SAii Phi Phi Island Village นิยามใหม่ของการพักผ่อนริมทะเล จากนักท่องเที่ยวสู่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติและชุมชน ที่ทุกประสบการณ์ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ

SAii Phi Phi Island Village นิยามใหม่ของการพักผ่อนริมทะเล จากนักท่องเที่ยวสู่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติและชุมชน ที่ทุกประสบการณ์ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ

ซัมเมอร์ปีนี้ ประสบการณ์และภาพจำของการเที่ยวทะเลและการนอนรีสอร์ตแบบเดิมๆ ได้ถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อ Forbes Thailand มีโอกาสได้ร่วมทริปที่ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการปล่อยตัวเองให้หลุดออกจากจังหวะชีวิตเดิม แล้วค่อยๆ ไหลไปตามจังหวะของธรรมชาติอันงดงามของทะเลอันดามัน เพราะจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้คือ SAii Phi Phi Island Village บนเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ รีสอร์ตที่เชื่อมโยงการพักผ่อน ธรรมชาติ และชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว


    แม้ SAii Phi Phi Island Village (ทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ) จะตั้งอยู่บนเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ แต่จุดเริ่มต้นของทริปนี้อยู่ที่ภูเก็ต เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางอย่างเต็มรูปแบบ จากสนามบินสู่ท่าเรือ Royal Phuket Marina โดยรถที่รีสอร์ตจัดมารับ ก่อนจะต่อสปีดโบ๊ทมุ่งหน้าออกสู่ทะเลอันดามัน ลมทะเลพัดเอื่อย แสงแดดสะท้อนผิวน้ำเป็นประกาย หลังจากนั้นราวหนึ่งชั่วโมง ภาพของเกาะพีพีก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า พร้อมกับน้ำทะเลสีฟ้าใสจนมองเห็นพื้นที่อยู่เบื้องล่างได้อย่างชัดเจน

    สำหรับผู้ที่เดินทางมาเข้าพักสามารถเลือกบริการรับส่งแบบครบวงจนได้เช่นกัน เรือจะเทียบท่าของรีสอร์ตโดยไม่ต้องต่อรถหรือเดินทางเพิ่มเติม ทันทีที่ก้าวขึ้นฝั่ง เสียงกีตาร์และบทเพลงต้อนรับแบบเรียบง่ายแต่จริงใจจากพนักงาน พร้อมด้วยพีน่าโคลาด้าเย็นๆ ที่ถูกเสิร์ฟเป็น Welcome Drink ระหว่างรอเช็กอิน ​ทำให้บรรยากาศของการมาถึงนั้นพิเศษกว่าที่คาดไว้มาก


    SAii Phi Phi Island Village ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 170 ไร่ ริมหาดทรายขาวยาว 800 เมตร บนเกาะพีพีดอน โอบล้อมด้วยต้นมะพร้าวและธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ โดยผ่านการปรับโฉมใหม่ทั้งห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกจาก พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “Phi Phi Eco Island Retreat” ซึ่งวางตำแหน่งเป็นไลฟ์สไตล์ระดับ Upper Upscale และเน้นการมอบ “Peace of mind” ผ่านการบริการที่ใส่ใจ

    ที่นี่คือรีสอร์ตภายใต้แบรนด์ SAii Hotels & Resorts โดยบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารงานโรงแรมและรีสอร์ตระดับนานาชาติในเครือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) โดยปี 2568 ที่ผ่านมา เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท มีรายได้จากการดำเนินงานรวมกว่า 10,299 ล้านบาท

    สำหรับตัวรีสอร์ตของ SAii Phi Phi Island Village มีห้องพักทั้งหมด 201 ห้อง ตั้งแต่บังกะโลกลางสวน วิลล่าริมทะเล ไปจนถึงพูลวิลล่าบนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวทะเลอันดามันได้แบบพาโนรามา ซึ่งทุกห้องถูกออกแบบให้โปร่งโล่ง รับแสงธรรมชาติ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งสมาร์ททีวี อ่างอาบน้ำ เรนชาวเวอร์ และระเบียงสำหรับนั่งมองวิวทะเลหรือฟังเสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้



    สิ่งที่ทำให้ที่แห่งนี้แตกต่าง ไม่ได้อยู่แค่ความสวยของทะเลหรือความเงียบสงบของโลเคชัน แต่อยู่ที่ “วิธีคิด” ในการออกแบบประสบการณ์การเข้าพักและกิจกรรมต่างๆ โดยเชื่อมโยงการพักผ่อนไปถึงธรรมชาติ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งนี้ถูกนิยามในยุคปัจจุบันว่าเป็น “ความยั่งยืน”

    “ที่ SAii Hotels & Resorts เราเชื่อว่าความยั่งยืนและสุขภาวะที่ดีเป็นสิ่งที่สอดคล้องและเกื้อหนุนกันอย่างลงตัว ด้วยแนวคิดนี้ เราจึงพัฒนา Peace of Mind เพื่อเปิดโอกาสให้แขกได้เลือกดูแลสุขภาพในแบบของตนเอง พร้อมดื่มด่ำกับการพักผ่อนที่เชื่อมโยงกับบริบทของแต่ละจุดหมายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะที่ SAii Phi Phi Island Village ซึ่งมีธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญ แขกจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอนุรักษ์ทางทะเล ควบคู่กับประสบการณ์ที่ช่วยให้ได้ reconnect กับทั้งตัวเองและโลกใบนี้อย่างมีความหมาย” Michael Marshall ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าว



มากกว่า “ผู้มาเยือน” แต่เป็น “ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ”

    หนึ่งในหัวใจสำคัญของ SAii Phi Phi Island Village คือ Marine Discovery Centre หรือศูนย์เรียนรู้ทางทะเลที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้เข้าใจระบบนิเวศของทะเลอันดามันผ่านนิทรรศการและกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของโครงการอนุรักษ์ปลาการ์ตูนและฉลามกบ (Bamboo Shark) ซึ่งดำเนินงานร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (Phuket Marine Biological Center : PMBC)

    ช่วงที่ Forbes Thailand เดินทางไปยัง SAii Phi Phi Island Village นับเป็นจังหวะที่พอดิบพอดีจึงมีโอกาสร่วมกิจกรรมที่ไม่ใช่แค่น่าจดจำ แต่เรียกได้ว่าหายากแบบสุดๆ นั่นคือการปล่อยลูกฉลามกบกลับคืนสู่ธรรมชาติ

    เรือพาผู้ร่วมกิจกรรมออกจากเกาะพีพีมุ่งหน้าสู่ “เกาะหมา” ซึ่งห่างไปราว 45 นาที ที่นี่เป็นจุดดำน้ำตื้นที่เต็มไปด้วยโขดหินและแนวปะการังมากมาย น้ำยังคงใสจนมองเห็นโลกใต้ทะเลได้อย่างชัดเจน ผู้ที่ผ่านการอบรมดำน้ำแบบ Scuba diving จะลงไปปล่อยลูกฉลามในระดับความลึกราว 6-7 เมตร ส่วนคนที่ไม่ดำน้ำลึกก็สามารถเลือกสวมหน้ากากแล้ว Snorkeling ลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ สามารถมองลงไปเห็นฝูงปลา และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ตบอกว่าหากโชคดี ก็อาจเจอสิ่งมีชีวิตหายากได้ เช่น ฉลาม และเต่าทะเล เป็นต้น



    นอกจากกิจกรรมที่เกี่ยวกับทะเลแล้ว อีกมิติหนึ่งของธรรมชาติที่จะได้สัมผัสเมื่อมาที่รีสอร์ตแห่งนี้คือ “ป่าชายเลน” กับการพายเรือคายัคเข้าไปในพื้นที่อันเงียบสงบที่เต็มไปด้วยต้นโกงกาง ท่ามกลางเสียงธรรมชาติรอบตัว และวิถีชีวิตของชุมชนที่ดำเนินไปอย่างปกติ ทำให้จังหวะชีวิตของคนที่ได้มาสัมผัสนั้นช้าลงโดยไม่รู้ตัว

    ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น SAii Phi Phi Island Village ยังมีกิจกรรม “ปลูกป่าชายเลน” ซึ่งจะให้ผู้ที่เข้าพักลงไปปักกล้าไม้ของต้นโกงกางบริเวณริมฝั่งในเวลาเช้าที่น้ำยังท่วมไม่ถึง แม้จะต้องเปื้อนโคลนบ้าง แต่เชื่อว่าทำให้เกิดการ “เชื่อมต่อ” กับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิดกว่าที่เคย

    ประสบการณ์ที่ SAii Phi Phi Island Village ทำให้นักท่องเที่ยวหรือใครก็ตามที่ได้สัมผัส ไม่ได้เป็นแค่ “ผู้มาเยือน” แต่กลายเป็น “ส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูระบบนิเวศ” อย่างแท้จริง



เมื่อการดูดาว ไม่ใช่แค่การมองขึ้นฟ้า

    ประสบการณ์ที่ SAii Phi Phi Island Village ไม่ได้จบลงแค่กลางวันเท่านั้น ต่อเมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า รีสอร์ตยังเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นอย่างกลมกลืน โดยสามารถเดินออกไปยังตลาดเล็กๆ ข้างๆ รีสอร์ตได้ นอกจากจะเห็นวิถีชีวิตของคนบนเกาะแล้ว ยังได้เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มรายได้สู่คนในท้องถิ่นด้วย

    สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ยามค่ำคืนของที่นี่ คือ “Astro Moments” โปรแกรมพิเศษของรีสอร์ตที่ชวนให้มองท้องฟ้าในมุมที่แตกต่างออกไป บนชายหาดเงียบสงบ ท่ามกลางเงาของต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นเบาๆ เจ้าหน้าที่จะค่อยๆ พาทุกคนกวาดสายตาไปตามดวงดาวบนฟากฟ้า

    จากดาวที่มองเห็นเป็นจุดเล็กๆ และเชื่อหลายคนอาจไม่เคยสนใจในชีวิตประจำวัน จะกลายเป็นเรื่องราวและความหมายผ่านการอธิบายอย่างละเอียด โดยมีการใช้แอปพลิเคชัน กล้องดูดาว และแผนที่ดวงดาวซึ่งจะช่วยให้เข้าใจท้องฟ้ายามคืนได้มากขึ้น

    บรรยากาศตอนกลางคืนนั้นเงียบสงบ แทบไม่มีแสงรบกวน ทำให้ดวงดาวส่องแสงชัดเจนกว่าที่เคยเห็นในเมืองใหญ่ มันจึงไม่ใช่แค่การดูดาว แต่เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ได้หยุดฟังและตั้งคำถามกับตัวเอง ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมทั้งผืนน้ำและท้องฟ้า



รสชาติที่เล่าเรื่องทะเลได้อีกแบบ

    อีกหนึ่งองค์ประกอบที่จะขาดไม่ได้ และทำให้การพักผ่อน ณ SAii Phi Phi Island Village ครบครันมากขึ้น คือประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลาย ที่นี่มีถึง 5 ร้านอาหาร ซึ่งแต่ละร้านมีคาแรกเตอร์ชัดเจนและสะท้อนบรรยากาศของเกาะในมุมที่ต่างกันออกไป

    เริ่มที่ Api Restaurant & Bar ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของรีสอร์ต ทั้งในแง่โลเคชันและบรรยากาศ เพราะตั้งอยู่ใกล้ชายหาด มองเห็นวิวทะเลแบบเปิดโล่ง ที่นี่ให้บริการอาหารนานาชาติและเอเชีย พร้อมบุฟเฟต์อาหารเช้าที่มีตัวเลือกทั้งแบบตะวันตกและเอเชีย ขณะที่ช่วงเย็นจะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นพื้นที่สำหรับดินเนอร์ พร้อมดนตรีสดที่ทำให้มื้ออาหารมีชีวิตชีวาขึ้น

    ต่อมาคือ Miss Olive Oyl ร้านอาหารริมทะเลที่โดดเด่นด้วยสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน บรรยากาศเรียบง่ายแต่มีความพรีเมียม เน้นวัตถุดิบออร์แกนิก อาหารทะเลสด และเมนูย่างที่ให้รสชาติชัดเจน เหมาะสำหรับมื้อค่ำที่อยากนั่งมองพระอาทิตย์ตกพร้อมเครื่องดื่มหรือจิบไวน์ไปด้วย



    อีกซิกเนเจอร์คือ Ruan Thai Restaurant ที่นำเสนออาหารไทยแบบดั้งเดิมในบรรยากาศบ้านทรงไทยบนเนินเขา ตัวร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นและเงียบสงบ พร้อมวิวทะเลที่มองลงไปด้านล่าง ส่วนเมนูเป็นอาหารไทยรสชาติคุ้นเคย กินง่าย แต่ยังคงความเป็นต้นตำรับ

    ร้านถัดมาคือ Mr. Tomyam อีกหนึ่งร้านที่สะท้อนความสนุกของการตีความอาหารไทยในรูปแบบร่วมสมัย โดยนำรสชาติหลักของอาหารไทย ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม และเผ็ดมาผสมผสานกับเมนูสไตล์ยุโรป เสิร์ฟในบรรยากาศ Open-air ริมทะเล เหมาะสำหรับมื้อกลางวันแบบสบายๆ หรือดินเนอร์ใต้แสงดาว



    ปิดท้ายกันด้วย bean / Co คาเฟ่ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ให้บริการกาแฟ ชา ขนมอบ และอาหารว่างตลอดวัน เป็นพื้นที่ที่สามารถแวะมานั่งพัก หลบแดด หรือใช้เวลาเงียบๆ กับตัวเองได้อย่างลงตัว

    ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ SAii ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง และ SAii Phi Phi Island Village ไม่ใช่แค่รีสอร์ตริมทะเลที่สวยงามเท่านั้น แต่คือสถานที่ซึ่งทำให้การพักผ่อนมีความหมายมากขึ้น และทำให้รู้ว่าความสงบไม่จำเป็นต้องเกิดจากความเงียบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการได้กลับมารู้สึกกับตัวเองและสิ่งรอบตัวอีกครั้งไม่ว่าจะกับธรรมชาติหรือผู้คน



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แค่นอน “GO Hotel” ก็ได้กินบุฟเฟต์ทุเรียนในสวน สัมผัสของดีถึงถิ่นระยอง ทริปสั้นๆ ที่ใกล้ชิดชุมชนกว่าที่คิด

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine