ปิดช่องโหว่ “มีคริปโต แต่แบงก์ไม่รับ” Liberix แพลตฟอร์มสินเชื่อค้ำเหรียญรายแรกของไทย กวาดยอดปล่อยกู้สะสมแล้ว 700 ล้านบาท ปักธงเป้าหมายถัดไปสู่ระดับ 1 พันล้านบาท วางหมากเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายย่อย ควบคู่กับการยึดมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดผ่านพาร์ตเนอร์ Custodian ระดับสถาบัน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเงินที่แข็งแกร่งรับกระแสการมาถึงของ Bitcoin ETF
ท่ามกลางตัวเลขนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยที่พุ่งสูงกว่า 3.1 ล้านบัญชี และสถิติการรั้งอันดับ 8 ของโลกด้าน Crypto Adoption ปัญหาคลาสสิกที่ผู้ถือครองคริปโตเคอร์เรนซีระยะยาว (HODLer) รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องเผชิญ คือภาวะ "ขาดสภาพคล่อง"
สาเหตุหลักมาจากสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ามหาศาลในพอร์ต ไม่สามารถนำไปใช้วางเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินดั้งเดิมเพื่อขอกู้เงินบาทมาหมุนเวียนในธุรกิจได้ ทางออกที่ผ่านมาจึงหนีไม่พ้นการจำใจเทขาย ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสในการเติบโตของสินทรัพย์ในระยะยาว
ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นช่องว่างทางธุรกิจที่ทำให้เกิด Liberix (ลิเบอริกซ์) แพลตฟอร์มผู้ให้บริการสินเชื่อเงินบาทโดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกัน (crypto-backed loans) รายแรกที่ก่อตั้งและให้บริการในไทย
วรภัทร พฤกษมาศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลิเบอริกซ์ จำกัด เผยถึงจุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์มว่า “หลายคนมองว่าคริปโตได้พัฒนามาเป็นทรัพย์สินที่คนเข้ามาลงทุนกันจริงๆ แล้วทำไมมันถึงไม่สามารถเอาไปฝากธนาคารเป็นหลักประกันได้ ตรงนี้เรามองว่าเป็นช่องว่างในตลาด เราจึงสร้างบริการที่ให้ลูกค้าสามารถถือในสิ่งที่เขาเชื่อ และระหว่างทางก็สามารถนำมาวางเป็นหลักประกันเพื่อให้ได้สภาพคล่องไปใช้ได้”

พอร์ตองค์กรหนุนยอดปล่อยกู้ทะลุ 700 ล้านบาท
ทั้งนี้ ด้วยโมเดลที่เข้ามาอุดรอยรั่วทางการเงินนี้ ทำให้ภาพรวมการดำเนินงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา Liberix มียอดปล่อยสินเชื่อรวมแตะระดับ 700 ล้านบาท
โดยสัดส่วนหลักกว่า 80% มาจากลูกค้ากลุ่มนิติบุคคล (corporate) เช่น บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หรือบริษัทในอุตสาหกรรมคริปโตที่มีความต้องการกระแสเงินสดในระดับสูง
ส่วนอีก 20% เป็นกลุ่มลูกค้ารายย่อย (retail) ซึ่งเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการเดินหน้าเจาะตลาดอย่างจริงจังในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
โดยทิศทางระยะถัดไป บริษัทเตรียมพร้อมผลักดันยอดปล่อยสินเชื่อสู่ระดับ 1 พันล้านบาทในอนาคตอันใกล้ ซึ่งประเมินว่าสามารถรองรับการขยายตัวได้ทันที เนื่องจากมีเครือข่ายนักลงทุนในประเทศที่พร้อมเป็นแหล่งเงินทุน (source of fund) สนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง

บริหารความเสี่ยงรัดกุม ดันสถิติหนี้เสียเป็นศูนย์
ขณะที่ด้านโครงสร้างการให้บริการ แพลตฟอร์มดำเนินการภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี และเป็นรูปแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา 1-12 เดือน โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง
ซึ่งปัจจุบันรองรับสินทรัพย์ดิจิทัล 16 สกุลเป็นหลักประกัน ตั้งแต่เหรียญบิ๊กเนมอย่าง BTC, ETH, SOL ไปจนถึงโทเคนสัญชาติไทยอย่าง KUB, JFIN และโทเคนอ้างอิงทองคำ (XAUt) โดยมีบิตคอยน์ครองสัดส่วนเกิน 50% ของพอร์ต
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของธุรกิจสินเชื่อคริปโตคือ "ความผันผวนของราคา" Liberix จึงออกแบบระบบบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด โดยผู้กู้สามารถเลือกสัดส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ได้ตั้งแต่ 30-70% ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มักเลือกที่ 30-50% เพื่อเผื่อระยะห่างของราคา
พร้อมกันนี้ยังมีระบบแจ้งเตือน 3 ระดับเมื่อราคาตลาดร่วงลง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเติมหลักประกันได้ทันเวลาก่อนถูกบังคับขาย ซึ่งความรัดกุมนี้ทำให้บริษัทสามารถรักษาสถิติไม่มีหนี้เสียเกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่เปิดดำเนินการ
วรภัทรเน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์หลักของแพลตฟอร์มว่า ไม่ได้ต้องการสนับสนุนให้เกิดการกู้ยืมเพื่อเก็งกำไรเกินตัว
“เราจะพูดกับลูกค้าตลอดว่าควรกู้เท่าที่จำเป็น ไม่อยากให้มองว่าการมาใช้บริการของเราคือการทำเลเวอเรจเพื่อเอาเงินไปเทรดต่อ เพราะคริปโตมีความผันผวนสูง แต่เราอยากให้นำเงินกู้ไปต่อยอดหรือหมุนเวียนในธุรกิจจริงที่สามารถควบคุมกระแสเงินสดได้”

ปิดช่องโหว่ CeFi ด้วยระบบและมาตรฐานสากล
นอกจากความผันผวนของราคาแล้ว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยวิกฤตแพลตฟอร์ม CeFi ในต่างประเทศ Liberix จึงวางมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วยกฎเหล็กที่ว่า สถานะของผู้ใช้งานคือ "ผู้กู้" ไม่ใช่ "ผู้ฝาก"
วรภัทรอธิบายถึงแนวคิดในการจัดเก็บสินทรัพย์ของลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระดับสถาบันว่า “ความเชื่อมั่นสำคัญกว่าดอกเบี้ย เราเน้นย้ำเสมอว่าจะไม่นำสินทรัพย์ของลูกค้าไปหาผลประโยชน์ต่อ และเนื่องจากเราเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ ไม่ใช่การรับฝาก จึงต้องมอบหน้าที่นี้ให้ custodian ระดับสถาบันเป็นผู้ดูแล”
ด้วยเหตุนี้สินทรัพย์ทั้งหมดของลูกค้าจึงถูกจัดเก็บในวอลเล็ตของ Kryptodian (digital asset custodian) ซึ่งแยกส่วนออกจากบัญชีของบริษัทอย่างชัดเจน ปัจจุบันดำเนินงานภายใต้ใบอนุญาตจากฮ่องกง
ล่าสุดทาง Kryptodian เพิ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ไทย และอยู่ระหว่างการ activate license ซึ่งหากกระบวนการในไทยแล้วเสร็จ Liberix ก็พร้อมพิจารณาย้ายการจัดเก็บสินทรัพย์กลับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเพิ่มขึ้น
ขณะที่ระบบหลังบ้านทั้งหมดถูกพัฒนาขึ้นเองโดยบริษัทเทคโนโลยีพาร์ตเนอร์สัญชาติไทย บริษัทยังคุมเข้มการทำ KYC ในระดับเดียวกับสถาบันการเงิน และสอดคล้องกับมาตรฐานของ ปปง. เพื่อป้องกันการใช้แพลตฟอร์มเป็นช่องทางฟอกเงินอย่างเด็ดขาด

เปลี่ยน “บิตคอยน์” เป็นทุน ต่อยอดธุรกิจจริง
เพื่อให้เห็นภาพการใช้งานจริง ดร.วิชิต ซ้ายเกล้า ผู้ประกอบการและนักลงทุน Bitcoin ที่อยู่ในตลาดมากว่า 14 ปี ได้สะท้อนมุมมองว่า การมีนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบนี้ ช่วยให้ตนไม่ต้องจำใจขายสินทรัพย์ เพื่อนำเงินมาต่อยอดแพลตฟอร์มจับคู่งานขนส่ง Bantuk
โดย ดร.วิชิตเปรียบเทียบบิตคอยน์เหมือน "น้ำในโอ่ง" ที่เวลาต้องการใช้ ไม่จำเป็นต้องเททิ้งทั้งโอ่ง แต่สามารถตักสภาพคล่องออกมาใช้บางส่วนผ่านการกู้ แล้วนำเงินบาทมาคืนเพื่อรักษาสินทรัพย์หลักไว้ได้
นอกจากนี้ เขายังเสนอแนวคิดว่า ธุรกิจไทยกว่า 99% ยังโฟกัสแค่การทำกำไรจาก P&L (งบกำไรขาดทุน) ซึ่งแข่งขันสูง แต่ในองค์กรตะวันตกเริ่มหันมาบริหาร P&L ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่งคั่งผ่าน balance sheet (งบดุล) ด้วยการถือครองสินทรัพย์ระยะยาว
ดังนั้นเครื่องมือของ Liberix จึงเข้ามาตอบโจทย์ในการรักษาสินทรัพย์ในงบดุลให้เติบโต พร้อมๆ กับดึงกระแสเงินสดมาใช้ดำเนินธุรกิจได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่ง ดร.วิชิตเชื่อว่าในอีก 9 ปีข้างหน้า หรือปี 2578 มูลค่าของบิตคอยน์มีโอกาสทะยานไปแตะระดับ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เทรนด์โลกหนุนคริปโตสู่กระแสหลัก
นอกจากนี้ ในภาพใหญ่การเติบโตของ Liberix ก็ถือว่าสอดรับกับเทรนด์ระดับโลก โดยข้อมูลจาก Galaxy Research ระบุว่ามูลค่าสินเชื่อที่ใช้คริปโตเป็นหลักประกันทั่วโลกเคยพุ่งสูงถึง 7.87 หมื่นล้านเหรียญ และแม้ปัจจุบันจะปรับฐานลงมาที่ราว 5.26 หมื่นล้านเหรียญ
แต่สถาบันการเงินระดับสากลอย่าง Coinbase, สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P หรือแม้แต่สถาบันสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่าง Fannie Mae ก็เริ่มขยับเข้ามามีบทบาทในตลาดนี้อย่างชัดเจน
ส่วนประเด็นการเตรียมปลดล็อกกองทุน Bitcoin ETF ในไทยนั้น วรภัทรมองว่าไม่ใช่ปัจจัยลบหรือคู่แข่ง แต่จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่ายขึ้น และส่งผลดีต่อภาพรวมอุตสาหกรรมในระยะยาว
และเพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างถูกต้อง บริษัทจึงร่วมมือกับ ดร.วิชิต จัดทำสารคดีชุด “Bitcoin Beyond HODL-Real Stories by Liberix” ที่เตรียมเผยแพร่ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ เพื่อถ่ายทอดแนวคิดการเปลี่ยนบิตคอยน์เป็นทุนทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
วรภัทรกล่าวทิ้งท้ายถึงทิศทางของตลาดสินเชื่อสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย โดยยินดีหากในอนาคตจะมีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากขึ้น
“เราไม่ได้กังวลเรื่องคู่แข่ง แต่มองว่าการที่มีผู้เล่นมากขึ้น หมายความว่าตลาดพร้อมที่จะรองรับบริการนี้มากขึ้น เราเชื่อในตัวโปรดักต์และเชื่อว่าเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินรูปแบบใหม่นี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ”
ภาพ : Liberix
ออกแบบภาพปก : ชัยกานต์ มณีจักร์, ใช้ ChatGPT ร่วมออกแบบพื้นหลังภาพปก
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ญี่ปุ่นยังฮิต! คนไทยแห่เดินทาง กรุงศรี จับมือ JCB เปิดบัตรเครดิตใหม่ เจาะกลุ่มรายได้ 7 หมื่นบาท/เดือน ตั้งเป้ายอดใช้จ่าย 1.5 พันล้านในปี 2570
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


