ฮ่องกงเร่งยกระดับ Family Office Ecosystem พร้อมชูจุดแข็งที่ตอบโจทย์ด้านการบริหารสินทรัพย์ให้แก่กลุ่มนักธุรกิจและครอบครัวที่มั่งคั่งของไทยได้อย่างครบวงจร ทั้งเรื่องทำเล Gateway สู่ประเทศจีน ระบบภาษี โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรด้านการเงิน ต่อเนื่องไปถึงการเตรียมความพร้อมส่งต่อ Legacy ให้กับทายาทคนรุ่นใหม่
เมื่อการบริหารความมั่งคั่งของครอบครัวในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน หากแต่แนวคิด Family Office หรือ "สำนักงานจัดการทรัพย์สินครอบครัว" ที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลทรัพย์สิน ธุรกิจ และผลประโยชน์ของครอบครัว ที่มีความมั่งคั่งสูงให้เป็นระบบในแบบระยะยาวได้เข้ามีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะกลไกสำคัญในการบริหารทั้ง "ทรัพย์สิน ธุรกิจ สมาชิกลูกหลาน และคุณค่าของครอบครัว" ให้สามารถส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้อย่างเป็นระบบ
ทางรัฐบาลฮ่องกงจึงเร่งวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของ Family Office ในเอเชีย พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มนักธุรกิจและครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูงจากต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย เข้ามาใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการบริหารสินทรัพย์ ลงทุนในตลาดโลก และเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจกับจีนเพิ่มมากขึ้น

ฮ่องกงชูจุดแข็ง Family Office ดึงดูดนักธุรกิจผู้มั่งคั่งในเอเชีย
เจสัน ฟง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ Family Office ระดับโลก สำนักงานส่งเสริมธุรกิจฮ่องกง หรือ InvestHK ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้รัฐบาลฮ่องกง เผยว่า จุดแข็งสำคัญของฮ่องกง คือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเอเชีย ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง คมนาคม และโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ
และจากฮ่องกงสามารถเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงไปยังเมืองเซิ่นเจิ้นของประเทศจีนภายในเวลา 14-18 นาที หรือเดินทางโดยเครื่องบินประมาณ 4-5 ชั่วโมง ไปยังประเทศต่างๆ เพื่อเข้าถึงประชากรมากกว่า 60% ของโลก ทำให้เมืองแห่งนี้มีความได้เปรียบในการเป็นฐานสำหรับนักลงทุน นักธุรกิจ และครอบครัวที่มีความมั่งคั่งสูงซึ่งต้องการบริหารธุรกิจและสินทรัพย์ในภูมิภาคเอเชีย
"นอกจากเรื่องของทำเลที่มีศักยภาพ ฮ่องกงยังมีจุดแข็งด้านตลาดทุนและบริการทางการเงิน รวมถึงการสร้างบุคลากรและระบบสนับสนุนที่รองรับ Family Office ตั้งแต่สมาชิกครอบครัว ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์การลงทุน ที่ปรึกษาภาษี ไปจนถึงนักกฎหมาย รวมถึงการมีปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง
นับตั้งแต่ย่านที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์ แหล่งช้อปปิ้งสินค้าลักชัวรี่ ไปจนถึงร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์จำนวนมาก ซึ่งองค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ฮ่องกงเป็นเมืองที่รองรับไลฟ์สไตล์สุดหรูของกลุ่มนักธุรกิจที่ร่ำรวยมั่งคั่งและกลุ่ม old money ซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญของธุรกิจ Family Office ได้เป็นอย่างดี"

เปิดทางนักลงทุนรายใหญ่ใช้ฮ่องกงเป็นฐานดูแลทรัพย์สิน
อีกหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ฮ่องกงใช้ดึงดูดกลุ่มนักลงทุนและผู้มีความมั่งคั่งสูงคือ New Capital Investment Entrant Scheme (New CIES) ซึ่งจุดที่น่าสนใจดังกล่าว คือ การที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องย้ายสินทรัพย์ทั้งหมดมาไว้ที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้ เพียงแค่มีทีม Professional Family Office ในฮ่องกงเป็นผู้บริหารจัดการตามเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งในส่วนของการบริหารภาษีทาง Family Office ยังสามารถเข้ามาช่วยวางระบบ tax management ของครอบครัวอย่างเป็นระบบ รองรับการบริหารสินทรัพย์และการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น
ทั้งนี้ ฮ่องกงมีโครงสร้างภาษีในระดับค่อนข้างต่ำราว 15-17% อีกทั้งไม่มีภาษีมรดก (inheritance tax) และไม่มีภาษีกำไรจากการลงทุน (capital gains tax) ภายใต้ระบบภาษีของฮ่องกง จึงเป็นปัจจัยที่เพิ่มความน่าสนใจสำหรับครอบครัวที่มีความมั่งคั่งและทรัพย์สินที่ต้องการบริหารในระยะยาว
สำหรับ Family Office ที่ต้องการเข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี มีเงื่อนไขสำคัญ เช่น ต้องมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ไม่น้อยกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มี operating expenses อย่างน้อยประมาณ 250,000 เหรียญต่อปี และมีพนักงานประจำอย่างน้อย 2 คนปฏิบัติงานอยู่ในฮ่องกง

กระจายสินทรัพย์ไว้ทั่วโลก ยึดฮ่องกงเป็น "เซ็นเตอร์บริหารความมั่งคั่ง"
จากเดิมที่เหล่านักธุรกิจผู้มีความมั่งคั่งมักเลือกบริหารสินทรัพย์และการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งเหล่าบรรดามหาเศรษฐีนักธุรกิจผู้มั่งคั่งในหลายๆ ครอบครัวของประเทศไทยเองก็เลือกใช้แนวทางในแบบเดียวกัน
เจสัน ฟง กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า "วิธีคิดเรื่องการบริหารความมั่งคั่งของกลุ่มคนเหล่านี้มีทิศทางเปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อธุรกิจและสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นในหลากหลายประเทศอาจทำให้ยากต่อการบริหารจัดการ ดังนั้นการมีเซ็นเตอร์ศูนย์กลางอย่าง Family Office ที่ตั้งอยู่ในฮ่องกงคอยช่วยดูแล และยังสามารถเป็น gateway เปิดประตูการค้าที่เชื่อมต่อธุรกิจไปยังเมืองเซินเจิ้นซึ่งถือเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมหรือ Silicon valley ของจีนและต่อยอดไปยังตลาดโลกได้อีกทางหนึ่งก็ย่อมเป็นผลดีมากกว่าเดิม"
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งต่อธุรกิจให้แก่สมาชิกในครอบครัวรุ่นต่อไป ทาง Family Office ยังมีหน้าที่ช่วยดูสมาชิกหรือทายาทให้สามารถรับช่วงต่อทั้งทรัพย์สิน ธุรกิจ ความรู้ และคุณค่าของครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดย Legacy หรือมรดกตกทอดของครอบครัวสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Financial Legacy ได้แก่ ความมั่งคั่ง การลงทุน และทรัพย์สินต่างๆ ขณะที่ Non-financial Legacy จะครอบคลุมธุรกิจ ค่านิยม การศึกษา ความรู้ เครือข่ายความสัมพันธ์ รวมถึงการทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งในเชิงปฏิบัติ Family Office จึงเป็นเสมือน “ศูนย์กลางการบริหารครอบครัว” ที่ช่วยเชื่อมโยงทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน เพื่อให้สิ่งที่ครอบครัวสร้างขึ้นมาตลอดหลายทศวรรษสามารถถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไปได้
ภาพ : InvestHK
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ธุรกิจครอบครัวไทยกว่า 70% ยังไม่มีแผนสืบทอดกิจการ! เปิดสูตร “3S” ก่อนส่งต่อหุ้น อำนาจ และความมั่งคั่ง ปิดความเสี่ยง เมื่อถึงวันเปลี่ยนมือ
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


