WORLD / ASIA

สิ่งทอเเละอีกจิปาถะ Arvind ธุรกิจค้าเส้นด้าย 121 ปีแห่งอินเดีย เปลี่ยนทันเทคโนโลยี

สิ่งทอและอีกจิปาถะ ตระกูล Lalbhai ในอินเดียถักทอสิ่งใหม่ๆ ลงในธุรกิจค้าเส้นด้ายที่ทำมากว่า 121 ปี

เมื่อ Punit Lalbhai ทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูลธุรกิจสิ่งทออันโด่งดังจากเมือง Ahmedabad ในภาคตะวันตกของอินเดีย เข้ามาเป็นหัวหอกในการเปิดแผนกใหม่ในกลุ่ม Arvind Ltd. เมื่อปี 2009 เขาไม่ได้คิดที่จะผลิตแค่เสื้อเชิ้ตหรือกางเกงขายาว 

แต่นึกถึง “สิ่งทอที่มีคุณสมบัติเฉพาะ” หลายประเภท ตั้งแต่ชุดผจญเพลิงเสื้อผ้าเพื่อความปลอดภัยสำหรับงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงชุดรบของทหาร รวมถึงผ้า “ใยแก้ว” แบบที่ใช้ในกระดานโต้คลื่น ใบพัดเฮลิคอปเตอร์ กังหันลม และวัสดุภายในตู้รถไฟขนส่งมวลชน “เราหันเหไปสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แทนที่จะเป็นแค่บริษัทสิ่งทอแบบดั้งเดิม” Punit วัย 36 ปีกล่าว เขาเข้ามาร่วมงานกับบริษัทในปี 2007 และปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร

“เราเป็นผู้กำหนดสเปกและสร้างตลาดสำหรับสิ่งทอสมัยใหม่ในอินเดีย ซึ่งจะกลายเป็นอุตสาหกรรมหลายพันล้านในที่สุด”

รายได้ 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ปีบัญชี 2017) ของกลุ่ม Arvind แผ่ขยายจากธุรกิจสิ่งทอไปยังอสังหาริมทรัพย์ จนถึงการค้าปลีกและยังช่วยบ่มเพาะธุรกิจอื่นๆ ที่ Punit และ Kulin น้องชายเป็นผู้นำซึ่งมีทั้งสิ่งทอเทคนิค การบำบัดน้ำเสีย การปลูกฝ้าย และอี-คอมเมิร์ซ

“มีธุรกิจหลายอย่างที่เราประคบประหงมมาหลายปี” Sanjay Lalbhai วัย 64 ปีกล่าว เขาเป็นพ่อของลูกชายทั้งสองคนและเป็นประธานกลุ่ม Arvind “เมื่อธุรกิจเหล่านี้มีความเข้มแข็งด้านการเงินและสร้างกระแสเงินสดเองได้ เราก็จะปล่อยให้ดำเนินงานกันเอง”

การปรับโครงสร้างดังกล่าวกำลังดำเนินไป โดยแบ่ง Arvind ออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย ธุรกิจสิ่งทอ เสื้อผ้าแบรนด์ และวิศวกรรมเครื่องจักรกลหนัก ซึ่งการปรับโครงสร้างจะช่วยให้บทบาทของผู้นำรุ่นต่อไปชัดเจนขึ้นอีกด้วย “สองหนุ่มนี่เป็นผู้สืบทอด” Lalbhai ผู้พ่อกล่าว

เขาถือหุ้น 680 ล้านเหรียญในธุรกิจหลักของกลุ่มและบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Arvind Smartspaces “ลูกแต่ละคนจะเป็นผู้นำธุรกิจจำนวนหนึ่ง แต่เงินทองก็แบ่งกัน”

ขณะที่ Punit ดูแลสายธุรกิจสิ่งทอซึ่งทำรายได้เกือบ 1 พันล้านเหรียญ (ปีบัญชี 2017) พร้อมด้วยธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงตั้งต้นอย่างสิ่งทอสมัยใหม่ น้ำ และการเกษตร Kulin ก็ดูแลสายธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ (รายได้) 447 ล้านเหรียญ พร้อมด้วยธุรกิจอื่นๆ อย่างการค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์และโทรคมนาคม


พ่อและลูกชายทั้งสองคนมีแผนจะเพิ่มรายได้ของกลุ่มเป็นเท่าตัวภายในปี 2022 โดยแผนงานประกอบด้วยการทำธุรกิจเสื้อผ้าในเอธิโอเปีย ซึ่งจะช่วยให้ส่งสินค้าปลอดภาษีเข้าสหรัฐฯ ยุโรป และจีนได้ส่วนในบ้านตัวเอง พวกเขาก็วางแผนจะสร้างโรงงานที่คล้ายกันในรัฐ Andhra Pradesh และ Jharkhand ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ ทางกลุ่มคาดหวังว่าจะใช้ผ้าที่ผลิตเองมาแปรรูปเป็นเสื้อผ้าให้ได้ 40-50% เมื่อเทียบกับตอนนี้ที่ทำได้เพียง 10%

Arvind ยังใช้ความยั่งยืนเพื่อสร้างความแตกต่าง ด้วยพื้นความรู้ชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ในระดับปริญญาตรีจาก University of California วิทยาเขตเมือง Davis และปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจาก Yale University เขาจึงเป็นผู้ควบคุมนโยบายสีเขียวของกลุ่ม โดย Arvind บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม 65,000 เอเคอร์ภายใต้การส่งเสริมจาก Better Cotton Initiative ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่สนับสนุนการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและใช้สารเคมีที่ได้รับการรับรอง 

“เมื่อเราทำธุรกิจด้วยวิธีการที่ถูกต้องก็จะเกิดเป็นโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งจะช่วยปกป้องสิ่งที่เรารัก” Punit กล่าว นวัตกรรมหลายอย่างที่บริษัทพัฒนาขึ้นก็เป็นรูปเป็นร่างแล้ว เช่น การย้อมสีโดยไม่ใช้น้ำ เสื้อผ้าจากขยะรีไซเคิล และการใช้เส้นใยประดิษฐ์มาทำด้ายใยผสม

ขณะเดียวกัน Kulin วัย 32 ปี ซึ่งเป็นหน้าตาของบริษัทเมื่อออกสื่อธุรกิจของอินเดีย ก็มีแผนจะขยายสินทรัพย์การลงทุนในเสื้อผ้าแบรนด์ ซึ่งมีแบรนด์ระดับโลกอย่าง Tommy Hilfiger และ U.S. Polo Association เพื่อให้เป็นธุรกิจมูลค่า 1.4 พันล้านเหรียญในไม่กี่ปีข้างหน้า ธุรกิจนี้เติบโตรวม 25% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ตลาดอินเดียยังมีแบรนด์เจาะเข้าไปน้อยกว่าที่ควร ทั้งที่คาดกันว่าตลาดเสื้อผ้าแบรนด์ทั่วโลกน่าจะเติบโตเป็นเท่าตัวภายในปี 2022 จากเดิม 1.5 หมื่นล้านเหรียญในปี 2015 “เราคาดว่าจะมีอย่างน้อย 5 แบรนด์ที่ทำรายได้ถึง 1 หมื่นล้านรูปี (154 ล้านเหรียญ) ภายในปี 2022” เขากล่าว

นอกจากนี้ ลูกชายคนเล็กยังได้วางระบบอี-คอมเมิร์ซไว้แล้ว “โลกในวันพรุ่งนี้จะต่างจากเดิมมาก” Kulin กล่าว เขาจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจาก Stanford University และปริญญาโทบริหารธุรกิจจาก Harvard University 

“เราใช้การเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์มาช่วย คิดว่าลูกค้าชอบอะไร และโชว์สินค้าให้เห็นตามที่ชอบ ซึ่งระบบนี้ไม่ได้ใช้แค่ออนไลน์ แต่นำมาใช้ในร้านค้าได้ด้วย ช่วยให้เราไม่ต้องยิงลูกค้าทุกคนด้วยกระสุนแบบเดียวกัน แต่เล็งลูกค้าแต่ละคนได้อย่างเจาะจงมากๆ”

พี่น้องคู่นี้ต่อยอดธุรกิจจากมรดกที่ตกทอดกันมาตั้งแต่ปี 1897 เมื่อ Lalbhai Dalpatbhai ก่อตั้ง Saraspur Manufacturing ต่อมาลูกชายของเขา Kasturbhai Lalbhai ซึ่งเป็นปู่ของประธานคนปัจจุบันก่อตั้งโรงงานสิ่งทอ 7 แห่งสำหรับลูกชาย 7 คน ส่วน Sanjay Lalbhai ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 4 เข้ามาร่วมทำธุรกิจในปี 1979 และได้รับมอบหมายให้ดูแลการจัดการวัสดุสิ่งทอ “งานนั้นใช้เวลาแทบไม่ถึงวันละชั่วโมง” เขากล่าว

เขาจึงร่วมทีมกับเพื่อนๆ เพื่อลองสร้างสายการผลิตสินค้าหลากหลายซึ่งบ้างก็รุ่ง บ้างก็ร่วง “ผมลองทำ(ธุรกิจ) ไปสักร้อยอย่างได้” เขาหัวเราะ “ผมอยากสร้างอะไรสักอย่าง” ในที่สุดเขาจึงลองทำธุรกิจผ้าเดนิม และเกือบพบความหายนะในระหว่างทาง

ผู้เป็นพ่อมีความสนใจในสิ่งต่างๆ ร่วมกับลูกชายแต่ละคน เขาสนใจเรื่องฟิตเนสและอิเล็กทรอนิกส์เหมือน Kulin และสนใจการทำสวนและการฝึกจิต (เป็นการทำสมาธิเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ภายใน) ร่วมกับ Punit ซึ่งพ่อลูกจะอุทิศเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อฝึกปฏิบัติทุกวัน

Lalbhai ผู้พ่อยังมีส่วนร่วมในกลยุทธ์เพื่ออนาคตของกลุ่มทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตหรือการผลักดันยอดขายปลีกผ่านหลายช่องทาง “ผมขอทำผิดพลาดด้วยการอยู่กับอนาคตมากเกินไป ดีกว่าผิดพลาดเพราะยึดติดกับอดีต” เขากล่าว

Punit เสริมว่า “ถ้ามีช่องว่างระหว่างคน 2 รุ่นหรือวิธีการคิดที่ไม่ตรงกัน คนรุ่นใหม่ต้องพยายามตามให้ทันคนรุ่นเก่า เราจึงต้องวิ่งเพื่อตามให้ทันพ่อ”

 

 

เดนิมและหายนะ 

ในช่วงทศวรรษ 1980 โรงงานสิ่งทอของตระกลูประสบปัญหาเนื่องจากเครื่องจักรทอผ้าเริ่มเข้ามาในโรงงานสิ่งทอ 4 ใน 7 แห่งต้องปิดตัว และมี 2 แห่งต้องไปรวมกิจการกับโรงงานสิ่งทอของ Sanjay Lalbhai (Arvind) ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งโรงงานของผู้เป็นพ่ออยู่รอดมาได้ด้วยการนำผ้าเดนิมเข้ามาในประเทศ 

ปัจจุบัน Arvind Ltd. ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเดนิมรายใหญ่ที่สุดของโลก ซัพพลายผ้าให้แบรนด์อย่าง Levi Strauss และ GAP นอกจากนี้ Lalbhai ยังนำหน้าคู่แข่งด้วยการดึงคนจากบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคใหญ่อย่าง Unilever ในช่วงทศวรรษ 1980 และจ้างบริษัทที่ปรึกษา McKinsey ในช่วงทศวรรษ 1990 

“เราดึงคนมาจาก Unilever เยอะจนประธานโทรมาหาผม แล้วขอให้เลิกลักลอบล่าคนได้แล้ว” เขาเล่า

ทุกอย่างไปได้สวยจนกระทั่งเกิดวิกฤตรุนแรงในปี 1998 ขณะที่กำลังสร้างโรงงานขนาด 450 เอเคอร์ เขาก็ต้องเผชิญปัญหารุมเร้าจากความล่าช้าและความต้องการผ้าเดนิมที่ลดลงไปพร้อมกัน จนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 683 ล้านเหรียญ 

“อะไรที่ผิดพลาดได้ก็ผิดพลาดไปทุกอย่าง” เขากล่าว แต่เขาก็ทำให้เจ้าหนี้ 80 รายเชื่อมั่นว่าธุรกิจของเขายังดีอยู่ และขายสินทรัพย์เพื่อหาเงินก้อนใหม่เข้ามา เขาใช้เวลาเกือบ 4 ปีกว่าจะดึงบริษัทขึ้นมาจากเหวลึกได้ทันเวลาให้ส่งลูกชาย 2 คนไปรับการศึกษาจากชาติตะวันตกได้พอดีจากความตกต่ำในวันนั้น

วันนี้เขาจึงระมัดระวังเรื่องการมีกระแสเงินสดอยู่เสมอ ผู้เป็นพ่อดูแลกลยุทธ์และนวัตกรรมในระดับกลุ่ม และจะพูดคุยกับพนักงานคนสำคัญอย่างน้อย 40 คนจากทุกกลุ่มเป็นประจำ รวมถึงลูกชายของเขาด้วย แม้จะเป็นในวันพักผ่อนของลูกๆ ก็ตาม “ผมต้องรู้อยู่เสมอว่าจะเกิดอะไรผิดพลาดได้บ้าง” Lalbhai กล่าว

 

เรื่อง : Anuradha Raghunathan
เรียบเรียง : ธรรดร โสตถิอำรุง

 

คลิกอ่านฉบับเต็มของ "สิ่งทอเเละอีกจิปาถะ Arvind ธุรกิจค้าเส้นด้าย 121 ปีแห่งอินเดีย เปลี่ยนทันเทคโนโลยี" ได้ที่ได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand เดือนสิงหาคม 2561 ในรูปแบบ e-Magazine

 




Update : 30 ตุลาคม 2561

View : 701




vdo

Forbes Thailand Forum 2018: The Next Tycoons

Update : 27 กรกฎาคม 2561

View : 2,310

Most Popular
1

10 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกปี 2017

Update : 14 กันยายน 2560

view : 31,446

2

20 อันดับ เศรษฐีอเมริกัน ลำดับที่ 1-10

Update : 11 กุมภาพันธ์ 2560

view : 30,753

3

4 ตระกูลเศรษฐี ซึ่งติดในอันดับ 50 ตระกูล

Update : 07 กุมภาพันธ์ 2560

view : 21,154


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group