บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประกาศเพิ่มทุนครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเป็นมูลค่า 3,300 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันส่งผลให้ทุนจดทะเบียนรวมหลังการเพิ่มทุนอยู่ที่ 5,582,625,030 บาท โดยการเพิ่มทุนเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พร้อมเผยผลประกอบการประจำปี 2568 บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวม10,473 ล้านบาท ประกอบด้วยเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 1,294 ล้านบาท โตขึ้น 14% เบี้ยชำระครั้งเดียว 700 ล้านบาท โตขึ้น 33% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 8,479ล้านบาท โตขึ้น 4%
มร.ทาคาชิ ไซโตะ กรรมการผู้จัดการบริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวการเพิ่มทุนมูลค่า 3,300 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนรวมหลังการเพิ่มทุนอยู่ที่ 5,582,625,030 บาท โดยการเพิ่มทุนเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยวัตถุประสงค์หลักของการเพิ่มทุนมีด้วยกัน 3 ประการ คือ
1. สร้างความพร้อมในการขยายธุรกิจ และรองรับความเสี่ยงใหม่ เนื่องจากบริษัทพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีเงินทุนเพียงพอในการรองรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง แม้จะเผชิญความท้าทายในตลาด แต่บริษัทยังคงมุ่งมั่นส่งมอบคุณค่าใหม่ๆที่ดีให้แก่ลูกค้า โดยมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งเป็นรากฐาน
2. เสริมสร้างฐานะทางการเงิน ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ การเพิ่มทุนเชิงรุกในครั้งนี้มิได้เกิดจากความจำเป็นระยะสั้น แต่เป็นมาตรการเชิงกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อจะรักษาเสถียรภาพและความยืดหยุ่นทางการเงินในอนาคต
3. แสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวในประเทศไทย เพราะการเพิ่มทุนไม่ใช่เพียงมาตรการทางการเงิน แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์ มองประเทศไทยเป็นพันธมิตรการเติบโตที่ยั่งยืนระยะยาว และจะส่งมอบคุณค่าที่ดีให้อย่างต่อเนื่อง
"นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1879 กลุ่มโตเกียวมารีนได้ใช้เวลากว่า 150 ปี ในการสนับสนุนลูกค้าและสังคมทั่วโลก ผ่านบริการประกันภัยและบริการที่เกี่ยวข้อง แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันตลาดประกันชีวิตไทยยังคงเผชิญสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยต่ำ และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ลูกค้าต้องการแบบประกันที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคง การเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ และการประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาเหมาะสมจับต้องได้การเพิ่มทุนครั้งนี้ ช่วยเสริมสร้างรากฐานแห่งความไว้วางใจดังกล่าว และช่วยให้สามารถรับความเสี่ยงที่ผ่านการประเมินแล้ว เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากขึ้น เพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน และพัฒนาเครื่องมือรวมถึงโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI” มร.ทาคาชิ ไซโตะ กล่าว
โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์ มองไทยเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์เพื่อการเติบโตในอนาคต
ประเทศไทยเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งสำหรับกลุ่มโตเกียวมารีน โดยดำเนินธุรกิจทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยในประเทศไทย และความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจนี้ในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ดังเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2011 บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทนกว่า 80,000ล้านบาท เพื่อสนับสนุนคนไทยและบริษัท ในการฟื้นฟูช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งในปี 2018 ได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย ขยายความสามารถในการให้บริการลูกค้าชาวไทยให้กว้างขวางขึ้น ผลงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่แท้จริง และความต่อเนื่องของกลุ่มโตเกียวมารีนต่อประเทศไทย การเพิ่มทุนครั้งนี้เป็นการสานต่อความมุ่งมั่นดังกล่าว คือการลงทุนเชิงกลยุทธ์ และมองการณ์ไกลเพื่อการเติบโตของบริษัท
"การตัดสินใจเพิ่มทุนสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศไทย และแสดงถึงศักยภาพของโตเกียวมารีนประกันชีวิตประเทศไทย ความไว้วางใจที่เรามุ่งมั่นรักษาไว้ต่อไปอีกกว่า 100 ปี ข้างหน้าร่วมกับพันธมิตร บริษัทจะส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เราขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง และมุ่งหมายรอการเติบโตของโตเกียวมารีนประกันชีวิตในอนาคต” มร.ทาคาชิ ไซโตะ กล่าวสรุป

ผลการดำเนินงานประจำปี 2568
ยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช รองกรรมการผู้จัดการ-บริหารการเงิน บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เผยถึงตัวเลขผลประกอบการภาพรวมในปี 2568 บริษัทมีผลประกอบการเบี้ยประกันภัยรับรวม10,473 ล้านบาท ประกอบด้วย
- เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 1,294 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14%
- เบี้ยชำระครั้งเดียว 700 ล้านบาท เติบโตขึ้น 33%
- เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 8,479ล้านบาท เติบโตขึ้น 4%
ปี 2568 เป็นปีแรกที่ธุรกิจประกันชีวิตปรับเข้าสู่มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS17 ซึ่งโตเกียวมารีนยังคงแสดงความแข็งแกร่ง โดยมีประมาณการ กำไรก่อนหักภาษี 440 ล้านบาท เติบโต 65% จากปีก่อน แบ่งเป็น:
• กำไรจากการประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่าย 300 ล้านบาท
• กำไรจากการลงทุน 100 ล้านบาท
• รายได้อื่น 40 ล้านบาท
ในปี 2569 บริษัทมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการลงทุนดังนี้
• เพิ่มการลงทุนในหุ้นจาก 2% เป็น 7%
• เพิ่มสัดส่วนหุ้นกู้เอกชนจาก 5% เป็น 15%
• ลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลจาก 85% เป็น 70%
“ปี 2568 เป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับธุรกิจประกันชีวิต ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกประเทศและภายในประเทศ รวมถึงการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ ในเงื่อนไขสัญญาประกันสุขภาพมาตรฐานที่มีการนำระบบ Co-payment มาใช้ ส่งผลให้เกิดความต้องการสัญญาประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสแรก ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงต่อเนื่องตลอดปี ทำให้หลายบริษัทต้องปรับกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง บริษัทที่จะอยู่รอดได้จะต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อทุก ๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น การปรับพอร์ตลงทุนนี้จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากประมาณ 3.0% - 3.3% เป็น 3.8% - 4.0% ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น” ยุวดี กล่าวเสริม
สำหรับในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับรวม 10,900 ล้านบาท เติบโต 4% แบ่งเป็นเบี้ยรับปีแรก 1,380 ล้านบาท เบี้ยชำระครั้งเดียว 420 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 9,100ล้านบาท
ผลงานช่องทางตัวแทนแข็งแกร่ง
ดร. สมโพชน์ เกียรติไกรวัล ประธานที่ปรึกษาสำนักกรรมการผู้จัดการ และสายงานตัวแทน แถลงผลประกอบการช่องทางการขายผ่านตัวแทนของบริษัทมีการเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งโดยในปี 2568 ที่ผ่านมาช่องทางตัวแทนผลิตผลงานเบี้ยประกันภัยรับรวม 7,314 ล้านบาท ประกอบด้วย
- เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 1,206 ล้านบาท (เป็นเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว 321 ล้านบาท)
- เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 6,108 ล้านบาท (โดยมีเบี้ยจากผลิตภัณฑ์ ILP เกือบ 70 ล้านบาท)
- จำนวนตัวแทนมากกว่า 6,500 คน
สำหรับในปี 2569 ช่องทางการขายผ่านตัวแทน ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยปีแรก 1,100 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 6,503 ล้านบาท รวมเบี้ยประกันภัยรับรวม 7,603 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนตัวแทนให้ได้ 8,000 คน
“การเพิ่มทุนครั้งใหญ่ของโตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์ในครั้งนี้ ทำให้สถานะเงินทุนของบริษัทมั่นคงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของโตเกียวมารีนประกันชีวิต ประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนนี้ บริษัทจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทุกช่วงชีวิต โดยจะมีการเปิดตัวสินค้าสุขภาพ No-Claim Bonus ซึ่งเป็นรายแรกในอุตสาหกรรมที่ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และประกันสุขภาพเด็กแผนใหม่ในเร็วๆ นี้ อีกทั้งขยายช่องทางการขายผ่านตัวแทน ซึ่งเป็นช่องทางการขายหลักให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และจะให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งกว่าเดิมในระยะยาว" ดร.สมโพชน์ กล่าว
ภาพ : โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : BINANCE-GULF ผนึก ม.เกษตรฯ พัฒนาบุคลากร ดันไทยสู่ Digital Asset Hub คาดตลาดอาเซียนแตะ 108.79 ล้านคน ในปี 2026
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

