ไทยยูเนี่ยน ลุ้นไตรมาส 4 ทำนิวไฮ ดันรายได้ปี 69 โตตามเป้า 1.4 แสนล้าน ชี้ทุ่มงบ 800 ล้าน ควบรวม 2 โรงงานในสมุทาสาคร พร้อมหนุนเครื่องจักรระบบอัตโนมัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิต แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานคน คาดระยะเวลาคืนทุนภายใน 3 ปี
หลังจาก บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU โชว์ความแกร่งด้วยรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 มีรายได้จากการขาย 3.57 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการเติบโตต่อเนื่อง 3 ไตรมาสซ้อน
ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16.2% อยู่ที่ 2,087 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น (gross margin) อยู่ที่ 20.4% ยืนเหนือระดับ 20% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ด้วยเช่นกัน

ล่าสุด รติพร ราษฎร์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเพิ่มเติม พร้อมคาดการณ์แนวโน้มธุรกิจไตรมาส 4/2569 ว่าจะเดินหน้าเติบโตต่อเนื่องด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้น 4% และอาจจะทำนิวไฮสำหรับผลประกอบการปี 2569 รับแรงหนุนธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปเข้าสู่ช่วง high season แม้ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งจะชะลอตัวตามฤดูกาล
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้ารักษาระดับไว้ที่ 20% แม้ไตรมาส 4 อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบปลา แต่คาดว่าจะกระทบในวงจำกัด และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนภาพรวมธุรกิจปีนี้ยังมีแนวโน้มปรับตัวได้ดีขึ้น

เร่งเพิ่มประสิทธิภาพกำไร ตั้งเป้าปี 70 ยอดขายโต 4-6%
รติพร กล่าวถึงแผนธุรกิจในปี 2570 ว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายโต 4-6% ใกล้เคียงกับปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท และยังเน้นสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อเป้าหมายระยะยาวในปี 2573 ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรและควบคุมค่าใช้จ่าย
"เราพยายามลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจากปัจจุบันไม่เกิน 14.5% ลงประมาณ 0.5% ต่อปี เพื่อให้เข้าสู่ระดับเป้าหมายที่ 13% ขณะเดียวกันได้ตั้งเป้าเพิ่มผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) จากปัจจุบันประมาณ 5% เป็น 7-8% ภายใน 2-3 ปี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น"

ทุ่ม 800 ล้านควบรวมโรงงาน คาดคืนทุนใน 3 ปี
บริษัทอยู่ระหว่างควบรวมโรงงาน 2 แห่งในจังหวัดสมุทรสาครภายในระยะเวลา 3 ปี ระหว่างปี 2569-2571 พร้อมปรับกระบวนการผลิตด้วยการนำเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทนแรงงานบางส่วน ซึ่งแนวทางดังกล่าวนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิตแล้วยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน และข้อจำกัดด้านเอกสารแรงงานอีกด้วย
"งบลงทุนสำหรับการควบรวมโรงงาน 2 แห่งนี้อยู่ที่ราวๆ 600-800 ล้านบาท คาดว่าจะมีระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 3 ปี โดยประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อการส่งออกของ TU คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด"
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับลดงบลงทุนปี 2569 จากเดิมประมาณ 6 พันล้านบาท เหลือ 4-5 พันล้านบาท โดยเลือกเฉพาะโครงการที่จำเป็นและมีผลตอบแทนชัดเจน พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ให้โครงการลงทุนมีระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 3 ปี เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรเงินทุน
นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนแผนลงทุนบางโครงการในประเทศไทยที่เคยคาดหวังสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หลังการบังคับใช้มาตรการภาษีขั้นต่ำทั่วโลกในอัตรา 15% ซึ่งอาจทำให้เกิดภาระภาษีส่วนเพิ่ม (top-up tax) และลดความคุ้มค่าของสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยประเมินไว้ ส่งผลให้บริษัทต้องชะลอและทบทวนบางโครงการให้สอดคล้องกับผลตอบแทนที่แท้จริง
เล็งขยับจ่ายเงินปันผลสูงเกิน 60%
สำหรับการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในช่วงต้นปี 2570 บริษัทมีแผนที่จะเสนอขออนุมัติยกเลิกข้อกำหนดเพดานการจ่ายเงินปันผลสูงสุดไม่เกิน 60% ของกำไรสุทธิ ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน และการรีไฟแนนซ์รอบถัดไป
ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารกระแสเงินสด และเปิดโอกาสให้จ่ายเงินปันผลได้มากกว่า 60% โดยการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการยกเลิกเฉพาะเพดานจ่ายเงินปันผลสูงสุด โดยยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิเช่นเดิม
ภาพ : ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป
ออกแบบภาพปก : ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ยอดขาย 33,845 ล้านบาท! ไทยยูเนี่ยน ไตรมาส 2 ฟอร์มแกร่ง อัตรากำไรขั้นต้นนิวไฮ 21.4% ขยับเป้ายอดขายปี 69 เพิ่มเป็น 4-6%
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


