เครือซีพีเปิดเกม “สร้างคน” รับโลก AI ดันโครงการ CP-CoEX ปั้นคนไทยสู่ผู้นำแห่งอนาคต

เครือซีพีเปิดเกม “สร้างคน” รับโลก AI ดันโครงการ CP-CoEX ปั้นคนไทยสู่ผู้นำแห่งอนาคต

“ธนินท์ เจียรวนนท์” ชี้ AI จะเข้ามาเปลี่ยนทุกภาคส่วน เครือซีพีจึงต้องเร่ง “สร้างคน” ให้เข้าใจและใช้ AI เป็น พร้อมยกระดับ CP-CoEX สู่ Global Learning & Innovation Platform ปั้นคนไทยสู่ “ผู้นำแห่งอนาคต” ประเดิม AI Business Accelerator หลักสูตร 12 สัปดาห์ ดึง 60 คนจาก 11 บริษัท ร่วมพัฒนา 7 โครงการ AI จากโจทย์ธุรกิจจริง มุ่งเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขัน


    เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “สร้างคน” ควบคู่ “สร้างนวัตกรรม” รับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและ AI ผ่าน “ศูนย์นวัตกรรมความเป็นเลิศซีพี” หรือ CP Innovation Center of Excellence (CPIC) พร้อมยกระดับ “CP-CoEX” (Center of Excellence × Exponential) สู่ Global Learning & Innovation Platform เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้นำธุรกิจ มหาวิทยาลัย และโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาคนไทยสู่ future leaders ที่สามารถนำ AI และเทคโนโลยีมาสร้างนวัตกรรม ธุรกิจใหม่ และขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

    ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การพัฒนาคนเป็นโจทย์สำคัญขององค์กร โดยเฉพาะในยุค AI เพราะท้ายที่สุดแล้ว “คน” คือผู้คิด ผู้สร้าง และผู้ใช้เทคโนโลยี ดังนั้นซีพีจำเป็นต้องเร่งสร้างบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง

    ด้าน ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนและการพัฒนากลยุทธ์ กล่าวว่า ความสามารถในการแข่งขันในยุคต่อไปไม่ได้วัดจากการเข้าถึงเทคโนโลยีได้เร็วเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างคนที่เข้าใจเทคโนโลยี มองเห็นโอกาส และสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นนวัตกรรมและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ


    ภายใต้แนวคิดดังกล่าว CP-CoEX จึงถูกออกแบบเป็น Open Learning & Innovation Ecosystem ที่เปิดให้ทั้งบุคลากรภายในและบุคคลภายนอกเครือฯ ตั้งแต่นักศึกษา คนรุ่นใหม่ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริหารและองค์กร เข้ามาเรียนรู้และร่วมสร้างนวัตกรรมผ่าน 4 Learning Pillars ได้แก่ Business Co-Creation (B2B), GenEd (Credit Bank), Global Co-Creation และ Executive Courses โดยมุ่งเชื่อมโยงการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับนักศึกษาถึงผู้บริหาร และจากองค์ความรู้ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง


เปิดตัว AI Business Accelerator ประเดิม CP-CoEX

    หนึ่งในโครงการสำคัญของ CP-CoEX คือ “AI Business Accelerator” ซึ่งเป็นแฟล็กชิปโปรแกรมรุ่นแรกภายใต้ Business Co-Creation (B2B) โดยนำแนวคิด Global Learning & Innovation Platform มาสู่การปฏิบัติ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางวิชาการ ความเชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม และโจทย์ธุรกิจจริง เพื่อพัฒนาบุคลากรให้สามารถนำความรู้ด้าน AI ไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง

    หลักสูตรมีระยะเวลา 12 สัปดาห์ รวม 96 ชั่วโมง มีผู้เข้าร่วม 60 คน จาก 11 บริษัท ได้แก่ CPF, CP ALL, CP Axtra และ True รวมถึงพันธมิตรจากบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นนำอย่าง Huawei, Tencent, AWS, KAO, Schneider Electric, Mitsubishi Electric และ SCG


    ผู้เข้าร่วมจะร่วมกันพัฒนา 7 โครงการ AI จากโจทย์ธุรกิจจริง โดยเป้าหมายของหลักสูตรไม่ได้หยุดอยู่เพียงการได้รับประกาศนียบัตร แต่ต้องสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่โซลูชัน AI ต้นแบบ หรือแนวทางพิสูจน์ความเป็นไปได้ แผนธุรกิจ ตลอดจนแผนการทดลองใช้งานและขยายผลที่มีศักยภาพกระทั่งนำไปใช้ได้จริงในองค์กร

    สำหรับการเปิดห้องเรียนวันแรกของ AI Business Accelerator ถูกออกแบบให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่ระดับนโยบายประเทศไปจนถึงการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ โดยมีทั้งผู้นำประเทศ ผู้นำธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้าร่วมถ่ายทอดประสบการณ์

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดบทเรียน AI 001: “AI Unleash – From Policy to Action (National AI Policy)” ถ่ายทอดมุมมองด้านนโยบาย AI และทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์


    ขณะที่ ธนินท์ ถ่ายทอดบทเรียน LD 001: “Future Ready Leader (AI Leadership Development)” โดยกล่าวว่า “AI จะมาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะเครือซีพีอยู่ในเรื่องเกษตร อุตสาหกรรม บริการ โทรศัพท์ ทีวี ผมว่า AI จะเข้าไปทุกส่วน รวมทั้งเรื่องสุขภาพ หมอ ไม่มีส่วนไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI ในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็เริ่มแล้ว”

    ธนินท์ระบุว่า แม้ AI จะถูกมนุษย์คิดค้นและพัฒนาขึ้นเพื่อให้มนุษย์นำมาใช้งาน แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง AI กลับมีความสามารถในการคิดและประมวลผลที่ก้าวล้ำกว่ามนุษย์ จนอาจสร้างผลลัพธ์ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของผู้พัฒนาในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ธนินท์เชื่อว่ามนุษย์ยังมีความได้เปรียบจากความเป็นมนุษย์และจิตวิญญาณ ขณะที่ AI มีข้อได้เปรียบด้านการเก็บรักษาความรู้และข้อมูลจากคนรุ่นก่อน ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้มาต่อยอดได้ ดังนั้น แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้งาน แต่สิ่งสำคัญคือมนุษย์ต้องเรียนรู้และใช้ AI ให้เป็น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ธนินท์ เจียรวนนท์


    “ผมเลยคิดว่า จากนี้ไปเครือเจริญโภคภัณฑ์จะเปลี่ยนแปลง ไม่ให้ AI ทิ้งอยู่ข้างหลัง ต้องสร้างคนเครือซีพีให้เข้าใจ AI และยังไม่พอ ต้องสร้างคนทุกระดับ แต่ต่อไปผมคิดว่ามนุษย์จะไม่มีระดับมากไป เพราะมี AI มาช่วยทำให้มนุษย์เก่งขึ้นทุกคน และคนที่จะเก่งกว่าคือคนอัจฉริยะ คนที่สนใจ ทุ่มเท เรียนรู้”

    อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ธนินท์มองว่าการผลิตยังเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ความรู้และเทคโนโลยีก็เปลี่ยนเร็วขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องปรับตัวและนำ AI รวมถึงระบบอัตโนมัติมาใช้ เพื่อเพิ่มความเร็ว ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพสินค้าให้สามารถแข่งขันได้ โดยหัวใจสำคัญคือ “เร็วขึ้น แต่ต้องมีคุณภาพ” พร้อมนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูล ขณะที่ด้านโลจิสติกส์ก็ต้องประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    “ดังนั้นเครือเจริญโภคภัณฑ์ต้องสร้างคนทุกระดับที่ใช้ AI ผมเชื่อว่าคนในซีพีในอนาคต ระดับอาจจะเหลือ 2 ระดับเท่านั้น ไม่ใช่ 3-5 ระดับ เพราะ AI และข้อมูลสื่อสารมันเร็ว สมัยก่อนรบกันอาจจะต้องขี่ม้า 3 คืนกว่าจะมาถึงเมืองหลวงเพื่อส่งข้อมูล แต่ตอนนี้ส่งข้อมูลผ่านดาวเทียม รู้หมดว่าข้างหน้าเขารบกันอย่างไร เพราะฉะนั้นการตัดสินใจทุกอย่างจะเร็วกว่าสมัยโบราณ ดังนั้นคนที่อยู่หน้างานจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ต้องใช้คนเก่ง ต้องให้อำนาจ ก็ต้องใช้ AI กับใช้ข้อมูล” ธนินท์กล่าว

    แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของธนินท์ที่ย้ำมาโดยตลอดว่า ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้า ยิ่งต้องเร่งสร้างคนให้ก้าวทัน เพราะท้ายที่สุด “คน” คือผู้คิด ผู้สร้าง และผู้นำเทคโนโลยีไปใช้

    นอกจากนี้ ผู้เรียนยังได้เรียนรู้ต่อเนื่องในหัวข้อ AI 002: “ผู้นำในยุค AI” จากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของ NVIDIA, IBM, Accenture และมหาวิทยาลัย Xi’an Jiaotong-Liverpool (XJTLU) สะท้อนแนวทางการเรียนรู้ของ CP-CoEX ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ นโยบาย - ภาวะผู้นำ - เทคโนโลยี - ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

    ทั้งนี้ AI Business Accelerator เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ CP-CoEX โดยมีแผนขยายแพลตฟอร์มการเรียนรู้ไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ การผลิตอัจฉริยะ เกษตรอัจฉริยะ อาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมด้านสุขภาพ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีข้อมูลและระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีเชิงลึก

    เป้าหมายของ CP-CoEX จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างบุคลากรที่ “ใช้ AI เป็น” แต่ต้องการพัฒนาผู้นำที่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยง ธุรกิจ เทคโนโลยี ภาวะผู้นำ และการลงมือปฏิบัติ เข้าด้วยกัน พร้อมนำองค์ความรู้ระดับโลกมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างผู้นำแห่งอนาคต ขีดความสามารถแห่งอนาคต และธุรกิจแห่งอนาคต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศไทยบนเวทีโลก



ภาพ: เครือเจริญโภคภัณฑ์



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : มุมมองจากซีอีโอ JPMorgan “ทักษะ” สำคัญกว่าใบปริญญา สู่การรื้อระบบจ้างงาน เลิกดูเกรด หันมาวัดกันที่ฝีมือ

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine