ส่องไฮไลต์โฉมใหม่ LV The Place Bangkok เมื่อ Louis Vuitton เล่าเรื่องราวบทใหม่ ผ่านมรดกแห่งการเดินทาง แฟชั่น และศิลปะ

ส่องไฮไลต์โฉมใหม่ LV The Place Bangkok เมื่อ Louis Vuitton เล่าเรื่องราวบทใหม่ ผ่านมรดกแห่งการเดินทาง แฟชั่น และศิลปะ

LV The Place Bangkok เกษรอัมรินทร์ ปรับโฉมพื้นที่จัดแสดง Visionary Journeys เปิดบทใหม่ของจักรวาล Louis Vuitton ผ่านเรื่องราวทรังก์เก่าแก่ งานฝีมือ และผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินไทย พร้อมขยายพื้นที่ Le Café Louis Vuitton ขึ้นสู่ชั้น 2 เติมประสบการณ์จากนิทรรศการและแฟชั่นสู่โลกอาหาร ผ่านเมนูซิกเนเจอร์ที่นำรสชาติไทยมาตีความใหม่


    Louis Vuitton เปิดตัว LV The Place Bangkok ณ ศูนย์การค้าเกษรอัมรินทร์ ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมาสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่รวมวัฒนธรรม ศิลปะ อาหาร และการช้อปปิ้งไว้ในพื้นที่เดียวกัน ก่อนที่จะเริ่มต้นบทใหม่ของการเดินทางด้วยการปรับโฉมพื้นที่จัดแสดง Visionary Journeys ที่ออกแบบร่วมกับ Shohei Shigematsu พาร์ทเนอร์แห่ง OMA

    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การเพิ่มพื้นที่ แต่ Louis Vuitton ได้สร้าง Trunkscape ให้กลายเป็นพื้นที่นำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินไทย โดยจะมีผลงานหมุนเวียนตามฤดูกาลตลอดทั้งปี พร้อมกับการขยายพื้นที่ Le Café Louis Vuitton ไปยังชั้น 2 เพื่อเพิ่มประสบการณ์ด้านอาหารตั้งแต่มื้อกลางวันไปจนถึงมื้อค่ำ


สำรวจโลก Louis Vuitton ผ่านงานฝีมือ แฟชั่น และศิลปะ

    การเดินชม Visionary Journeys เริ่มต้นที่ Trunkscape งานศิลปะจัดวางซึ่งประกอบขึ้นจากทรังก์ลาย monogram จำนวน 96 ใบ เรียงต่อกันเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่คล้ายอุโมงค์ เปรียบเสมือนประตูสู่เรื่องราวของแบรนด์ที่กำลังจะถูกถ่ายทอดผ่านพื้นที่จัดแสดงในห้องถัดๆ ไป

    ในโซนนี้ Louis Vuitton ร่วมมือกับ Bangkok Art Biennale ภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์อย่าง พิรวุฒิ โปษยานนท์ และอดุลญา ฮุนตระกูล พร้อมเชิญศิลปินไทย 3 คน ได้แก่ นักรบ มูลมานัส, ณิชชา โตทอง และไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานวิดีทัศน์แบบอิมเมอร์ซิฟภายใต้แนวคิด “The Future of Travel-Between Memory and Imagination” หรือ “อนาคตแห่งการเดินทาง ระหว่างความทรงจำและจินตนาการ”

    ผลงานแต่ละชิ้นจะนำเสนอการตีความเรื่องการเดินทางผ่านมุมมองและภาษาศิลปะที่แตกต่างกัน ซึ่งผลงงานแรกเป็นของนักรบ มูลมานัส ศิลปินที่มีเอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์งานคอลลาจ โดยนำรายละเอียดจากศิลปะตะวันตกแนวคลาสสิก วัฒนธรรมภาพของไทย และภาพทางประวัติศาสตร์ มาร้อยเรียงเป็นผลงานที่สร้างขึ้นสำหรับนิทรรศการโดยเฉพาะ

​

Trunkscape

​

    จากนั้นเป็นห้อง Origins ที่พาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจจุดเริ่มต้นของเมซง ผ่านเอกสารจดหมายเหตุ ทรังก์เก่าแก่ และแคนวาสลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดเส้นทางของ Louis Vuitton จากผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรจุสัมภาระและการผลิตทรังก์ สู่แบรนด์ที่ขยายขอบเขตการสร้างสรรค์ไปสู่โลกแฟชั่นในปัจจุบัน

    สิ่งที่น่าสนใจคือทรังก์แต่ละใบไม่ได้มีไว้เพียงจัดแสดงความเก่าแก่ของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบที่ตอบโจทย์การเดินทางในแต่ละยุคสมัย เช่น Canteen Trunk ในปี 1895 ทรังก์ทองแดงสำหรับจัดเก็บชุดช้อนส้อมที่เคยร่วมเดินทางไปกับนักสำรวจ, Picnic Trunk ปี 1909 ที่ออกแบบเพื่อการพักผ่อนกลางแจ้ง และ Library Trunk ปี 1932 ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับจัดเก็บหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนโดยเฉพาะ

​

Origins


    อีกหนึ่งห้องจัดแสดงที่เพิ่มเข้ามาในครั้งนี้คือ Asnières ซึ่งเปิดให้เข้าชมเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ ผู้ชมจะได้รู้จักบ้านประจำตระกูล Vuitton และเวิร์กช็อปเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1859 ในย่านชานกรุง Paris สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งจุดกำเนิดผลงานสร้างสรรค์และพื้นที่สืบทอดความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือของเมซงจากรุ่นสู่รุ่น

    ภายในห้องจัดแสดงยังมีเรื่องราวของบ้านประจำตระกูลที่ได้รับการปรับปรุงในสไตล์อาร์ตนูโวช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยมีรายละเอียดอย่างหน้าต่างกระจกสีลวดลายดอกไอริส ผลงานของ Louis Marie Paul Janin ซึ่งต่อมาเป็นแรงบันดาลใจของการออกแบบกระเป๋า Maison de Famille สำหรับคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2023 เพื่อยกย่องบ้านประจำตระกูลและช่างฝีมือที่ยังคงทำงานอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้

    ถัดมาคือส่วนที่เชื่อมต่อกันอย่างโซนเวิร์กช็อป ที่เปิดให้เห็นเบื้องหลังการทำงานของช่างฝีมือ ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาผลงานในช่วงแรกไปจนถึงขั้นตอนการผลิตที่ต้องอาศัยความละเอียดและความแม่นยำ พร้อมการสาธิตงานฝีมือให้ผู้เข้าชมได้เห็นกระบวนการทำงานอย่างใกล้ชิด

​

เวิร์กช็อป


    อีกหนึ่งไฮไลต์ของนิทรรศการนี้คือห้อง Collaborations ที่เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Louis Vuitton กับศิลปินจากหลากหลายวงการ ผ่านการนำแคนวาส monogram มาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบใหม่ โดยหนึ่งในความร่วมมือที่มีความสำคัญคือคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2001 ระหว่าง Marc Jacobs และ Stephen Sprouse ซึ่งนำศิลปะกราฟฟิตีมาผสมผสานกับลวดลาย monogram

    นอกจากนี้ยังมีผลงานจาก Takashi Murakami และ Yayoi Kusama ในคอลเลกชันปี 2023 รวมถึงความร่วมมือระหว่าง Virgil Abloh และ NIGO ในคอลเลกชัน LV² ปี 2022 ซึ่งนำเสนอผลงานอย่างกระเป๋า Mini Keepall ในแคนวาส monogram drip

​

Collaborations


    ถัดมาคือห้อง Fashion ที่รวบรวมผลงานเสื้อผ้า เครื่องหนัง รองเท้า และเครื่องประดับจากคอลเลกชันต่างๆ ที่สะท้อนแนวทางการออกแบบของแบรนด์ในแต่ละยุค ตั้งแต่ชุดเดรสประดับเลื่อมลวดลายดอกไม้ monogram จากคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2000-2001 ของ Marc Jacobs ไปจนถึงผลงานคอลเลกชันสุภาพบุรุษฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2022-2023 ของ Virgil Abloh ที่นำแคนวาส monogram มาผสมผสานกับผ้าเดนิมด้วยเทคนิคโบโรของญี่ปุ่น

​

Fashion


    สำหรับห้องสุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้คือ Souvenirs หรือพื้นที่อินเทอร์แอกทีฟซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้รับของที่ระลึกกลับไปเก็บเป็นความทรงจำจากนิทรรศการ ห้องนี้ออกแบบด้วยโทนสีสันสดใสโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีของเต็นท์ร้านค้าภายในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างตลาดนัดรถไฟ

​

Souvenirs


เติมรสชาติแบบไทยในโลกอาหารของ Louis Vuitton

    นอกจากนิทรรศการแล้ว อีกส่วนที่ได้รับการต่อยอดคือ Le Café Louis Vuitton ซึ่งเดิมเปิดให้บริการบริเวณชั้น G โดยได้ขยายพื้นที่เพิ่มเติมบนชั้น 2 เพื่อรองรับประสบการณ์การรับประทานอาหารตั้งแต่มื้อกลางวัน ช่วงจิบน้ำชายามบ่าย ไปจนถึงมื้อค่ำ

    ภายใต้การดูแลของเชฟ Christophe Grilo เมนูอาหารได้รับการพัฒนาร่วมกับทีมเชฟท้องถิ่นใน Louis Vuitton Culinary Community โดยนำเมนูซิกเนเจอร์ของเมซงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจุดหมายปลายทางทั่วโลกมาผสมผสานกับวัตถุดิบและรสชาติอาหารไทย

​


    โดยมีเมนูซิกเนเจอร์คือ Monogram Ravioli ราวิโอลีไส้ล็อบสเตอร์ เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปบิสก์ในสไตล์ต้มยำ, Caesar Salad Eclipse ซีซาร์สลัดที่จับคู่กับไก่ในสไตล์ข้าวมันไก่, Silk Road Wagyu เมนูที่ต่อยอดจากร้านอาหาร Voyage ในเมือง Saint-Tropez ด้วยการนำเนื้อวากิวมาจับคู่กับแกงมัสมั่นและมันฝรั่งรมควัน, Siam Louis Hao นำเมนูต้นตำรับจาก Shanghai มาตีความใหม่ด้วยรสชาติของกุ้งแช่น้ำปลา

    ด้านขนมหวานยังคงมีเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Chocolate Monogram, Vanilla Dream และ Hazelnut Flower พร้อมเพิ่มเมนูที่นำวัตถุดิบและรสชาติท้องถิ่นของไทยมาเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น Mango Charlotte, Siam Petula และ Thai Tea Fleur

    บทใหม่ของ LV The Place Bangkok ในครั้งนี้จึงเป็นการขยายประสบการณ์จากพื้นที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ของเมซง ไปสู่การนำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินไทย ควบคู่กับแฟชั่น การรับประทานอาหาร และพื้นที่ช้อปปิ้ง ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในจุดหมายปลายทางแห่งเดียวใจกลางกรุงเทพฯ

    ทั้งนี้ นิทรรศการ Visionary Journeys เปิดให้เข้าชมเวลา 10.00-20.00 น. Le Café Louis Vuitton เปิดให้บริการเวลา 10.00-22.00 น. และร้าน Louis Vuitton เปิดให้บริการเวลา 10.00-21.00 น.

​




ภาพ: Louis Vuitton




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เมื่องานออสการ์แห่งวงการนาฬิกาหรู "GPHG" จัดนิทรรศการในไทย พร้อมอวดโฉม 78 เรือนเวลาชั้นสูงจาก 51 แบรนด์ดัง ก่อนประกาศรางวัลที่สวิตเซอร์แลนด์

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine