ชูดิจิทัล ยกระดับ SME ไทย สู่ความมั่งคั่งประเทศ

ชูดิจิทัล ยกระดับ SME ไทย สู่ความมั่งคั่งประเทศ

การสร้างอนาคตในด้านดิจิทัลของประเทศไทยจำเป็นต้องเสริมพลังให้กับแรงงานทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่เฉพาะนักพัฒนาโปรแกรมเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายถึงการก้าวข้ามการฝึกอบรมแบบเดิมสู่การสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลที่เข้าถึงได้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยตนเอง อันจะนำไปสู่การปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (SME) กว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับล้านล้านบาทแก่ประเทศได้


    ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดย่อยกว่า 70 ล้านรายคือรากฐานสำคัญของชุมชนที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยธุรกิจ SME กว่า 3.2 ล้านรายถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมด และการจ้างงานกว่า 80% ของแรงงานภาคเอกชน ท่ามกลางความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล ธุรกิจเหล่านี้จึงลงทุนอย่างจริงจังในการยกระดับทักษะของทีมงาน แต่คำถามที่สำคัญคือ “การฝึกอบรมด้านเทคนิคเพียงพอแล้วหรือยังที่จะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน?”

    ขณะที่มีการผลักดันอย่างจริงจังในการพัฒนาทักษะใหม่ โดยเฉพาะเมื่อธนาคารโลกระบุว่า เยาวชนไทยเกือบ 3 ใน 4 (74.1%) ยังไม่ได้รับการพัฒนาด้านทักษะดิจิทัลพื้นฐาน โดยงานวิจัยล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่าทักษะที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในปัจจุบันมีตั้งแต่ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความสามารถในการปรับตัว ไปจนถึงการแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนไปสู่ทักษะความคล่องตัวและการเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

    หลายองค์กรยังเข้าใจว่าให้พนักงานไปเก็บทักษะกันมาเพื่อ “ติ๊กถูก” ในช่องทักษะให้ครบก็พอแล้วต่อการส่งผลให้การทำงานดีขึ้น ทั้งที่ในความจริงประสิทธิภาพและนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทักษะใหม่ได้รับการหล่อหลอมภายในวัฒนธรรมการทำงานที่ดี ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้จริง หากขาดองค์ประกอบสำคัญนี้แม้แต่แผนการฝึกอบรมที่ดีที่สุดก็อาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวังไว้ได้


เชื่อมช่องว่างทักษะและเปิดศักยภาพ

    อุปสรรคสำคัญต่อความก้าวหน้ามักเกิดจากโครงสร้างของระบบธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กที่ยังพึ่งพากระบวนการแบบแอนะล็อกและการจัดทำเอกสารด้วยมือ ซึ่งทำให้พนักงานแทบไม่มีพื้นที่ในการทดลองแนวคิดใหม่หรือปรับปรุงกระบวนการทำงาน สภาพแวดล้อมเช่นนี้กลับกลายเป็นการปิดกั้นความริเริ่มสร้างสรรค์ที่ตั้งใจจะส่งเสริมด้วยการพัฒนาทักษะ 

    สถานการณ์นี้ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นจากช่องว่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างการเรียนรู้กับการทำงานในชีวิตประจำวัน ซึ่ง Gallup เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Great Detachment’ หรือภาวะที่พนักงานรู้สึกห่างเหินจากพันธกิจและเป้าหมายขององค์กรมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการฝึกอบรมเกิดขึ้นแบบแยกส่วน โดยไม่มีโอกาสนำทักษะไปใช้จริงในทันที พนักงานก็จะขาดแรงจูงใจ และผู้บริหารเองก็ต้องเผชิญกับคำถามว่าจะรักษาทีมงานไว้ได้อย่างไร

    สำหรับทางออกการเชื่อมช่องว่างเหล่านี้คือ การเสริมศักยภาพให้ผู้คนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม  SME ส่วนใหญ่ยังเผชิญกับข้อเสียหลายด้าน ทั้งต้นทุนการพัฒนาซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่สูงเกินเอื้อม การแข่งขันอย่างดุเดือดในการแย่งชิงโปรแกรมเมอร์ที่มีทักษะ แม้ประเทศไทยจะมีเป้าหมายในการฝึกอบรมบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวน 280,000 คน แต่ SME จำนวนมาก ก็ไม่สามารถรอได้

    นี่คือจุดที่แพลตฟอร์มแบบไม่ต้องเขียนโค้ด (no-code) และเขียนโค้ดน้อย (low-code) กำลังกลายเป็นพลังสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง ด้วยเครื่องมือที่ใช้งานง่ายเหล่านี้พนักงานด่านหน้าสามารถกลายเป็น “นักพัฒนามวลชน” ช่วยแก้ไขปัญหาการดำเนินงานด้วยเครื่องมือที่สร้างขึ้นเองด้วยอินเทอร์เฟซแบบลากแล้ววาง (drag-and-drop interfaces) แบบง่ายๆ  ทำให้พนักงานที่ไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิคสามารถสร้างแอปพลิเคชันเฉพาะทางสำหรับติดตามโครงการ การบริการลูกค้า หรือการจัดการสินค้าคงคลัง โดยไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว การพัฒนานี้กำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ (generative AI) ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถสร้างเครื่องมือเหล่านี้ผ่านการสนทนาอย่างง่ายๆ จึงยิ่งลดอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรมลงไปอีก

    แนวทางนี้เปิดโอกาสให้เกิดการนำไปใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับรูปแบบการดำเนินงานของ SME ส่วนใหญ่ ทีมงานสามารถเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ด้วยการเปลี่ยนกระบวนการเดียวให้เป็นดิจิทัล เช่น แบบฟอร์มขอลางาน และค่อยๆ ขยายการใช้งานเมื่อเกิดความมั่นใจ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนสูงอย่างการพัฒนาแบบเดิม

    นอกเหนือจากการสร้างแอป แพลตฟอร์มเหล่านี้ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่ร่วมมือกันและโปร่งใส ในหลายองค์กรแผนกต่างๆ มักทำงานแบบแยกส่วนส่งผลให้การสื่อสารไม่ราบรื่นและทำให้ไร้ประสิทธิภาพ แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ช่วยให้ทีมสามารถสร้างเวิร์กโฟลว์ร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันและทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

    ตัวอย่างเช่น กลุ่มอุตสาหกรรมด้านอาหารในประเทศไทยแห่งหนึ่งใช้แพลตฟอร์มแบบไม่ต้องเขียนโค้ดในการพัฒนาแอปพลิเคชันเฉพาะทาง สามารถใช้งานเป็นประจำทุกวันในทุกแผนก ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตั้งแต่การลดเวลาในการทำงาน การลดความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน ไปจนถึงการเพิ่มความชัดเจนในการติดตามและจัดการงานต่างๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมหาศาล ด้วยการรวมฟังก์ชันและข้อมูลเข้าไว้ด้วยกัน ธุรกิจสามารถขจัดความสับสนจากการใช้แอปจำนวนมาก และได้ระบบที่เป็นหนึ่งเดียวซึ่งดูแลรักษาและปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า


แรงงานที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย

    การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้กำลังเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่น พนักงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลและเจน Z ให้ความสำคัญกับงานที่มีความหมายและขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายมากกว่า รายงานของ Randstad ปี 2567 ระบุว่า พนักงานประมาณ 7 ใน 10 คนมองว่าการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเป็นสิ่งจำเป็นต่ออาชีพของตน

    ขณะเดียวกันยังต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้นในเรื่องเวลา สถานที่ และวิธีการทำงาน เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรรุ่นใหม่ ผู้นำธุรกิจจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงการก้าวข้ามการฝึกอบรมแบบครั้งเดียวจบ และเอาการเรียนรู้แทรกไว้ในกระบวนการทำงานประจำวันผ่านการให้คำปรึกษา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนร่วมงาน และการสนทนาอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับเป้าหมายในสายอาชีพ

    เมื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือองค์กรที่สามารถผสานแนวทางการทำงานที่ยืดหยุ่น วัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย และเครื่องมือดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพเข้าด้วยกัน แรงขับเคลื่อนสู่ดิจิทัลในประเทศไทยนั้นชัดเจน แต่การที่ SME จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงเครื่องมือที่ใช้ต้องมีราคาที่เข้าถึงได้ ใช้งานง่าย และปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ ดังนั้น แพลตฟอร์มแบบไม่ต้องเขียนโค้ดคือหัวใจสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยี และเปลี่ยนพนักงานทั่วไปให้กลายเป็นนักนวัตกรรม ด้วยการเสริมศักยภาพให้พนักงานทั้งในด้านทักษะและความเป็นอิสระในการทำงาน องค์กรจึงมั่นใจได้ว่าการลงทุนในการพัฒนาทักษะจะนำไปสู่เป้าหมายที่สำคัญที่สุด นั่นคือ การเติบโตอย่างยั่งยืน ความยืดหยุ่น และความสำเร็จในยุคดิจิทัล



บทความโดย: น้ำยา วายุภาพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คินโตน (ประเทศไทย) จำกัด



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : พลพัฒน์ อัศวประภา ประสบการณ์ + ความสนุก ที่ “โค ลิมิเต็ด”

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine