กลับมาอีกครั้งกับการจัดอันดับ Forbes Asia’s Best Under A Billion 2026 ซึ่งคัดเลือกบริษัทมหาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจำนวน 200 แห่ง ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และสามารถสร้างการเติบโตของทั้งรายได้และกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางที่ติดอันดับ Forbes Asia’s Best Under A Billion ในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับความท้าทายจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยทั้ง 200 บริษัทมหาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งมีรายได้ระหว่าง 10 ล้านเหรียญ ถึงต่ำกว่า 1 พันล้านเหรียญ ต่างมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งจนผ่านเกณฑ์การคัดเลือกการจัดอันดับในปีนี้
ทั้งนี้ กระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัทที่ติดอันดับ Best Under A Billion ในปีนี้ โดยกว่า 25% เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และผู้พัฒนาเครื่องมือสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ขณะที่อีกหลายบริษัทกำลังคว้าโอกาสจากการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน ผ่านการจัดหาอุปกรณ์และบริการเฉพาะทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม
เช่นเดียวกับหลายปีที่ผ่านมา จีนยังคงมีบริษัทติดอันดับมากที่สุด 28 แห่ง ตามมาติดๆ ด้วยอินเดีย 27 แห่ง ขณะที่จำนวนบริษัทจากมาเลเซียเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 19 แห่ง โดยกว่าครึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทที่กลับมาติดอันดับจากปี 2025 จำนวน 60 แห่ง หนึ่งในนั้นคือ Santec Holdings จากญี่ปุ่น ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบด้านออปติกเฉพาะทางที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในศูนย์ข้อมูล AI
สำหรับประเทศไทย ปีนี้ที่มีรายชื่ออยู่ในทำเนียบ Best Under A Billion มีทั้งหมด 18 บริษัท ซึ่งครอบคลุมในหลากหลายธุรกิจ ดังนี้

แอพพลิแคด
รายได้: 34 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 3 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 22 ล้านเหรียญ

บางกอกแล็ปแอนด์ คอสเมติค
รายได้: 51 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 5 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 72 ล้านเหรียญ

บลูบิค กรุ๊ป
รายได้: 47 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 10 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 127 ล้านเหรียญ

บิสซิเนสอะไลเม้นท์
รายได้: 62 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 9 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 108 ล้านเหรียญ

คาร์มาร์ท
รายได้: 105 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 21 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 297 ล้านเหรียญ

แม็คกรุ๊ป
รายได้: 122 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 22 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 278 ล้านเหรียญ

โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น
รายได้: 111 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 20 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 386 ล้านเหรียญ

เอ็นฟอร์ซ ซีเคียว
รายได้: 40 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 4 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 41 ล้านเหรียญ

เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์
รายได้: 211 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 18 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 205 ล้านเหรียญ

นิวทรีชั่น เอสซี
รายได้: 37 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 4 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 25 ล้านเหรียญ

โพลีเน็ต
รายได้: 37 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 8 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 93 ล้านเหรียญ

โรงพยาบาลพระรามเก้า
รายได้: 161 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 25 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 415 ล้านเหรียญ

โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล
รายได้: 37 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 5 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 64 ล้านเหรียญ

เอสไอเอสบี
รายได้: 76 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 29 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 305 ล้านเหรียญ

ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์
รายได้: 73 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 9 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 116 ล้านเหรียญ

เดอะคลีนิกค์
รายได้: 108 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 11 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 177 ล้านเหรียญ

ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย)
รายได้: 657 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 89 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 938 ล้านเหรียญ

โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง
รายได้: 71 ล้านเหรียญ
กำไรสุทธิ: 11 ล้านเหรียญ
มูลค่าในตลาด: 126 ล้านเหรียญ
วิธีการคัดเลือก:
การจัดอันดับนี้มุ่งคัดเลือกบริษัทที่มีผลงานโดดเด่นและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยพิจารณาจากบริษัทมหาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกว่า 19,000 แห่ง ที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 10 ล้านเหรียญ แต่ไม่เกิน 1 พันล้านเหรียญ
บริษัททั้ง 200 แห่งในลิสต์นี้ ซึ่งไม่ได้เป็นการจัดลำดับอันดับ (unranked list) ได้รับการคัดเลือกจากคะแนนรวมที่คำนวณจากตัวชี้วัดหลายด้าน ได้แก่ ระดับหนี้สิน การเติบโตของรายได้ และกำไรต่อหุ้น (EPS) ทั้งในช่วง 1 ปี และ 3 ปีล่าสุด รวมถึงอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (return on equity: ROE) เฉลี่ยที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วง 1 ปี และ 5 ปี
นอกเหนือจากเกณฑ์เชิงปริมาณแล้ว ยังมีการใช้เกณฑ์เชิงคุณภาพในการคัดกรอง โดยตัดบริษัทที่มีปัญหาด้านธรรมาภิบาล บัญชีที่น่าสงสัย ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาการบริหาร หรือข้อพิพาททางกฎหมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาออกจากการพิจารณา รวมถึงไม่นำรัฐวิสาหกิจและบริษัทย่อยของบริษัทขนาดใหญ่มารวมอยู่ในรายชื่อ เพื่อให้เกิดความหลากหลายของบริษัทจากประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค
ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินอ้างอิงจากผลประกอบการประจำปีล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2026 ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) คำนวณจากราคาหุ้น ณ วันเดียวกัน
รายงานโดย Vaishalli Chandra, John Kang, Zinnia Lee, พิษณุ พรหมจรรยา, Ian Sayson และ Yue Wang
แปลและเรียบเรียงจาก 200 Best Under A Billion
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : จิ๋วแต่แจ๋ว! 17 บริษัทมหาชนไทย ผงาด Best Under A Billion ปี 2025
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


