หุ้นไทยพุ่งแรง หลัง “ภูมิใจไทย” ชนะเลือกตั้ง

หุ้นไทยพุ่งแรง หลัง “ภูมิใจไทย” ชนะเลือกตั้ง

หุ้นไทยพุ่งแรง ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% หลัง “พรรคภูมิใจไทย” เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่


    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 40.74 จุด หรือคิดเป็น 3.01% ณ เวลา 10.13 น. ของวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีมูลค่าการซื้อขายเกือบ 30,000 ล้านบาท หลังจากผลการเลือกตั้งซึ่งแสดงให้เห็นว่า “พรรคภูมิใจไทย” เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

    โดยหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เป็นผู้นำในการปรับตัวขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 5.75 บาท หรือ 10.85% มาอยู่ที่ระดับ 58.75 บาท รวมทั้งบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 13 บาท หรือ 6.28% มาอยู่ที่ 220 บาท และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่เพิ่มขึ้น 3.25 บาท หรือ 6.38% มาอยู่ที่ 53 บาท

    นอกจากนี้ ในช่วงเปิดตลาด หุ้นที่ปรับตัวขึ้นติด 5 อันดับแรกยังมี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,354.01 จุด เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    กวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวผ่านช่องยูทูบของบริษัทเมื่อวันศุกร์ โดยคาดการณ์ว่าดัชนี SET จะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากความไม่แน่นอนทางการเมืองสิ้นสุดลงภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

    ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์และนักกลยุทธ์หลายรายให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า ตลาดหุ้นจะเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์จากชัยชนะอย่างเด็ดขาดของพรรคภูมิใจไทย

    ด้านกษิดิศ จุณณวัตต์ นักวิเคราะห์จาก Citigroup ยังระบุด้วยว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,450 จุดภายในสิ้นปีนี้

    ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยคาดว่าจะสามารถคว้าที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้เกือบ 200 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง และขณะนี้สามารถคว้าชัยชนะในเขตเลือกตั้งได้แล้วอย่างน้อย 174 ที่นั่ง ตามข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กรุงศรี ตั้งเป้าสินเชื่อปี 69 โต 2-4% พร้อมขยายพอร์ตหนุนธุรกิจ ESG เป็น 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2573

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine