ปี 2568 ที่ผ่านมาแม้รถยนต์ที่เปิดตัวขายในไทยจะมีหลากหลายแบรนด์จากหลายประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ใหม่จากจีนเข้ามาทำตลาดอย่างคึกคัก แต่รถยนต์ญี่ปุ่นก็ยังครองใจผู้บริโภคชาวไทย ได้รับการคัดเลือกด้านคุณภาพชัดเจน
J.D. Power ผู้นำระดับโลกด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ให้บริการข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภค และโซลูชันที่ปรึกษาสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ฐานข้อมูลเฉพาะและซอฟต์แวร์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยให้ลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ก่อตั้งในปี 1968 ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่ในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก เผยผลการศึกษาคุณภาพรถยนต์ใหม่ในประเทศไทยประจำปี 2568 ชี้คนไทยรายงานปัญหาเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเสียงรบกวนภายในรถ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) และความรวดเร็วในการชาร์จแบตเตอรี่ ส่วน Isuzu, MG, BYD ติดโผคว้ารางวัลยอดเยี่ยมประจำปี
ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา J.D. Power เผยผลการศึกษาคุณภาพรถยนต์ใหม่ในประเทศไทย ประจำปี 2568 (J.D. Power 2025 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) ในกลุ่มเจ้าของรถใหม่จำนวน 4,832 ราย ซึ่งซื้อรถระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน ปี 2568 โดยทำการสำรวจภาคสนามระหว่างเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ปี 2568 ใน 22 เมืองใหญ่ทั่วประเทศไทย ครอบคลุมรถยนต์ 57 รุ่นจาก 15 แบรนด์ โดยจัดอันดับจากจำนวนปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน (PP100) ซึ่งคะแนนปัญหาน้อยแสดงถึงคุณภาพที่ดีกว่า
โดยผลสำรวจระดับคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยรวมยังคงทรงตัวอยู่ที่ 177 ปัญหาต่อรถ 100 คัน (177 PP100) ซึ่งพบปัญหาเกี่ยวกับเสียงรบกวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลกระทบจากปัญหาเสียงรบกวน ได้แก่ เสียงจากพื้นถนน 11 PP100 (เพิ่มขึ้น 1) เสียงลมเข้าห้องโดยสาร 6 PP100 (เพิ่มขึ้น 5) เสียงจากช่วงล่าง 3 PP100 (เพิ่มขึ้น 1) เสียงจากระบบกระจกไฟฟ้า 2 PP100 (เพิ่มขึ้น 1)
นอกจากปัญหาด้านเสียง ปัญหาจากการใช้งานยังปรากฏเพิ่มขึ้นในรถยนต์ทุกประเภท ทั้งรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริด โดยเป็นปัญหาจากระบบช่วยขับขี่ชั้นสูง (ADAS) ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นจนกลายเป็นปัญหา ทั้งปัญหาการแจ้งเตือนบ่อย การแจ้งเตือนผิดจังหวะ หรือการทำงานที่สร้างความน่ารำคาญ นอกจากนั้น การชาร์จอุปกรณ์ภายในรถยังคงสร้างความกังวลให้กับเจ้าของรถยนต์ เนื่องจากพอร์ตชาร์จไม่เพียงพอ และความเร็วในการชาร์จที่ต่ำ
กลุ่มผู้ใช้รถที่ใช้พลังงานใหม่ (NEV) ปัญหาที่พบเด่นที่สุดยังคงเป็นความเร็วในการชาร์จแบตเตอรี่รถ (ภายใต้หมวดแบตเตอรี่และการชาร์จ) เนื่องจากประสิทธิภาพการชาร์จจริงยังไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภค
“เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจทั้ง 2 ครั้งในปี 2568 ระหว่างรายงานฉบับที่ 1 ซึ่งทำการสำรวจช่วงที่อากาศแห้ง (เดือนธันวาคม ปี 2567-กุมภาพันธ์ ปี 2568) กับรายงานฉบับที่ 2 ซึ่งทำการสำรวจช่วงฤดูฝน (เดือนมิถุนายน-ตุลาคม ปี 2568) พบความแตกต่างของปัญหาที่ลูกค้าพบอย่างชัดเจน”
ไชยวัฒน์ เกษาพร ผู้จัดการโครงการอาวุโสและหัวหน้านักวิเคราะห์จากดิฟเฟอเรนเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า “ในการสำรวจช่วงที่ 1 ซึ่งตรงกับฤดูการท่องเที่ยวปลายปีผู้ร่วมโดยสารภายในรถมีจำนวนมากกว่าปกติ ทำให้เกิดปัญหาการแย่งใช้ช่องชาร์จอุปกรณ์พกพาภายในรถ ขณะที่การสำรวจช่วงที่ 2 ซึ่งเป็นฤดูฝน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบปัดน้ำฝนและไฟส่องสว่างมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่ผู้ผลิตรถต้องติดตามความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ เพื่อให้เห็นภาพรวมของคุณภาพผลิตภัณฑ์ในมุมผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน และนำไปสู่การปรับปรุงได้อย่างแม่นยำ”
ทั้งนี้ ดิฟเฟอเรนเชียล ประเทศไทย ถือเป็นบริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์และวิจัยทางการตลาดที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค กลยุทธ์ของแบรนด์ และข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกบริการครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ การวิเคราะห์คู่แข่งไปจนถึงการคาดการณ์แนวโน้มตลาด เพื่อช่วยให้ลูกค้าพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจและแผนการมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิผล ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความแตกต่างของแต่ละภูมิภาค พร้อมให้การสนับสนุนองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์ การเงิน และเทคโนโลยี เพื่อผลักดันการเติบโตและนวัตกรรม
รุ่นรถที่ได้อันดับสูงสุดในด้านคุณภาพ
1. กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก (compact car) ได้แก่ Toyota Yaris ATIV (165 PP100)
2. กลุ่มรถยนต์ขนาดกลางระดับต้น (entry midsize car) ได้แก่ Honda City Hatchback e:HEV (170 PP100)
3. กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดเล็ก (compact SUV) ได้แก่ Honda HR-V e:HEV (174 PP100)
4. กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ (large SUV) ได้แก่ Toyota Fortuner (170 PP100)
5. กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ได้แก่ Mitsubishi Xpander HEV (167 PP100)
6. กลุ่มรถกระบะตอนเดียว (pickup single cab) ได้แก่ Isuzu D-Max Spark (169 PP100)
7. กลุ่มรถกระบะตอนขยาย (pickup extended cab) ได้แก่ Toyota Hilux Revo Smart Cab และ Toyota Hilux Revo Prerunner Smart Cab ได้คะแนนเท่ากัน (181 PP100)
8. กลุ่มรถกระบะ 4 ประตู (pickup double cab) ได้แก่ Mitsubishi TRITON Doublecab PLUS (169 PP100)
9. กลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV car) ได้แก่ MG 4 Electric (173 PP100) 10. กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงพลังงานใหม่ (NEV SUV) ได้แก่ BYD ATTO 3 (149 PP100)
ทั้งนี้ หากดูจากข้อมูลเชิงลึกของ J.D. Power สรุปได้ว่า ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จคือแบรนด์ที่สามารถผสานความคาดหวังของลูกค้าเข้าไปในขั้นตอนของการออกแบบและผลิต
การมีข้อมูลเชิงลึกที่เก็บรวบรวมอย่างต่อเนื่อง และการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล อาทิ ผลการ ศึกษาเชิงเปรียบเทียบจาก IQS ร่วมกับข้อมูลการติดตามคุณภาพอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นถัดไปได้อย่างตรงจุด และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
การศึกษาครั้งนี้ J.D. Power จัดทำการวิจัยความคาดหวังของผู้ใช้รถร่วมกับดิฟเฟอเรนเชียล โดยศึกษาในกลุ่มผู้ใช้รถเครื่องยนต์สันดาปภาพใน (ICE) รถไฮบริด (HEV, PHEV) และรถพลังงานใหม่ (NEV) ในหัวข้อ 1. ระบบปรับอากาศ 2. ระบบช่วยขับ 3. ประสบการณ์ในการขับขี่ 4. ภายนอกรถ 5. เครื่องยนต์/มอเตอร์ และระบบส่งกำลัง 6. ฟีเจอร์/ปุ่มควบคุม/หน้าจอ 7. ระบบอินโฟเทนเมนต์ 8. ภายในรถ และ 9. เบาะนั่ง สำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) จะมีหมวดแบตเตอรี่และการชาร์จเพิ่มเข้ามาอีก 1 หมวด
บทความโดย : Atsushi Kawahashi ผู้อำนวยการอาวุโส J.D. Power ประเทศญี่ปุ่น
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ดาต้าเซ็นเตอร์ จะใช้พลังงานไฟฟ้าพุ่ง 2 เท่าใน 5 ปี


