) เมื่อรัฐบาลลดภาษีจะทำให้รัฐมีรายได้น้อยลง ซึ่งเป็นรูปแบบตามความเชื่อของพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคแดโมแครต (เส้นสีน้ำเงิน) และ 3) การลดภาษีจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นในที่สุด (เส้นสีแดงในภาพ) ซึ่งการปฏิรูปภาษีของนายประธานาธิบดีทรัมป์สะท้อนความเชื่อตามรูปแบบที่ 3 นี่เอง

รูปแบบการใช้จ่ายของภาคเอกชนสนับสนุนความเชื่อของนายทรัมป์เช่นกัน เนื่องจากชาวอเมริกันจะใช้จ่ายเงินกว่า 93% ของรายได้เพื่อการบริโภค อีกทั้งการใช้จ่ายของภาคเอกชนชาวอเมริกันยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับรายได้หลังหักภาษีเป็นอย่างมาก (รูปที่ 2) โดยหากชาวอเมริกันมีรายได้เพิ่มขึ้น 10% จะมีโอกาสถึง 71% ที่ชาวอเมริกันจะเพิ่มการบริโภคของตนเอง 8% ซึ่งคล้ายคลึงกับกรณีของไทย เมื่อรัฐบาลออกมาตรการช็อปช่วยชาติเพื่อให้การใช้ชาติในช่วงสิ้นปีนำมาลดหย่อนภาษีได้ หรือมาตรการลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว ทำให้ประชาชนชาวไทยเร่งใช้จ่ายและท่องเที่ยวเช่นกัน มาตรการเหล่านี้จึงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้ โดยรัฐบาลคาดว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นในที่สุด



สำนักงบประมาณสหรัฐฯ วิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับใหม่นี้ต่อฐานะการคลังแล้ว แต่ผลการวิเคราะห์ยังไม่ครอบคลุมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเชิงมหภาค โดยสำนักงบประมาณสหรัฐฯ ประเมินว่ากฎหมายภาษีฉบับนี้จะก่อหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นอีก 1.45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากประมาณ 20.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ระดับ 22.0 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้า และทำให้ภาครัฐขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.6% ต่อ GDP ในปี 2017 มาอยู่ที่กว่า 5.1% ของ GDP ในปี 2027

การปฏิรูปภาษีอาจไม่ได้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หากไม่ได้ทำให้ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น ตามแนวคิดของเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนปัจจุบัน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในมุมมองด้านตลาดแรงงานจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน หากกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับใหม่นี้ไม่ได้สนับสนุนการศึกษาหรือเทคโนโลยีซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลิตภาพแรงงานอาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทดแทน ดังนั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ จำอาจต้องเตรียมพร้อมนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อชะลอภาวะเงินเฟ้อต่อไป


ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย

Update : 18 มิถุนายน 2561

View : 1,625




Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
ภารไดย ธีระธาดา
Mentor Coach focused on Personal Executive Development
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader