ทำไมหลายประเทศยอมทุ่มงบมหาศาลเพื่อชิงสิทธิ์จัดงานระดับโลกเพียงไม่กี่วัน? เปิดตัวเลขไมซ์ไทยปี 2568 สร้างรายได้ 1.48 แสนล้านบาท ผลกระทบทางเศรษฐกิจ 3.38 แสนล้านบาท หนุนการจ้างงานกว่า 3 แสนตำแหน่ง ขณะที่สิงคโปร์ ดูไบ และซาอุฯ ใช้อีเวนต์ใหญ่ดึงนักลงทุนและสร้างโอกาสทางธุรกิจ ทีเส็บจึงต้องเร่งเครื่องชิงงานนานาชาติ หวังยกระดับไทยสู่จุดหมายธุรกิจมูลค่าสูง พร้อมต่อยอดการค้าและการลงทุนหลังงานจบ
คำถามแรกที่มักตามมาเสมอเมื่อภาครัฐหรือเอกชนทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อดึงงานระดับโลกมาจัดในประเทศเพียงไม่กี่วันคือ “คุ้มค่าจริงหรือ?”
แต่ในบริบทเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดึงนักท่องเที่ยวทั่วไป การมองตัวเลขงบประมาณดังกล่าวในฐานะ “ค่าใช้จ่าย” อาจเป็นการมองข้ามแก่นแท้
เพราะในทางยุทธศาสตร์ นี่คือ “การลงทุน” เพื่อแย่งชิงทุนมนุษย์ เทคโนโลยี และเม็ดเงินลงทุนระดับนานาชาติเข้ามาไว้ในที่เดียว
อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) จึงก้าวข้ามสถานะงานประชุมหรือเวทีแสดงสินค้า สู่การเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่วัดผลลัพธ์ได้ด้วยตัวเลขจริง
ตัวคูณทางเศรษฐกิจระดับแสนล้าน
ด้วยเหตุนี้ความสำเร็จของงานไมซ์จึงไม่อาจชี้วัดเพียงความอลังการของพิธีเปิดหรือยอดผู้เข้าร่วมงาน แต่ต้องประเมินจากเม็ดเงินที่กระจายตัวไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ข้อมูลสะท้อนภาพจริงจากปีงบประมาณ 2568 ของประเทศไทยระบุว่า มีนักเดินทางกลุ่มไมซ์รวม 26.75 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนโดยตรง 1.48 แสนล้านบาท
ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายขยายตัวสูงถึง 3.38 แสนล้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจถึง 3.10 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.65% ของ GDP ประเทศไทย อีกทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานในระบบ 304,932 ตำแหน่ง และสร้างรายได้ภาษีกลับคืนสู่รัฐ 2.5 หมื่นล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า งบประมาณที่ใส่ลงไปทำหน้าที่เป็นหัวเจาะทางเศรษฐกิจ ซึ่งผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในหลากหลายอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง ไปจนถึงการจ้างงานเชิงลึก

สมรภูมิชิง “โอกาส” บนเวทีโลก
โมเดลการใช้เม็ดเงินเพื่อสร้างผลกระทบเชิงลึกนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย เพราะบนเวทีสากล มหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างเลิกแข่งขันกันด้วยต้นทุนค่าแรงหรือเพียงแค่ตัวเลขนักท่องเที่ยวเชิงปริมาณมานานแล้ว แต่หันมาขับเคี่ยวกันเพื่อดึง “กลุ่มคนที่นำพาโอกาส” เข้าสู่ประเทศแทน
เห็นได้ชัดจากตัวอย่างของหลายประเทศที่ใช้บิ๊กอีเวนต์เป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินและนักลงทุนระดับท็อป ได้แก่
- สิงคโปร์ : ใช้การแข่งขัน Formula One Grand Prix เป็นเครื่องมือดึงดูดกลุ่มนักเดินทางระดับคุณภาพสูงกว่า 550,000 คน สร้างเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 2 พันล้านเหรียญสิงคโปร์
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ : ใช้ Expo 2020 Dubai สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศสูงถึง 1.54 แสนล้านเดอร์แฮม พร้อมสนับสนุนการจ้างงานระยะยาวกว่า 1.03 ล้านตำแหน่ง
- ซาอุดีอาระเบีย : ขับเคลื่อนแผนปฏิรูปโครงสร้างประเทศ “Vision 2030” อย่างจริงจัง ผ่านการคว้าสิทธิ์จัดงานระดับเมกะโปรเจกต์ ทั้ง World Expo 2030 และ FIFA World Cup 2034
ภาพสะท้อนจากมหาอำนาจเหล่านี้ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์ที่ตรงกัน นั่นคือการใช้มหกรรมระดับโลกเป็นเวทีรีแบรนด์ประเทศ ปลดล็อกตลาดทุน และสร้าง “มรดกทางเศรษฐกิจ” ทิ้งไว้หลังงานสิ้นสุดลง

สร้างมูลค่าก่อน-ระหว่าง-หลังจัดงาน
มรดกทางเศรษฐกิจที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นและจบลงแค่ในวันจัดแสดงงานเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมและแผ่ขยายมูลค่าตลอดห่วงโซ่ใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ ดังนี้
1. ก่อนการจัดงาน : กระบวนการประมูลสิทธิ์ นำมาซึ่งการเตรียมความพร้อมของเมือง การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การจัดซื้อจัดจ้างล่วงหน้า และการกระจายงานสู่ซัพพลายเออร์ในประเทศ
2. ระหว่างการจัดงาน : เกิดสภาพคล่องหมุนเวียนทันที ทั้งการจับจ่ายในภาคการบริการ โรงแรม ร้านอาหาร เทคโนโลยีการจัดแสดง ไปจนถึงบริการโลจิสติกส์รอบด้าน
3. หลังสิ้นสุดงาน : จุดเริ่มต้นของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ระยะยาว ผ่านฐานข้อมูลคู่ค้า การต่อยอดข้อตกลงธุรกิจ การไหลเข้าของการลงทุนใหม่ และการถ่ายทอดองค์ความรู้
นอกจากนี้ ยังรวมถึงมูลค่าทางธุรกิจที่เกิดขึ้นผ่านบทสนทนาในโลกดิจิทัล ตัวอย่างเช่น งาน Money20/20 Asia 2026 ที่สร้างกระแสการมีส่วนร่วมในแวดวงการเงินและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยมีดัชนีการตอบรับเชิงบวกสูงถึง 96.8%
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเผยแพร่เนื้อหาเชิงลึกและข้อคิดเห็นสำคัญจากงานหลังจบกิจกรรม ช่วยยืดอายุคุณค่าของงานและขยายผลลัพธ์ทางธุรกิจออกไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ

พลิกโฉมไทยสู่ “ศูนย์กลางธุรกิจคุณภาพสูง”
เมื่อบริบทของบิ๊กอีเวนต์สร้างแรงกระเพื่อมได้มหาศาล ความท้าทายของประเทศไทยในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
แต่คือการพลิกบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางยอดนิยมเพื่อการท่องเที่ยว” สู่การเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจคุณภาพสูง”
ซึ่งการจะก้าวข้ามภาพจำเดิมและไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนไมซ์ไทยจึงต้องยึด 3 แกนหลัก ได้แก่
- ความพร้อมและมาตรฐานเชิงโครงสร้าง : โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานที่ ขนส่ง และดิจิทัลต้องพร้อมปฏิบัติการจริงตามเกณฑ์สากล
- ประสบการณ์เชิงมูลค่า : การออกแบบเนื้อหาและการบริหารจัดการที่ตอบสนองความคาดหวังของผู้นำระดับองค์กรและนักลงทุน
- ผลลัพธ์ความยั่งยืน : การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ทั้งนี้ เพื่อให้ทั้ง 3 แกนหลักเกิดผลจริง บทบาทของ “National Bidder” จึงกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญ โดยมีสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศออกไปแข่งขันชิงสิทธิ์ประมูลงานระดับโลก
ซึ่งภารกิจนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อนำธงไทยไปปักบนเวทีสากลเพียงเพื่อเอาชนะเท่านั้น แต่หัวใจหลักคือการคัดเลือกและดึงเฉพาะงานที่มีศักยภาพ มาต่อยอดเป็นเม็ดเงินและเครือข่ายธุรกิจให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ
ทีเส็บมองว่า การชนะประมูลสิทธิ์จัดงานระดับโลกไม่ใช่แค่พาดหัวข่าวเพื่อสร้างความภาคภูมิใจชั่วคราว เพราะตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง คือศักยภาพในการเปลี่ยนอีเวนต์ไม่กี่วันให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างระยะยาว ไม่ว่าจะทั้งการดึงผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนระดับโลก การยกระดับมาตรฐานเมือง และการปูทางให้อุตสาหกรรมใหม่ๆ เติบโต
เพราะในสมรภูมิเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21 การทุ่มงบจัดบิ๊กอีเวนต์ไม่ใช่รายจ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการ “ซื้อตั๋วทางลัด” เพื่อกวาดต้อนเครือข่าย ทุน และโอกาสมหาศาลจากทั่วโลก ให้เดินเข้ามาหาเราถึงที่

ภาพ : เพจเฟซบุ๊ก F1, เพจเฟซบุ๊ก FIFA World Cup, เพจเฟซบุ๊ก Expo City Dubai, TCEB
ออกแบบภาพปก : ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : มากกว่าเงินสะพัด 2.25 พันล้าน! ไทยใช้เวที IMF-World Bank ดึงทุนโลก รับผู้แทน 191 ประเทศในรอบ 35 ปี ชูดิจิทัล-พลังงานสะอาด หวังลงทุน AI-EV
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


