ในยุคที่โลกก้าวเข้าสู่การปฏิวัติทางดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูล (data) ได้เปลี่ยนสถานะจาก “ข้อมูลเชิงปฏิบัติการภายในองค์กร” สู่การเป็นวัตถุดิบสำคัญเชิงกลยุทธ์ซึ่งสามารถเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจบนสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความท้าทายในโลกยุค AI ภายในปี 2569 มีการประเมินว่า โลกจะสร้างข้อมูลใหม่ในอัตราก้าวกระโดด โดยจะมีปริมาณสูงถึง 180-220 เซตตะไบต์ (Zettabytes) ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลกว่าปริมาณข้อมูลที่มนุษย์เคยสร้างรวมกันตลอดทั้งทศวรรษที่ผ่านมา
ภาคองค์กรจะเป็นแหล่งกำเนิดข้อมูลมากถึง 60% ของข้อมูลทั้งหมด หรือคิดเป็นปริมาณราว 108-130 เซตตะไบต์ต่อปี สิ่งที่ผู้นำธุรกิจต้องตระหนักคือ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการอัปเดตเทคโนโลยี แต่คือโจทย์การบริหารในระดับโครงสร้าง ทั้งในด้านต้นทุน ความเสี่ยง และความยั่งยืน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนสูง อัตราดอกเบี้ยที่ขยับตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนด้าน IT ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นภาระหนักของงบประมาณองค์กร
จุดเปลี่ยนข้อมูลไม่ใช่ค่าใช้จ่าย
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตข้อมูลควรได้รับการมองเป็น “สินทรัพย์หลัก” (core asset) ไม่ต่างจากเงินทุนหรือโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อข้อมูลมีโครงสร้างเข้าถึงได้ และได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม องค์กรจะสามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
อย่างไรก็ตามในมุมมองของ Synology ความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลวในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่ว่าองค์กรมีข้อมูลมากเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนจากการแค่ “เก็บข้อมูล” ไปสู่การ “เป็นเจ้าของข้อมูล” (data ownership) อย่างแท้จริง องค์กรที่มีข้อมูลกระจัดกระจายขาดการควบคุม และไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน เปรียบเสมือนโกดังสินค้าที่ขาดการจัดระเบียบ ซึ่งนอกจากจะทำให้เงินทุนจมแล้ว ยังลดประสิทธิภาพการทำงานลง องค์กรเหล่านี้ย่อมเผชิญต้นทุนแฝงจำนวนมหาศาล ทั้งค่าใช้จ่ายด้านระบบที่ซ้ำซ้อน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และโอกาสทางธุรกิจที่สูญหายไปโดยไม่รู้ตัว
3 กับดักที่มองไม่เห็น
แม้องค์กรจำนวนมากจะลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังคงติดอยู่ในกับดักเดิมๆ ซึ่งบ่อนทำลายทั้งประสิทธิภาพและงบประมาณในระยะยาว ได้แก่ ลิ้นชักข้อมูลดิจิทัลที่ไม่เป็นระเบียบ (digital junk drawer: data silos) โดยหลายองค์กรยังคงแยกข้อมูลออกเป็นส่วนๆ ตามโครงสร้างการทำงาน เมื่อถึงเวลานำ AI หรือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้งาน ข้อมูลเหล่านี้กลับไม่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์คือ AI ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กร เปรียบเสมือนการพยายามต่อจิ๊กซอว์โดยที่ชิ้นส่วนกระจัดกระจายอยู่คนละห้อง นอกจากจะลดคุณค่าของข้อมูลแล้ว ยังทำให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ล่าช้าและคลาดเคลื่อน
ขณะเดียวกันยังอาจติดกับดัก “เช่าตลอดไป” (rent forever trap - ต้นทุนที่คาดการณ์ไม่ได้) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา public cloud กลายเป็นคำตอบที่ดูเหมาะสมสำหรับองค์กรที่ต้องการความคล่องตัว แต่รายงานชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายด้านคลาวด์ขององค์กรทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตรา 2 หลักต่อปี การพึ่งพา public cloud เพียงอย่างเดียวเปรียบเสมือนการเช่าสำนักงานที่ค่าเช่าปรับขึ้นทุกครั้งที่ธุรกิจเติบโต เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นค่าใช้จ่ายรายเดือนก็เพิ่มขึ้นตามแบบทวีคูณ ส่งผลให้หลายองค์กรต้องเผชิญกับต้นทุนที่ควบคุมได้ยาก และงบประมาณด้านนวัตกรรมถูกเบียดออกไปอย่างเงียบๆ
นอกจากนั้น ธุรกิจยังพบปัญหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของข้อมูล (security gap) การเพิ่มขึ้นของปริมาณข้อมูลทำให้ระดับความเสี่ยงขององค์กรขยายตัวตามไปด้วย หากระบบสำรองข้อมูลไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับภัยคุกคามในปัจจุบันอย่างเพียงพอ เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์เพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่การหยุดชะงักของการดำเนินงาน ไปจนถึงความเสียหายทางการเงินในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อมูลสำคัญไม่ถูกปกป้องด้วยกลไกที่ป้องกันการแก้ไขหรือลบข้อมูลได้ตามระยะเวลาที่กำหนด (immutable backup)
ดังนั้น องค์กรอาจสูญเสียข้อมูลหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ที่ผู้บริหารไม่อาจมองข้าม โดยในปี 2568 มีรายงานการโจมตี ransomware รายวันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับภัยคุกคามระดับสูงและเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายงาน TotalAssure ประเมินการโจมตีสูงขึ้น 73% ในปี 2568
ขณะเดียวกันองค์กรจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการกู้คืนข้อมูล แม้จะยอมจ่ายค่าไถ่ โดยรายงาน Sophos ระบุว่า ค่าเฉลี่ยการกู้คืนสำเร็จของข้อมูลหลังโดน ransomware ไม่สูงมาก องค์กรจะต้องเน้นการสำรองข้อมูลอย่างหนักเพื่อเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับผลกระทบจากการโจมตีประเภทนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายด้านระบบหรือข้อมูลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลเชิงธุรกิจที่ลึกซึ้งกว่า เช่น การหยุดชะงักของการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงจากการกู้คืนระบบ ความเชื่อมั่นของลูกค้าและพันธมิตรลดลง หรือชื่อเสียงขององค์กรถูกทำลาย ด้วยเหตุนี้ความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสำรองจึงกลายเป็นหัวใจของการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่าย IT เท่านั้น
นอกจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยแล้ว การบริหารต้นทุนด้าน IT โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ public cloud และ data storage ก็เป็นความท้าทายอย่างมากในสภาวะเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน งานวิจัยจาก Gartner ชี้ว่า ค่าใช้จ่ายด้านคลาวด์จะยังคงเติบโตแบบตัวเลข 2 หลักต่อปี เนื่องจากองค์กรจำนวนมากเพิ่มการใช้งานระบบคลาวด์เพื่อรองรับการเติบโตของข้อมูลและบริการดิจิทัล
แนวทางที่องค์กรชั้นนำหลายแห่งเลือกใช้คือ hybrid approach โดยผสมผสานระหว่าง infrastructure ภายในองค์กร (private cloud/on-premise) กับ public cloud เพื่อให้แต่ละส่วนสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น โดยจัดเก็บข้อมูลสำคัญและที่ต้องใช้งานบ่อยไว้ในระบบภายในองค์กรที่ควบคุมได้เอง ส่วน public cloud ใช้เป็นทรัพยากรเสริมเมื่อจำเป็น แนวทางนี้ช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว เพิ่มความสามารถในการบริหารการโจมตีและยืดหยุ่นทางธุรกิจมากกว่าการพึ่งพา public cloud เพียงอย่างเดียว
Data Backup ประกันจริงยุคดิจิทัล
เมื่อภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น การสำรองข้อมูล หรือ backup กลายเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการความเสี่ยงระดับองค์กร ระบบ backup ที่ดีต้องรองรับภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายใน และต้องสามารถกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ransomware หรือข้อผิดพลาดของระบบเอง แนวคิดอย่าง immutable backup ระบบสำรองข้อมูลที่สามารถกำหนดเวลาห้ามแก้ไขหรือลบทิ้งถูกยกขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ที่หลายองค์กรระดับโลกให้ความสำคัญ
สุดท้ายนี้ในยุคที่ AI และดิจิทัลกลายเป็นหัวใจของการแข่งขัน ความได้เปรียบทางธุรกิจไม่ได้ถูกกำหนดเพียงแค่ “มีข้อมูลมากแค่ไหน” แต่อยู่ที่ว่าองค์กรสามารถจัดระบบ ควบคุม และกำกับดูแลข้อมูลได้ดีแค่ไหน องค์กรที่สามารถวางระบบข้อมูลให้ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสมจะมีความสามารถในการใช้ AI อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งสามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวบนพื้นฐานของความมั่นคงและความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลง
บทความโดย : รหัท บุญตันจีน ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ศรีเกษม วิสุทธิไกรสีห์ ปรับส่วนผสมสร้าง New S-Curve



