WORLD / ASIA

Taizo Son กูรูสายเทคโนโลยี ผู้สร้างผลักดันเทคโนโลยีชั้นสูง

นับตั้งแต่ปีที่ Taizo Son ซึ่งเป็นผู้ประกอบการหลายกิจการ ย้ายจากบ้านเกิดในญี่ปุ่นมาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ เขาได้ค้นพบห้องทดลองที่เปิดประตูต้อนรับแนวคิดเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงของเขาแล้ว

Taizo Son กูรูสายเทคโนโลยีกำลังปฏิบัติภารกิจสำคัญเขาต้องการยกระดับวิถีชีวิตและการทำงานของชาวเมืองอย่างสิ้นเชิง เขาวาดภาพเมืองใหญ่อันเขียวขจี ผู้คนจำนวนมากใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขโดยไม่ต้องพึ่งพารถยนต์ แต่ใช้ยานพาหนะใต้ดินหรือเครื่องร่อนบินไปมาคนส่วนใหญ่ไม่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศกันแล้ว แต่อาศัยร้านกาแฟเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนแนวคิดท่ามกลางอวลไอร้อนของกาแฟลาเต้ ส่วนด้านสุขภาพนั้น ห้องน้ำแห่งอนาคตจะมีอุปกรณ์ตรวจร่างกายที่จำเป็นเพื่อที่เราจะสามารถตรวจร่างกายได้ด้วยตนเอง มีหุ่นยนต์พ่อครัวคอยทำอาหารเพื่อสุขภาพรสชาติเยี่ยม

อาจฟังดูเพ้อเจ้อราวกับนวนิยายวิทยาศาสตร์นั่นทีเดียว แต่นักคิดวัย 45 ปี ซึ่งเป็นน้องชายคนเล็กของ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง SoftBank ได้ลงทุนทุ่มเงินนับล้านๆ เหรียญให้กับแนวคิดเหล่านี้ เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง Son เก็บกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านเกิดในประเทศญี่ปุ่นมาได้ 1 ปีแล้ว เพื่อพาตนเองและครอบครัวย้ายมาอยู่ที่สิงคโปร์

จากบ้านหลังใหม่นี้เขาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้นหาผู้ประกอบการสายเทคโนโลยีที่มีแนวคิดคล้ายๆ กัน ผู้ที่ไม่ได้มุ่งแสวงหาเงิน แต่ต้องการพัฒนาสุขภาพ การศึกษา อาหาร การคมนาคมขนส่ง ที่พักอาศัย เพื่อช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น เขามองว่าถ้ากลุ่มคนที่เขาสนับสนุนอยู่นี้ไม่ยอมแพ้เสียก่อนล่ะก็ พวกเขาจะไม่ทำให้ผิดหวังแน่ๆ

นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์จาก Tokyo University เป็นต้นมา Son ได้ก่อตั้งหรือไม่ก็ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจมาแล้วมากมายจนถึงวันนี้ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ เขาคือ GungHo Online Entertainment ซึ่งเขาเริ่มกิจการเมื่อปี 1998

ทั้งนี้ GungHo Online Entertainment คือบริษัทผู้พัฒนา Puzzle & Dragons ซึ่งครั้งหนึ่งเคยครองตำแหน่งแอพพลิเคชั่นที่มียอดขายสูงที่สุดในโลกสำหรับโทรศัพท์มือถือ ต่อมาเขาเปิดตัว Mistletoe ซึ่งเป็นบริษัทด้านธุรกิจร่วมลงทุนขึ้นในปี 2013 เขาเล่าว่านับแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจสตาร์ทอัพไปแล้วประมาณ 80 รายในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นเงินรวมกัน 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ บริษัทที่เขาร่วมลงทุนเหล่านี้กำลังพัฒนาอุปกรณ์เฝ้าสังเกตการณ์ชนิดสวมใส่ได้ต่างๆ ตลอดจนโดรนสำหรับเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ และเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ


Puzzle & Dragons หนึ่งในผลิตภัณฑ์สร้างชื่อของ GungHo Online Entertainment 

Mistletoe ให้ความสำคัญกับธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีระดับก้าวหน้าที่ Son บอกว่า “สามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ” ซึ่งรวมถึงปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ทั้งหลาย “ช่วงเริ่มต้นคือจุดแข็งของเรา” เขากล่าวขณะให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานแห่งใหม่ในสิงคโปร์ เมื่อถามว่าทีมของเขาทำงานเป็นอย่างไรบ้าง

Forbes Asia เคยจัดอันดับ Son ติดโผมหาเศรษฐีพันล้านเมื่อปี 2014 เนื่องจากความแข็งแกร่งของหุ้น GungHo แต่ปรากฏว่าเขากลับนำหุ้นก้อนนี้ไปค้ำประกันสินเชื่อให้กับพี่ชาย ปัจจุบันเราประเมินว่ามูลค่าทรัพย์สินของเขาน่าจะอยู่ที่ราว 275 เหรียญหรืออาจจะมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับมูลค่าของธุรกิจสตาร์ทอัพเหล่านั้นด้วย แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เคยคำนวณเองเลย

Son คือทายาทของผู้อพยพชาวเกาหลีสี่พี่น้องตระกูล Son มีพื้นเพมาจาก Kyushu ซึ่งเป็นเกาะสุดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น แต่ดูเหมือน Taizo จะปลีกตัวออกห่างจาก Masayoshi พี่ชายคนรองที่ Forbes Asia ประเมินว่ามีทรัพย์สินมูลค่า 2.19 หมื่นล้านเหรียญและทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น

เมื่อตอนที่ Taizo รับหน้าที่ที่ปรึกษาให้กับ SoftBank อยู่หลายปีนั้น เขาบอกว่าสองพี่น้องไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก “เขาเดินทางบ่อย ผมตามไม่ไหวหรอก” Son กล่าวกระมิดกระเมี้ยน “ผมก็แค่ส่งข้อความสุขสันต์วันเกิดไปให้ในฐานะพี่น้องกัน”

ระหว่างที่พูดคุยกัน Taizo ดูท่าทางไม่ค่อยสบายอกสบายใจเท่าไรนัก เหมือนอยากจะให้เวลาผ่านไปเร็วๆ ปกติแล้วเขาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ ผู้ช่วยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเขาซึ่งอยู่ที่ Tokyo เอง ยังเลื่อนนัดสัมภาษณ์ครั้งนี้ถึง 2 ครั้ง ตอนนี้เธอกำลังนั่งฟังผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่ Tokyo

เมื่อถามถึงการที่ครอบครัวย้ายไปอยู่ Sentosa Son ผู้เร้นลับบอกว่า “เท่าที่ผ่านมาก็ดีนะ” Sentosa คือเกาะอันเขียวขจีที่มีสะพานสั้นๆ เชื่อมติดอยู่กับแผ่นดินใหญ่ของสิงคโปร์ “เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นแล้วสิงคโปร์เหมาะสำหรับสำนักงานใหญ่ระดับโลกมากกว่า” Son กล่าว โดยยกประเด็นกฎหมายภาษีและแนวคิดเรื่องประเทศอัจฉริยะซึ่งเป็นเครื่องมือผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่การชำระเงินช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงยานยนต์อัตโนมัติ  เขาเชื่อว่ารัฐบาลสิงคโปร์มีความตั้งใจจริงและมีพลังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วตรงข้ามกับญี่ปุ่น

สำนักงานของ Mistletoe อยู่ใน Spectrum ชมรมธุรกิจอันหรูหราในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอบชานเมือง พื้นที่ของบริษัทอยู่บริเวณใจกลางของพื้นที่เปิดอันกว้างขวาง มีเพียงโต๊ะยาวตัวหนึ่งที่มีตู้เก็บแฟ้มเอกสารวางขนาบและพื้นที่สำหรับวางเก้าอี้หมุนได้ 6 ตัว

แม้ว่าจะมีสำนักงานอีกแห่งอยู่ที่ Tokyo และเป็นสำนักงานที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้แล้วด้วยจำนวนพนักงาน 70 คน และยังมีอีกแห่งที่ Palo Alto รัฐ California ด้วยก็ตาม Son บอกว่า ขนาดมันบอกอะไรไม่ได้หรอก เพราะไม่ใช่แค่ Son กับเพื่อนร่วมงานจะต้องเดินทางกันอยู่เสมอ (โดยมากแล้วก็เพื่องานโครงการต่างๆ) แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ด้วย เนื่องจากมีเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (virtual reality) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (augmented reality) อยู่แล้ว

แต่อย่างน้อยก็มีอยู่โครงการหนึ่งที่ Son วางแผนว่าจะใช้พื้นที่ใน Spectrum สำหรับทำการทดสอบ นั่นคือห้องน้ำแห่งอนาคต “Bathroom 2.0” (โดยมี Golden Equator บริษัทจัดการกองทุนซึ่งเป็นเจ้าของ Spectrum เป็นหุ้นส่วน) “เรากำลังมองหาเพื่อนร่วมทีม” Son กล่าว โดยเป็นการชี้ชวนผู้ประกอบการจากทั่วโลกให้เข้ามาร่วมทีมไปในตัว Son เล่าให้ฟังอย่างกระตือรือร้นเรื่องความร่วมมือกับรัฐบาลสิงคโปร์ เขาบอกว่ารัฐบาลสิงคโปร์เสนอวีซ่าธุรกิจสตาร์ทอัพระยะเวลา 2 ปีเป็นกรณีพิเศษให้กับผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่มีความเหมาะสมที่จะย้ายถิ่นมาพำนักในสิงคโปร์


“เราจะสร้างเมืองใหม่โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ” Son กล่าว พร้อมเสริมด้วยว่าเขากำลังเจรจาอยู่กับทางการเกี่ยวกับทำเลเหมาะๆ “เราจะสร้างห้องแสดงผลงานให้เห็นกันจริงๆ ที่นี่เพื่อผลักดัน (โครงการที่คล้ายกันนี้ใน) พื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก” แม้โฆษกประจำรัฐบาลจะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดแต่บอกว่าองค์กรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมนั้นเตรียมจะประกาศข่าวในปีนี้

Steve Leonard ประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้ก่อตั้ง SGInnovate ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลเป็นเจ้าของและให้การสนับสนุน ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีขั้นสูงบอกว่า Son ลงทุนในคนที่ “ฝันให้ไกลและทำให้คนอื่นๆ เชื่อมั่นในความฝันนั้นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน บวกกับความน่าเชื่อถือและความเอื้ออารีของ Taizo ทำให้เขามีอิทธิพลมากมายต่อระบบนิเวศของสิงคโปร์ไปแล้ว”

Son ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของการร่วมลงทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในปีที่ผ่านมานักลงทุนในธุรกิจร่วมลงทุนในสิงคโปร์ควักกระเป๋า 1.2 พันล้านเหรียญเข้าทำสัญญา 112 ฉบับ ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปีนี้คาดว่าการร่วมลงทุนจะยังคงแข็งแกร่งต่อไป


ชั้น 5 ของอาคาร Duo Tower เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของสิงคโปร์

ก่อนจะย้ายมาสิงคโปร์ Son เคยลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพของสิงคโปร์มาแล้ว 2 รายด้วยกัน คือ Astroscale ซึ่งเป็นบริษัทกำจัดขยะอวกาศ และ Garena ผู้ให้บริการเกมออนไลน์ซึ่งปัจจุบันมีชื่อเรียกว่า SEA และเพิ่งจะจำหน่ายหุ้นต่อสาธารณชนไปเมื่อปีที่แล้ว

นับตั้งแต่ย้ายถิ่นมา Son กลายเป็นผู้นำการลงทุนในรอบระดมทุน 3.5 ล้านเหรียญให้กับ Hatcher+ บริษัทในสิงคโปร์ที่คอยช่วยให้ผู้จัดการกองทุนได้เข้ามาลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพมากมายหลายแห่งด้วยกันที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ “วิธีการของเราแตกต่างไปจากรูปแบบเดิมๆ ที่เน้นการบริหารแบบล่างขึ้นบนและกระจายอำนาจจากศูนย์กลาง” Son อธิบาย พร้อมยืนยันว่า แผนการดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ นั้นล้าสมัยและเป็นอันตราย “หากวางแผนขึ้นมาสักแผนหนึ่ง มันจะตัดสูตรเคมีใหม่ๆ ออกไปด้วย”

Son เชื่อว่า “สูตรเคมีใหม่ๆ” จะเกิดขึ้นได้ในระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่มีความรุ่งเรืองเขาต้องการเร่งสร้างระบบนิเวศในลักษณะดังกล่าวให้เกิดขึ้นในสิงคโปร์ โดยดึงผู้เล่นกลุ่มเทคโนโลยีเข้ามารวมตัวกันเพื่อช่วยกันเสนอแนวคิดไปเรื่อยๆ ทั้งในรูปแบบเสมือนจริงและจัดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ อย่าง Spectrum

อีกหนึ่งโครงการที่ Son ทุ่มเทความสนใจให้ไม่น้อยคือ การปรับปรุงการศึกษา เขาตั้งใจที่จะพัฒนาเวอร์ชั่นสิงคโปร์ล่าสุดให้กับ Vivita ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจสตาร์ทอัพของเขาในญี่ปุ่น ทั้งนี้ Vivita เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีสำหรับเด็กๆ ที่เขาบริหารงานด้วยตนเอง โดยเน้นที่ความคิดสร้างสรรค์และมีผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์รับหน้าที่เป็นครูพี่เลี้ยงให้เด็กๆ ทำการทดลองต่างๆ โดยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องตัดเลเซอร์และคอมพิวเตอร์ พร้อมกับสร้างสิ่งประดิษฐ์ของตนขึ้นมา รวมทั้งหุ่นยนต์ด้วย

เขาถามขึ้นลอยๆ ว่า “ทำไมคนถึงยึดติดว่าจะต้องเข้าโรงเรียน” เพราะเขาเองเชื่อว่า สิ่งสำคัญคือการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สักวันความรู้ที่มาจากการท่องจำก็จะล้าสมัยเหมือนกับที่หุ่นยนต์จะกลายเป็นของโหลๆแต่จะว่าไปแล้ว นี่ก็ค้านกับระบบความคิดที่ยืนกรานความสำคัญของการที่นักเรียนจะต้องสร้างรากฐานแห่งความรู้พื้นฐานเพื่อที่จะพัฒนาต่อยอดต่อไป มิฉะนั้นแล้วเด็กๆ จะไม่รู้ตัวว่าตัวเองยังมีอะไรที่ไม่รู้เมื่อต้องปรึกษา Google หรือกำกับการทำงานของหุ่นยนต์

เรื่อง: Jane A. Peterson เรียบเรียง: ปาริชาติ ชื่นชม


คลิกอ่านฉบับเต็ม "นักคิด...นักปฏิบัติ" ได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับเดือนสิงหาคม 2561


Admin System Web
Administrator

Update : 17 กันยายน 2561

View : 2,099



Most Popular
1

10 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกปี 2017

Update : 14 กันยายน 2560

view : 35,549

2

20 อันดับ เศรษฐีอเมริกัน ลำดับที่ 1-10

Update : 11 กุมภาพันธ์ 2560

view : 34,069

3

14 บริษัทไทยที่ติดทำเนียบการจัดอันดับบริ

Update : 17 กันยายน 2560

view : 25,140


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group