แม้เศรษฐกิจชะลอ แต่คนไทยยังจ่าย! ยอดรูดบัตร KTC ด้านสุขภาพแตะ 2.7 หมื่นล้าน กลุ่มฟิตเนสโต 20% ย้ำภาพธุรกิจ Wellness มาแรง

แม้เศรษฐกิจชะลอ แต่คนไทยยังจ่าย! ยอดรูดบัตร KTC ด้านสุขภาพแตะ 2.7 หมื่นล้าน กลุ่มฟิตเนสโต 20% ย้ำภาพธุรกิจ Wellness มาแรง

แม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่คนไทยยังยอมจ่ายเพื่อสุขภาพ ยอดการใช้จ่ายด้านสุขภาพผ่านบัตร KTC ในกลุ่มโรงพยาบาล บริการทางการแพทย์และความงาม รวมถึงกลุ่มฟิตเนส รวมกันกว่า 27,000 ล้านบาทในปี 2025 เติบโต 81% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด


    บัตรเครดิตเคทีซี (KTC) หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รับกระแส Health Economy หลังข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกสะท้อนชัดว่า “สุขภาพ” กำลังเปลี่ยนบทบาทจากค่าใช้จ่ายทั่วไปสู่การลงทุนระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของประเทศไทยที่ธุรกิจ Wellness นั้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง และกำลังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ

    KTC จึงได้ผนึกพันธมิตรด้านสุขภาพกว่า 5,700 แห่งทั่วประเทศ สร้างเครือข่าย Wellness Ecosystem ภายใต้แนวคิด “KTC Wellness: The Journey to Well-being” เพื่อเชื่อมต่อบริการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่การแพทย์เชิงป้องกัน การออกกำลังกาย ไปจนถึงการฟื้นฟูสุขภาพ และรองรับความต้องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน



แม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่คนยังจ่ายเพื่อสุขภาพ

    สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของสมาชิกในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาว่า ผู้บริโภคชาวไทยยอมลงทุนด้านสุขภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งการออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน อาหารเพื่อสุขภาพ และการดูแลสุขภาพจิต ส่งผลให้เศรษฐกิจสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญของผู้บริโภค

    หากพิจารณาในหมวดสุขภาพ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มบริการทางการแพทย์และความงาม และกลุ่มฟิตเนส พบว่ามียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC ในปี 2025 รวมกว่า 27,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ใน 5 อันดับแรกของการใช้จ่ายทั้งหมด โดยหมวดโรงพยาบาล บริการทางการแพทย์และความงามเติบโต 6% ขณะที่กลุ่มฟิตเนสเติบโตกว่า 20% เมื่อเทียบกับปี 2024

    ในด้านโครงสร้างลูกค้า กลุ่มอายุ 20-30 ปี เป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเติบโตสูงสุด แม้จะเป็นฐานลูกค้าขนาดเล็ก คิดเป็นสัดส่วนราว 5% ของทั้งหมด แต่มีการใช้จ่ายในหมวดสุขภาพเติบโตถึง 38% เมื่อเทียบกับปี 2024

    ขณะเดียวกัน ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร KTC ใน 3 หมวดสุขภาพของปี 2025 ยังเติบโตขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปี 2022 และเพิ่มขึ้นกว่า 81% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหลังสถานการณ์โควิด ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น พร้อมปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และลำดับความสำคัญในการใช้ชีวิต


    สิรีรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า แม้จะเริ่มต้นปี 2026 ด้วยปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจ สงคราม และราคาน้ำมัน จนเกิดคำถามว่าผู้บริโภคมีความกังวลและจะลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือไม่ แต่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร KTC ในการเข้าฟิสเนตนั้นไม่ได้ปรับลดลงแต่อย่างใด โดยปัจจุบันยังมีฟิสเนตขนาดเล็กเกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งเป็นทางเลือกเพิ่มเติมของผู้บริโภค

    อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา ยอดใช้จ่ายในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนชะลอตัวเล็กน้อย ขณะที่หมวดบริการทางการแพทย์และความงามเติบโต และฟิตเนสยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง KTC จึงตั้งเป้าหมายให้ยอดใช้จ่ายรวมของทั้ง 3 หมวดในปี 2026 เติบโต 10%

    ทั้งนี้ KTC ให้ความสำคัญด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิดหลัก “KTC Wellness: The Journey to Well-being เส้นทางของชีวิตที่ดี...เริ่มต้นได้ทุกวัน” ด้วยการมอบสิทธิพิเศษด้านบริการสุขภาพครบวงจรผ่าน แคมเปญ “Health Level Up”

    โดยร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร อาทิ โรงพยาบาลเมดพาร์ค (MedPark), แก้วพิลาทิส (Kaew Pilates) และยูโนะโมริ ออนเซ็น (Yunomori) รวมถึงพันธมิตรกว่า 5,700 แห่งทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น และมีกิจกรรมด้านสุขภาพอย่าง

    นอกจากนี้ KTC ยังมีสมาชิกกว่า 10,000 รายในกลุ่ม KTC Sport โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนวิ่ง เนื่องจากเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมและมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันโครงการดังกล่าวดำเนินมาเป็นปีที่ 4 แล้ว พร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ อาทิ แบรนด์กีฬา เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ และมอบสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจให้กับสมาชิก ทั้งนี้ สมาชิกในกลุ่มดังกล่าวยังครอบคลุมลูกค้าทุกช่วงวัยด้วย


แม้ค่ารักษาแพงขึ้น แต่การป้องกันถูกกว่าเสมอ

    แพทย์หญิงปิยนาฏ ปรียานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ชำนาญการด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาล MedPark กล่าวว่า แนวโน้มโรคของคนไทยในแต่ละช่วงวัยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานอายุ 20-35 ปี ที่เริ่มเผชิญกับความเครียดสะสม การนอนหลับผิดปกติ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อหัวใจโดยไม่รู้ตัว

    ขณะที่กลุ่มอายุ 35-50 ปี เริ่มพบ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะเสียชีวิตเฉียบพลัน

    โดยปัจจุบันพบว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือแม้แต่ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง สามารถเกิดขึ้นในคนอายุน้อยลง และหลายกรณีไม่แสดงอาการล่วงหน้า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยดูแข็งแรง แต่กลับเกิดเหตุการณ์เฉียบพลันโดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่วงการแพทย์ให้ความสำคัญมากขึ้นในช่วงหลัง

    การตรวจสุขภาพเชิงลึกจึงไม่ใช่เพียงการยืนยันว่า “ป่วยหรือไม่” แต่คือการค้นหาความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเหตุการณ์เฉียบพลันที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด แนวคิดของการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า เช่น การดูความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด หรือการตรวจที่ช่วยคัดกรองความเสี่ยงต่อ Sudden Death จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มคนที่ต้องการดูแลสุขภาพเชิงรุก

    หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ในระดับหลักหมื่นถึงหลักแสน แต่หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภาวะหัวใจหยุด เต้นเฉียบพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลักล้าน และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวอย่างมาก

    “ในอนาคต เทรนด์การแพทย์จะมุ่งไปสู่ Precision Medicine, Al และ Preventive & Predictive Healthcare ซึ่งช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงต่อเหตุการณ์รุนแรงได้แม่นยำยิ่งขึ้น แม้เทคโนโลยีบางอย่างอาจทำให้ค่าใช้จ่ายต่อครั้งสูงขึ้น แต่ในภาพรวมจะช่วยลด ต้นทุนระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนด้านสุขภาพในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการดูแลตัวเอง แต่คือการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว” แพทย์หญิงปิยนาฏ กล่าว




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Generali Thailand โตแรง ปี 2025 เบี้ยรับรวมพุ่ง 1.6 หมื่นล้าน! ปีนี้ปักธงขึ้น Top 3 ตลาดประกัน ตั้งเป้าเติบโตเลขสองหลัก

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine