มากกว่าเงินสะพัด 2.25 พันล้าน! ไทยใช้เวที IMF-World Bank ดึงทุนโลก รับผู้แทน 191 ประเทศในรอบ 35 ปี ชูดิจิทัล-พลังงานสะอาด หวังลงทุน AI-EV

มากกว่าเงินสะพัด 2.25 พันล้าน! ไทยใช้เวที IMF-World Bank ดึงทุนโลก รับผู้แทน 191 ประเทศในรอบ 35 ปี ชูดิจิทัล-พลังงานสะอาด หวังลงทุน AI-EV

นับถอยหลังเวทีระดับโลก! ไทยเตรียมเปิดบ้านรับการประชุม IMF และ World Bank ในรอบ 35 ปี ต้อนรับผู้แทนระดับสูงกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ จัดเต็มความปลอดภัยขั้นสุดและรถ EV รับส่ง โดยคลังประเมินเงินสะพัดกระจายสู่โรงแรมและธุรกิจท้องถิ่นกว่า 2.25 พันล้านบาท พร้อมงัดของดี ทั้งผ้าไทย วัตถุดิบท้องถิ่น และนวัตกรรมโชว์นักลงทุนทั่วโลก หวังต่อยอดดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่เข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต


    การกลับมาเป็นเจ้าภาพประชุม IMF และ World Bank ในรอบ 35 ปีของประเทศไทย ไม่ได้มีเดิมพันเพียงเงินสะพัดจากผู้เข้าร่วมงานหลักหมื่นคน แต่ยังเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะใช้เวทีเศรษฐกิจระดับโลกดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม AI และยานยนต์ไฟฟ้า

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความพร้อมของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการประชุมด้านเศรษฐกิจและการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก

    โดยการประชุมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทยได้รับหน้าที่เจ้าภาพ หลังเคยจัดขึ้นเมื่อปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน ทำให้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันเตรียมความพร้อมตั้งแต่สถานที่ ระบบบริหารจัดการ ความปลอดภัย ไปจนถึงการอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับผู้แทนระดับสูงจากทั่วโลก

    “การประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือนการยกสำนักงานใหญ่ของ IMF และ World Bank จาก Washington, D.C. มาไว้ที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ทุกสายตาของประชาคมโลกจะจับจ้องมาที่ประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงโอกาสในการแสดงความพร้อมด้านการจัดงานระดับโลก แต่ยังเป็นโอกาสในการนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจและศักยภาพของประเทศในอนาคต” ดร.เอกนิติ กล่าว

​

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ


ประเมินเงินสะพัดสูงสุด 2.25 พันล้าน หวังดึง FDI ระยะยาว

    โดยในแง่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังคาดว่าการประชุมครั้งนี้จะสร้างเงินหมุนเวียนในประเทศประมาณ 1.05-2.25 พันล้านบาท จากผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน ซึ่งคาดว่าจะพำนักในประเทศไทยเฉลี่ย 7-10 วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1-1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อวัน

    ทั้งนี้ ธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และบริการด้านการเดินทาง รวมถึงสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งมีโอกาสรับรายได้เพิ่มขึ้นจากการเดินทางเข้ามาของผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้บริหารภาคธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ และสื่อมวลชน

    อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติ ย้ำว่า ผลประโยชน์ระยะสั้นจากการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมประชุมไม่ใช่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว เพราะรัฐบาลต้องการใช้โอกาสนี้ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย และเปิดช่องทางให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึงเครือข่ายทางเศรษฐกิจและการลงทุนระดับโลกมากขึ้น

    โดยเฉพาะการนำเสนอศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

    ซึ่งรัฐบาลคาดหวังว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกันการเป็นเจ้าภาพยังเปิดโอกาสให้ไทยมีบทบาทในการกำหนดประเด็นหารือด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังร่วมกับนานาประเทศมากขึ้น

    “สิ่งที่จะได้ตามมาไม่ใช่แค่เม็ดเงินจากการจับจ่ายใช้สอย แต่เป็นภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับโลก และโอกาสที่นักลงทุน ธุรกิจไทย และชุมชนไทย จะได้แสดงศักยภาพของตัวเองต่อประชาคมโลก” ดร.เอกนิติ กล่าว

​


เตรียมงาน 3 ปี ผ่านประเมินมาตรฐานระดับ Gold Standard

    ส่วนความพร้อมด้านการจัดงาน ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อธิบายว่า กระทรวงการคลัง โดย สศค. และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานหลักในการประสานการจัดประชุม โดยแบ่งภารกิจออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สิ่งที่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของผู้จัดประชุม สิ่งที่ควรดำเนินการในฐานะเจ้าภาพ และสิ่งที่ประเทศไทยต้องการนำเสนอเพิ่มเติมต่อประชาคมโลก

    ภายใต้การเตรียมงานดังกล่าว มีข้อกำหนดหลักที่ต้องดำเนินการทั้งหมด 26 หัวข้อ ซึ่งคณะผู้จัดงานได้ผ่านการประเมินความพร้อมมาแล้ว 2 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และกรกฎาคม 2569 ก่อนที่ผลการประเมินล่าสุดจากฝ่ายเลขานุการการจัดประชุมจะระบุว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับ Gold Standard

    หลังผ่านกระบวนการประเมิน ปัจจุบันการเตรียมสถานที่ภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีกำหนดส่งมอบพื้นที่ให้ IMF และ World Bank เข้ามากำกับดูแลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม ก่อนเริ่มการประชุมในวันที่ 12 ตุลาคม

    ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถรองรับการประชุมและการเจรจาระหว่างประเทศได้อย่างเพียงพอ จึงมีการก่อสร้างห้องประชุมเพิ่มเติม 22 ห้อง รองรับผู้เข้าร่วมได้ตั้งแต่ 50-150 คนต่อห้อง รวมถึงห้องขนาดเล็กสำหรับการทำงานและการเจรจาทวิภาคีอีก 750 ห้อง รองรับห้องละประมาณ 20 คน

    แม้การติดตั้งและจัดเตรียมห้องประชุมทั้งหมดจะใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่เป็นผลจากการวางแผนและประสานงานต่อเนื่องมานานกว่า 2-3 ปี เพื่อให้การใช้พื้นที่สอดคล้องกับมาตรฐานการประชุมระดับนานาชาติ

    โดยวันที่ 16 ตุลาคม จะเป็นหนึ่งในวันสำคัญของการประชุม ซึ่งมีกำหนดจัดการประชุมใหญ่ รองรับผู้แทนระดับสูงกว่า 4,000 คนจากทั่วโลก ภายในห้องประชุมที่ออกแบบตามมาตรฐาน IMF และ World Bank พร้อมนำเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาผสมผสานในการตกแต่ง โดยมีเรือสุพรรณหงส์เป็นองค์ประกอบสำคัญ

​

ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ


ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด คุมเข้มโรงแรม 21 แห่ง

    ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง หัวหน้าคณะผู้แทน รวมถึงผู้นำรัฐบาลและประมุขของรัฐบางประเทศ ทำให้มาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นอีกภารกิจสำคัญที่ผู้จัดงานต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

    ดร.เอกนิติ ระบุว่า ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ และจำนวนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำเป็นต้องยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์กรระหว่างประเทศ

    โดยภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการแบ่งพื้นที่รักษาความปลอดภัยเป็นหลายระดับ พร้อมติดตั้งจุดตรวจสัมภาระด้วยเครื่อง X-ray จำนวน 17 จุด และเครื่องตรวจบุคคลแบบ walk-through จำนวน 19 จุด

    นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมต่อระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดูแลพื้นที่จัดประชุม รวมถึงโรงแรมที่พักอย่างเป็นทางการของผู้เข้าร่วมประชุมทั้ง 21 แห่ง ตลอด 24 ชั่วโมง

​


    รวมถึงมาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงขั้นตอนการลงทะเบียน โดยผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะต้องลงทะเบียนผ่านระบบของ IMF และ World Bank เท่านั้น พร้อมจัดอาคารลงทะเบียนแยกจากพื้นที่ประชุมหลัก เพื่อควบคุมการเข้าออกและตรวจสอบสิทธิ์ก่อนเข้าสู่พื้นที่รักษาความปลอดภัย

    ขณะเดียวกันศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ยังได้จัดตั้งห้องควบคุมกลาง สำหรับบริหารระบบภาพ เสียง และการถ่ายทอดสด โดยใช้เทคโนโลยีมาตรฐานเดียวกับมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่าง FIFA World Cup และ UEFA Champions League

    โดยระบบดังกล่าวจะดำเนินงานร่วมกับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ดูแลการประชุม World Economic Forum ที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อรองรับการถ่ายทอดและการสื่อสารจากเวทีประชุมไปยังสื่อมวลชนทั่วโลก


​

ชู Green Meeting ใช้รถ EV 320 คัน ลดคาร์บอน 95.8 ตัน

    นอกเหนือจากมาตรฐานด้านสถานที่และความปลอดภัย การจัดประชุมครั้งนี้ยังนำแนวคิด green meeting มาใช้เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดงานขนาดใหญ่

    ดร.วินิจ กล่าวว่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งได้รับมาตรฐานอาคารเขียว ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางการจัดงานอย่างยั่งยืนมาใช้ ตั้งแต่ระบบขนส่ง การจัดการขยะ ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรภายในงาน

    หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการจัดเตรียมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากกว่า 320 คัน สำหรับให้บริการผู้เข้าร่วมประชุม โดยประเมินว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 95.8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ประมาณ 9,580 ต้นในระยะเวลาหนึ่งปี

    พร้อมกันนี้ ยังมีการใช้ระบบประชุมดิจิทัลเพื่อลดการใช้กระดาษ การลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในส่วนงานจัดเลี้ยง และการนำขยะอาหารไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์

    ขณะเดียวกันมาตรการลดขยะยังครอบคลุมไปถึงวัสดุที่ใช้ก่อสร้างและตกแต่งพื้นที่ประชุมชั่วคราว ซึ่งมีการวางแผนตั้งแต่ต้นว่าจะนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างไรหลังจบงาน โดยเฉพาะผนังสำเร็จรูปและวัสดุบางประเภทที่จะส่งต่อให้กับองค์กรสาธารณกุศล แทนการทิ้งเป็นขยะ

    ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนจากการจัดประชุม พร้อมแสดงให้เห็นถึงความสามารถของประเทศไทยในการบริหารจัดการงานระดับนานาชาติภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

​


เปิด Thailand Pavilion โชว์ PromptPay-Wellness-รับมือโลกร้อน

    นอกจากการเตรียมสถานที่และระบบบริหารจัดการแล้ว รัฐบาลยังใช้พื้นที่ภายในงานจัดนิทรรศการ Thailand Pavilion เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ผ่านนิทรรศการ 3 โซนหลัก

    เริ่มจากโซน Digital Public Infrastructure ที่นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะระบบ PromptPay และการชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน และขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน

    รวมถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ซึ่งเป็นอีกประเด็นสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในประเทศไทย

    ถัดมาคือโซน Climate Resilience ที่มุ่งนำเสนอแนวทางรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำท่วม การใช้แผนที่และข้อมูลในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาเมืองและชุมชนคาร์บอนต่ำ

    ส่วนโซนสุดท้าย Longevity นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยด้านระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาวะ ครอบคลุมระบบหลักประกันสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางชีวภาพ การนวดไทย การแพทย์แม่นยำ (precision medicine) และอุตสาหกรรม wellness

    โดยการนำเสนอทั้ง 3 ด้านมีเป้าหมายสะท้อนความพร้อมของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ควบคู่กับการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญ

​


นำผ้าไทย 28 ชุมชน-สินค้า GI สู่สายตาผู้แทนทั่วโลก

    ควบคู่กับการนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยังเปิดพื้นที่ให้สินค้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดประชุม เพื่อให้ผู้แทนจากต่างประเทศได้รู้จักผู้ประกอบการและภูมิปัญญาไทยผ่านการตกแต่งสถานที่ อาหาร และเครื่องดื่มภายในงาน

    โดยศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จะมีการตกแต่งพื้นที่ด้วยผ้าไทยประมาณ 40 ลาย จาก 28 ชุมชนใน 21 จังหวัด อาทิ ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลายบุปผาบรมราชินีนาถและกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์

    พร้อมจัดแสดงประติมากรรม impact piece sculpture ซึ่งนำวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างเป็นผลงานศิลปะ เพื่อสื่อถึงความร่วมมือระหว่างชุมชนกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

​

​

    ส่วนอาหารและเครื่องดื่มภายในงาน จะนำวัตถุดิบและสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทยมาใช้ประกอบเมนูสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยมีเครื่องดื่มที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เช่น กาแฟ AM Brew จากเมล็ดกาแฟไทย และชาไทย by QSNCC

    ดร.เอกนิติ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การนำสินค้าและวัฒนธรรมจากชุมชนต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการแสดงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร สินค้าท้องถิ่น และบริการด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ประเทศไทยมีความพร้อมและสามารถต่อยอดในตลาดต่างประเทศได้

    ขณะเดียวกันการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับการต้อนรับแบบไทยยังเป็นแนวทางที่รัฐบาลต้องการใช้แสดงความสามารถในการจัดประชุมระดับโลก โดยไม่ละทิ้งเอกลักษณ์ของประเทศ

​


จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เชื่อมแนวคิดพัฒนาที่ยั่งยืน

    อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สะท้อนถึงรากฐานการพัฒนาประเทศ คือการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิด “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience” เพื่อนำเสนอพระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริด้านการพัฒนา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน

    โดยเนื้อหาหลักของการจัดแสดง จะมุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาผ่านพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ซึ่งสามารถร้อยเรียงเข้ากับประเด็นท้าทายระดับโลกในปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ การจัดการทรัพยากร การรับมือภัยพิบัติ และการบริหารความเสี่ยง

​


    ดร.เอกนิติ ระบุว่า การจัดประชุมครั้งนี้ตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงเป็นโอกาสในการเผยแพร่แนวพระราชดำริที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ผู้แทนจากนานาประเทศได้รับทราบ

    ด้วยความหมายที่ลึกซึ้งในช่วงเวลาดังกล่าว นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติจึงไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ประเทศไทยตั้งใจนำเสนอประสบการณ์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นที่ประจักษ์ควบคู่ไปกับศักยภาพทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีบนเวทีโลก

    ทั้งนี้ การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


ภาพ : กระทรวงการคลัง​

ออกแบบภาพปก : ชัยกานต์ มณีจักร์​




​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เปิดแผนพลิกประเทศสู่รายได้สูงปี 80 รัฐ-เอกชนผนึกกำลังรื้อโครงสร้างทุน 24 เดือนชี้ชะตาดันจีดีพีโต 5.4% ชูบิ๊กคอร์ปอุ้ม SME ฝ่าวิกฤตโลก

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine​