ไทม์แมชชีนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Deep Tech ระดับโลกต้องปักหมุด

ไทม์แมชชีนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Deep Tech ระดับโลกต้องปักหมุด

โลกของนวัตกรรมทางการแพทย์ เวลาไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนปฏิทิน แต่หมายถึงชีวิตของผู้ป่วย สายป่านของสตาร์ทอัพ และผลตอบแทนของนักลงทุน


    ซึ่งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมานวัตกรรมทางการแพทย์มักเดินทางมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทั้งยารักษามะเร็งรุ่นใหม่ อุปกรณ์การแพทย์ล้ำสมัย หรือเทคโนโลยีวินิจฉัยโรคที่ใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยในบอสตัน ซานฟรานซิสโก หรือยุโรป อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมาถึงประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้

    โดยในช่วงเวลานั้นผู้ป่วย แพทย์ และเศรษฐกิจทำได้เพียงเฝ้ารออย่างคุ้นชินกับการเป็น “ปลายทางสุดท้าย” ของนวัตกรรม เหมือนวันที่โลกใช้สมาร์ทโฟนไปแล้วหลายปี ก่อนที่เทคโนโลยีเหล่านั้นจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตผู้คนอย่างจริงจัง

    ในความเป็นจริงประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ควรเป็นเพียงตลาดปลายทางของนวัตกรรม แต่ควรเป็น “ประตูแรก” ที่นวัตกรรมระดับโลกเลือกเข้ามาทดลองใช้งานจริง สร้างรายได้จริง และขยายผลไปสู่ภูมิภาคอื่น ดังเช่น Time Machine หรือ “เครื่องย่นเวลา” ของนวัตกรรม ซึ่งไม่ใช่เครื่องย้อนเวลาในความหมายแบบนิยายวิทยาศาสตร์

    แต่คือความสามารถในการย่นเวลาให้กับบริษัท Deep Tech ระดับโลก จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้รับการอนุมัติเริ่มสร้างรายได้ และกว่าจะพิสูจน์คุณค่าทางธุรกิจให้กลายเป็นกระบวนการที่เร็วขึ้น ถูกลง และมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม HealthTech, MedTech และ BioTech

    แม้บริษัทต่างๆ เหล่านี้จะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ดีมาก ทีมวิจัยระดับโลก หรือนักลงทุนสนับสนุน แต่ยังไม่สามารถสร้างรายได้จริงได้จนกว่าจะผ่านกระบวนการกำกับดูแล ทดลองทางคลินิก และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายบริษัทใช้เวลาหลายปีและเผาเงินจำนวนมหาศาลก่อนจะมีรายได้แม้แต่ดอลลาร์แรก บางบริษัทไม่ได้ล้มเหลวเพราะเทคโนโลยีไม่ดี แต่ล้มเหลวเพราะใช้เวลานานเกินไป ต้นทุนสูงเกินไป และสายป่านสั้นเกินไป


จุดเปลี่ยนเรียงสมการใหม่

    การทดลองทางคลินิกที่เคยใช้เวลาหลายเดือนในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปสามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในประเทศไทยและภูมิภาคนี้ได้ภายใต้มาตรฐานสากล โดยเมื่อเร็วๆ นี้มีบริษัทด้านสุขภาพสตรีจากสหรัฐฯ รายหนึ่งนำเทคโนโลยีแผ่นอนามัยที่มีแถบตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเข้าสู่ประเทศไทย เทคโนโลยีนี้แก้ปัญหาที่สำคัญมาก เพราะมะเร็งปากมดลูกยังเป็นหนึ่งในโรคที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

    การเข้ามาที่ไทยไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตลาดใหม่ให้บริษัทนี้ แต่ช่วยให้บริษัทสร้างรายได้จริงในภูมิภาคนี้ได้เร็วขึ้น สร้างหลักฐานการใช้งานจริง และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการเจรจากับนักลงทุนสำหรับการระดมทุนรอบถัดไป

    นี่คือหัวใจของ Time Machine การทำให้บริษัทนวัตกรรมระดับโลกสามารถเข้ามาปักหมุดในภูมิภาคนี้ สตาร์ทอัพได้โอกาสย่นเวลาและลดต้นทุน นักลงทุนได้เห็นรายได้ของสตาร์ทอัพเร็วขึ้น โรงพยาบาลและแพทย์ได้สัมผัสเทคโนโลยีระดับโลกก่อนใคร และที่สำคัญที่สุดผู้ป่วยในภูมิภาคนี้ได้เข้าถึง นวัตกรรมเร็วขึ้น ไม่ใช่ต้องรอจนเป็นกลุ่มสุดท้ายของโลกเหมือนที่ผ่านมา

    สำหรับโรงพยาบาลไทยจำนวนมากไม่ได้เป็นเพียงสถานพยาบาล แต่เป็นระบบบริการสุขภาพระดับโลกที่รวมความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ ความเป็นมืออาชีพ และมาตรฐานการบริการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศอื่นต้องใช้เวลานานมากกว่าจะสร้างได้ แต่สิ่งที่ยังขาดคือชั้นบนสุดของพีระมิดนั่นคือ “นวัตกรรม” ยังต้องเติมเต็มชั้นของ HealthTech, MedTech และ BioTech ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ 

    นี่คือเหตุผลที่ต้องสร้าง SEA Health Innovation Hub หรือศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเชื่อมโลกของนวัตกรรมเข้ากับระบบสุขภาพของภูมิภาคนี้

    เป้าหมายหลักคือการทำให้บริษัทนวัตกรรมจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงผู้ป่วยจำนวนมหาศาลกว่า 700 ล้านคนในภูมิภาคนี้ได้อย่างมีระบบ ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล แพทย์ หน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้วยการริเริ่มจากประเทศไทย และขยายไปสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้ป่วยจำนวนมหาศาลที่กำลังรอนวัตกรรม นี่คือจุดที่ประเทศไทยต้องนิยามบทบาทตัวเองใหม่

    นอกจากนั้น การที่โลกมองภูมิภาคนี้ในฐานะ “safe zone” พื้นที่ปลอดภัย เป็นกลาง ไม่เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โจทย์ของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่ใช่การเป็นแค่ safe zone แต่ต้องยกระดับเป็น solution provider หรือพื้นที่ที่ไม่เพียงปลอดภัย 

    แต่สามารถแก้ปัญหาให้โลกได้จริง เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้บริษัท Deep Tech ลดเวลาเข้าสู่ตลาด ลดต้นทุนการทดลอง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงผู้ป่วย และสร้างหลักฐานเชิงพาณิชย์ที่นำไปต่อยอดในตลาดโลกได้ ด้วยการเป็น Switzerland of Healthcare สร้างบทบาทใหม่ของความเป็นกลาง ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานที่โลกไว้วางใจ

    นวัตกรรมที่เข้ามาทดลองและเติบโตที่นี่จะดึงดูดผู้ป่วย บุคลากรระดับโลก เงินลงทุน และยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมสุขภาพทั้งระบบ โรงพยาบาลจะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รักษาผู้ป่วย แต่จะกลายเป็นสปริงบอร์ดของนวัตกรรม ภาคบริการสุขภาพจะไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายของระบบเศรษฐกิจ แต่จะกลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ของประเทศ

    ยกตัวอย่างการเปิดตลาดของจีนที่ให้ “Tesla” เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในปี 2562 หลายคนอาจมองว่าเป็นการยอมให้บริษัทต่างชาติเข้ามาครองตลาด แต่ในเวลาไม่ถึง 7 ปี จีนสามารถสร้างผู้เล่นอย่าง “BYD” ขึ้นมาจนมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอันดับ 1 ทั่วโลกในปี 2568 ที่ผ่านมา

    การเปิดประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ไม่ได้ทำให้ประเทศอ่อนแอลง ตรงกันข้ามสามารถสร้างขีดความสามารถภายในประเทศได้เร็วขึ้น ถ้าสามารถดึง Deep Tech ระดับโลกให้เข้ามาทำงานจริงในไทยได้ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยจะได้เรียนรู้จากของจริง ได้ทำงานกับทีมระดับโลก ได้เห็นมาตรฐานระดับโลก และในวันหนึ่งเราจะไม่เพียงนำเข้านวัตกรรม แต่จะสามารถสร้างและส่งออกนวัตกรรมได้เอง นี่คือการหมุนวงล้อของประเทศไทยให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยตัวเอง


รอหรือสร้างโอกาส

    ประเทศไทยมีศักยภาพพร้อมแล้วในหลายมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ ความเชี่ยวชาญของบุคลากร ระบบบริการสุขภาพ และความต้องการของผู้ป่วย สิ่งที่เราต้องเติมให้ครบคือการเชื่อมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน ตั้งแต่นักลงทุน โรงพยาบาล หน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย ไปจนถึงผู้ประกอบการระดับโลก

    Time Machine ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องสร้างมันขึ้นมา และถ้าสร้างได้เร็วพอประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะไม่ใช่ปลายทางสุดท้ายของนวัตกรรมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก นี่คือเวลาทองและไม่ควรถูกปล่อยให้ผ่านไปอีกแล้ว”


บทความโดย : นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์ Managing Partner, SeaX Ventures




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เมื่อนิยามใหม่ของอีเวนต์คือการสร้าง “ความหมาย”

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine