WORLD / ASIA

เครือโรงพยาบาลยักษ์สิงคโปร์ “Raffles Medical” ลุยตลาดการแพทย์แดนมังกร


Loo Choon Yong วางหมากพาเครือโรงพยาบาล Raffles รุกตลาดจีน แต่แผนขยายธุรกิจนี้กลับสร้างความกังวลในหมู่นักลงทุน


บนชั้น 11 ของอาคาร Loo Choon Yong กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งวัย 68 ปีของ Raffles Medical Group กำลังเข้ามายังห้องโถงรับรองผู้บริหารระดับสูงเพื่อถ่ายภาพ ตามผนังทางเดินมีภาพบอกเล่าเรื่องราวสู่ความสำเร็จและประวัติขององค์กรติดอยู่ หนึ่งในนั้นคือแผนรุกตลาดจีนด้วยโครงการก่อสร้างโรงพยาบาล 2 แห่งมูลค่ารวม 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา Raffles Medical เครือโรงพยาบาลจากสิงคโปร์มีทิศทางการเติบโตที่น่าประทับใจ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ด้วยการเปิดคลินิก 2 แห่งในปี 1976 บริษัทได้เติบโตกลายเป็นบริษัทมหาชนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 1997 พร้อมเปิดดำเนินการโรงพยาบาลในย่าน Bugis เมื่อปี 2001


บริษัทมีมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ที่ 1.7 พันล้านเหรียญ กวาดรายได้ไป 345 ล้านเหรียญในปีที่ผ่านมาและมีคลินิกภายใต้การดำเนินงานกว่า 100 แห่งในหลายประเทศแถบเอเชีย เครือข่ายแพทย์กว่า 380 คนของ Raffles Medical ให้บริการผู้ป่วย 2.2 ล้านคนใน 13 เมืองของเอเชีย โดยจำนวนนี้ครอบคลุมไปถึง 6 เมืองของจีน



Raffles Medical ขยายโรงพยาบาลและคลินิกออกไปกว่า 100 แห่งทั่วเอเชีย และทำรายได้ 345 ล้านเหรียญเมื่อปี 2016 (Cr: todaymiddleware.mims.com)


Loo และ Jacqueline Leong ภรรยาของเขาร่วมกันถือหุ้น 51% ของบริษัทซึ่งจากการประเมินเขามีมูลค่าทรัพย์สินในครอบครองราว 890 ล้านเหรียญ ส่งผลให้เขาขึ้นแท่นติดอันดับที่ 34 ของโผการจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของสิงคโปร์ประจำปี 2017


ทว่า ประเด็นที่น่าคิดก็คือ มูลค่าทรัพย์สินของ Loo ลดลงถึง 18% ในปีนี้เนื่องด้วยราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากความกังวลของเหล่านักลงทุนเกี่ยวกับแผนขยายธุรกิจของบริษัท อันรวมถึงโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลขนาด 700 เตียงใน Chongqing มณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนที่มีกำหนดเปิดให้บริการในปีหน้า


Andrew Chow ผู้อำนวยการฝ่ายการวิเคราะห์ประจำสิงคโปร์ของ UOB Kay Hian กล่าวว่า “ในช่วง 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้าการลงทุนในจีนจะเป็นปัจจัยถ่วงรายได้ของบริษัท อาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะปรับตัวดีขึ้นแต่ก็อาจไม่พอหล่อเลี้ยงค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนคงที่”



โรงพยาบาล Raffles ขนาดใหญ่ 700 เตียงใน Chongqing ของจีน คือที่มาของข้อกังขาจากบรรดานักลงทุนว่าอาจจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่มากเกินไปของบริษัท (Cr: asia.nikkei.com)


Loo ยอมรับว่า Raffles Medical ต้องเผชิญ “เส้นทางที่ยากลำบาก” แต่เขาเสริมว่า “ทว่าเราได้ไตร่ตรองอย่างละเอียดและคิดพิจารณาแล้ว” หลังจากศึกษาตลาดธุรกิจให้บริการด้านการแพทย์ของจีนมานาน 32 ปีและเยี่ยมเยือนโรงพยาบาลจีนมากว่า 100 แห่ง Loo เชื่อว่าตอนนี้ฐานตลาดในจีนมีขนาดใหญ่เพียงพอ โดยเขาประเมินว่าชาวจีนกระเป๋าหนาที่มีกำลังทรัพย์พร้อมจ่ายค่าบริการมาตรฐานระดับนานาชาติของ Raffles มีจำนวนประมาณ 140 ล้านคน


นอกจากนี้ มาตรการข้อบังคับต่างๆ ของจีนลดทอนความเข้มงวดลงและอนุญาตให้บริษัทเข้าไปเปิดโรงพยาบาลผ่านการร่วมทุนกับพันธมิตร ซึ่งบริษัทได้จับมือกับส่วนปกครองท้องถิ่นของ Liangjiang เพื่อเปิดดำเนินการโรงพยาบาลใน Chongqing และลงทุนร่วมกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับโครงการลำดับถัดมาใน Shanghai โดย Loo รับรองว่ามาตรฐานโรงพยาบาลในจีนจะเท่าเทียมกับโรงพยาบาลแห่งอื่นๆ ในเครือของบริษัท Loo กล่าวว่าเขาจะขยายธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป “เราต้องการแน่ใจว่าเราจะสามารถบริหารจัดการธุรกิจเหล่านั้นได้ดี เราไม่รีบ”



Loo ประเมินว่าจำนวนคนจีนกระเป๋าหนักที่สามารถเป็นลูกค้าของ Raffles ได้อยู่ที่ราว 140 ล้านคน


นอกจากแผนขยายธุรกิจแล้วยังมีประเด็นอื่นที่สร้างความหนักใจให้กับ Loo หลังจากรายได้ของบริษัทเติบโตในอัตราเกือบสองหลักมานานกว่า 2 ทศวรรษ แต่ตัวเลขกลับทรุดตัวลงเล็กน้อยในไตรมาสแรกของปีนี้ ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศผนวกกับอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าของคู่แข่งรายอื่นในภูมิภาคส่งผลให้ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแทบไม่มีการขยายตัวมาตั้งแต่ปี 2009 คำถามสำคัญคือ Raffles จะหาผู้ใช้บริการมาเติมเต็มโครงการลงทุน 220 ล้านเหรียญในส่วนต่อขยายโรงพยาบาลย่าน Bugis ในสิงคโปร์ที่จะเปิดดำเนินการปลายปีนี้ได้อย่างไร


Loo ยอมรับว่าประเด็นดังกล่าวคืออุปสรรคอันท้าทายแต่ยืนยันว่าแผนของเขามีความเป็นไปได้ ปัจจุบันโรงพยาบาลแห่งนี้มีอัตราครองเตียงอยู่ที่ 80% โดยส่วนใหญ่เป็นการรักษาในคลินิกและศูนย์แพทย์เฉพาะทางต่างๆ อาทิ ด้านระบบประสาทและสมอง หัวใจและหลอดเลือด แพทย์แผนจีน


Loo อดีตแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปได้วางมือจากการรักษาคนไข้เมื่อ 3 ปีก่อนและหันมาดำรงตำแหน่งระดับบริหารสายสนับสนุนอย่างเต็มตัวในปัจจุบัน เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต เขาเผยว่าอุปสรรคครั้งใหญ่ที่สุดในเส้นทางอาชีพของเขาเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การเงินปี 1997 ซึ่งปัญหาที่ถาโถมเข้ามาส่งผลให้แผนก่อสร้างโรงพยาบาลสาขาเรือธงของเขาตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง



Loo Choon Yong กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งวัย 68 ปีของ Raffles Medical Group ยังคงดูหนุ่มกว่าอายุจริง


ณ เวลานั้น Raffles Medical ได้จับมือกับ Pidemco Land (ก่อนจะควบรวมธุรกิจกลายเป็นกิจการวิสาหกิจของรัฐภายใต้ชื่อ CapitaLand) เพื่อลงทุนซื้อที่ดินซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของตึกสำนักงานและศูนย์การค้าสำหรับก่อสร้างโครงการโรงพยาบาล ทว่า Pidemco แตะเบรกอย่างกะทันหันเนื่องจากกังวลที่จะเดินหน้าตามแผนในช่วงที่ภาวะตลาดอ่อนแอ นอกจากนี้ยังมีปัญหาจุกจิกเกี่ยวกับการซื้อโครงการศูนย์อาหารในพื้นที่ดังกล่าวรวมไปถึงปัญหาด้านงานก่อสร้าง “เรารู้ว่าวิกฤตจะผ่านพ้นเมื่อถึงเวลาของมัน” Loo กล่าว ในทำนองเดียวกัน Loo ยังคงเชื่อว่าอัตราเติบโตทั้งปีของ Raffles Medical จะอยู่ที่ราว 4% สำหรับปี 2017


ขณะที่ Loo ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนมั่งคั่งระดับบนของสิงคโปร์ เขามีทั้งรูปถ่ายขณะกำลังจับมือกับนายกรัฐมนตรี Lee Kuan Yew และ Lee Hsien Loong รวมถึงประธานาธิบดี George W. Bush ซึ่งเขาเป็นเจ้าบ้านออกรอบกอล์ฟ แต่ Loo ยังไม่ลืมชีวิตอันธรรมดาในวัยเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวชาวจีนอพยพเชื้อสาย Hokkien สาขาวิชาที่เขาสนใจในตอนแรกไม่ได้เกี่ยวกับการแพทย์การรักษาโรคแต่เป็นคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ซึ่งได้เรียนรู้ระหว่างชั้นมัธยมปลายที่ Raffles Institution แต่ด้วยแรงหนุนจากพ่อของเขา Loo จึงตัดสินใจเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ที่ National University of Singapore เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือพี่น้องอีก 6 คน


Loo ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์อันเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตใน London โดยศึกษาต่อเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดและเรียนด้านกฎหมายในช่วงกลางคืน เขาคว้าใบปริญญาด้านกฎหมายผ่านระบบการศึกษาทางไกลระหว่างทำหน้าที่รับใช้ชาติเป็นทหารเกณฑ์ในสิงคโปร์ ทว่าเป็นวิชาที่เขาไม่เคยมีโอกาสควักออกมาใช้



โรงพยาบาล Raffles ในย่าน Bugis ของสิงคโปร์ที่บริษัทเพิ่งลงทุนขยายต่อเติมมูลค่า 220 ล้านเหรียญ สวนทางภาวะตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เริ่มหดตัว (Cr: Alphonsus Chern/The Straitstimes)


หลังจากเข้าทำงานที่ Singapore General Hospital อยู่ระยะหนึ่ง Loo ได้ตัดสินใจร่วมก่อตั้ง Raffles Medical ร่วมกับ Alfred Loh เพื่อนสมัยเรียน (Alfred ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของบริษัทและยังออกตรวจที่โรงพยาบาลในปัจจุบัน)


Loo ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกษียณหรือวางตัวผู้ที่จะเข้ามารับไม้ต่อ แต่เผยว่าคงจะไม่ใช่ลูกๆ ของเขาซึ่งปัจจุบันเป็นหมอประจำอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐ เขายังมีแรงกำลังนั่งตำแหน่งประธานกรรมการและอาจจะลงมือสอนด้านการบริหารธุรกิจการแพทย์


“ผมทำสิ่งที่ผมรักกับคนที่ผมอยากทำงานด้วย” Loo กล่าวพร้อมแววตาที่เป็นประกาย “มันก็ไม่เลวนัก มันไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องเกษียณ”

 


เรื่อง: Jane A. Peterson
เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา


คลิกเพื่ออ่านฉบับเต็มของ "Raffles Medical ลุยตลาดการแพทย์แดนมังกร" ได้ในรูปแบบ e-Magazine 


Admin System Web
Administrator

Update : 02 พฤศจิกายน 2560

View : 741



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 16,156

Most Popular
1

20 อันดับ เศรษฐีอเมริกัน ลำดับที่ 1-10

Update : 11 กุมภาพันธ์ 2560

view : 25,475

2

4 ตระกูลเศรษฐี ซึ่งติดในอันดับ 50 ตระกูล

Update : 07 กุมภาพันธ์ 2560

view : 19,876

3

6 มหาเศรษฐีไทย จากการจัดอันดับ 50 มหาเศร

Update : 13 กรกฎาคม 2560

view : 17,510

top list

ประธานเฟดคนใหม่ และทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่อา..

Update : 03 พฤศจิกายน 2560

view : 888

เกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ หรือวิกฤตจะซ้ำรอย..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 5,295

ความผันผวนที่มากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่แต..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 1,671


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย