ท่ามกลางกระแสการเข้ามาลงทุนในธุรกิจ “โรงเรียนนานาชาติ” ของกลุ่มทุนในไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือ “กลุ่มสยามกลการ” ของครอบครัวพรประภา ที่มีธุรกิจการศึกษาอยู่บ้างแล้วคือโรงเรียนดนตรียามาฮ่า ก็กระโดดเข้าสู่ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติด้วยคน โดยลงทุนกว่า 1.6 พันล้านบาท สร้าง “โรงเรียนนานาชาติไฮเกต” ที่ จ.ชลบุรี และล่าสุดเปิดสอนอย่างเป็นทางการแล้ว
ตลอดช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยขยายตัวอย่างมาก มีโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่กระจายตัวทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองสำคัญของแต่ละภูมิภาค ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ในปี 2567 คาดว่าตลาดโรงเรียนนานาชาติเติบโต 13% จากปีก่อนหน้า และมีมูลค่ามากกว่า 8 หมื่นล้านบาท
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังระบุอีกว่า ปีการศึกษา 2567 นักเรียนไทยในโรงเรียนไทยอยู่ที่ 8.8 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 8.9 ล้านคน แต่นักเรียนไทยในโรงเรียนนานาชาติ เพิ่มขึ้นจาก 70,000 คน เป็น 77,000 คน
กระแสความสนใจส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ เกิดจากหลายปัจจัยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น ความคาดหวังด้านคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศ รวมถึงครอบครัวนักธุรกิจ และผู้บริหารองค์กรต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย มีความต้องการของมองหาโรงเรียนนาชาติที่ได้คุณภาพและตอบโจทย์การศึกษาให้บุตรหลาน
กระแสดังกล่าวนำมาซึ่งเทรนด์การพัฒนาโรงเรียนนานาชาติของกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ในประเทศ หลายรายเลือกโรงเรียนนานาชาติเป็นอีกทางเลือกของการลงทุน เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มที่มองหาที่เรียนให้กับบุตรหลานได้รับการศึกษาดี และผู้ที่เข้ามาในธุรกิจนี้ล่าสุดก็คือ “กลุ่มสยามกลการ” ของตระกูลที่ติดอันดับมหาเศรษฐีไทยของ Forbes อย่าง “ครอบครัวพรประภา”
“เรามองว่าดีมานด์ของโรงเรียนนานาชาติที่มีคุณภาพสูงยังเป็นที่ต้องการอยู่ และกลุ่มของเรามองโปรเจ็กต์นี้เป็นโครงการระยะยาว โดยตอนนี้เราคงโฟกัสในการมอบประสบการณ์เรียนที่ดีที่สุดก่อน” ธันยพร พรประภา ตั้งคารวคุณ หลานตาของ ดร.ถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้งกลุ่มสยามกลการ ซึ่งปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการโรงเรียน โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ให้มุมมองถึงความต้องการในตลาดโรงเรียนนานาชาติในไทย ท่ามกลางสภาวะโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้น สวนทางกับอัตราการเกิดของเด็กไทยที่น้อยลง

มุมมองของเธอที่ว่า “โรงเรียนนานาชาติที่มีคุณภาพสูง ยังเป็นกลุ่มที่มีความต้องการ” นำมาสู่การก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกของครอบครัวพรประภาอย่าง “โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย” ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.ชลบุรี และเปิดการสอนอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เหนือไปจากเรื่องแง่มุมธุรกิจ การเข้าสู่ภาคการศึกษาของครอบครัวพรประภานั้นเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในด้านการศึกษาของ ดร.ถาวร ดังที่ธันยพรให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการนี้เมื่อปี 2568 ว่า
“ประสบการณ์ชีวิตของคุณตาของเมย์ (ธันยพร) ทำให้ท่านมองชัดเจนมาตลอดว่าของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดคือการศึกษา ท่านมีความเชื่อแบบนี้ เพราะตัวท่านเองนั้นไม่เคยได้มีโอกาสไปโรงเรียน เมื่อท่านมีอายุเพียง 10 ขวบ ท่านต้องทำงานตอนกลางวัน และเรียนหนังสือด้วยตัวเองในตอนกลางคืน ความสำเร็จของท่านไม่เคยทำให้ท่านมองข้ามคุณค่าของการศึกษา ตรงกันข้าม ท่านกลับยิ่งเชื่อมั่นในพลังของการเรียนรู้ และถ่ายทอดความเชื่อนี้ไปสู่ครอบครัวและองค์กรของเรา เพื่อให้เราทุกคนเห็นความสำคัญของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต”
การเปิดโรงเรียนนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจการศึกษาของครอบครัวพรประภา ที่ได้ริเริ่มโดย ดร.ถาวร ที่เปิดโรงเรียนดนตรีสยามกลการเมื่อ 60 ปีก่อน และได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “ดนตรียามาฮ่า” ในปัจจุบัน
โรงเรียนไฮเกตแห่งแรกนอก UK
โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ถือเป็นแคมปัสแห่งแรกนอกสหราชอาณาจักรของโรงเรียนจากอังกฤษที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 460 ปีอย่าง Highgate School
ธันยพรกล่าวว่า สาเหตุที่เลือกไฮเกตมาเปิดในไทย เนื่องจากเป็นหนึ่งในโรงเรียนชั้นนำ 10 อันดับแรกของสหราชอาณาจักร มีนักเรียนได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oxord และ Cambridge รวมประมาณ 30 คนต่อปี ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูง อย่างไรก็ตาม ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการดังกล่าวไม่ได้มาพร้อมกับความกดดันหรือความเครียดของนักเรียน
โดยจากการเข้าเยี่ยมชมโรงเรียนหลายครั้งของเธอ พบว่านักเรียนมีความสุขกับการเรียนและมีความต้องการมาโรงเรียน ขณะที่ครูมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันนักเรียนในหลากหลายด้าน สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งของไฮเกต

“core value ของเขาคือส่งเสริมให้คนรักการเรียนรู้ตลอดชีพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของคุณตา ดร.ถาวร พรประภา ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาตลอด เพราะท่านมองว่าการศึกษาไม่ควรหยุดอยู่ที่โรงเรียน ควรจะมีความต่อเนื่องไปตลอดชีพ ยิ่งเราอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเร็ว จึงมองว่า value นี้สำคัญมาก ซึ่งไฮเกตทำได้ดี เขาสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กตระหนักและรักการเรียนรู้ ตื่นเต้นที่จะมาโรงเรียน” ธันยพรกล่าว
เธอยังบอกอีกว่า การที่ไฮเกตเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกนอกสหราชอาณาจักรในการขยายการดำเนินงาน ส่วนหนึ่งมาจากการมองหาพันธมิตรที่มีความน่าเชื่อถือและมีความมั่นคง โดยกลุ่มสยามกลการมีประสบการณ์ด้านการศึกษาจากการดำเนินงานโรงเรียนดนตรียามาฮ่า รวมถึงมีแนวคิดด้านการศึกษาที่สอดคล้องกับปรัชญาของไฮเกต โดยเฉพาะแนวคิดของ ดร.ถาวร จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฮเกตเกิดความเชื่อมั่นและเลือกเข้ามาร่วมมือกับกลุ่มสยามกลการ


สระว่ายน้ำโอลิมปิก-สนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA
สำหรับโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ตัวโรงเรียนตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 70 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินที่มีอยู่แล้วของครอบครัวพรประภา ทำเลอยู่ใกล้กับสนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ ซึ่งเป็นอีกธุรกิจหนึ่งของครอบครัวเช่นกัน โดยโรงเรียนได้เริ่มเปิดการเรียนการสอนเฟสแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
ธันยพรบอกอีกว่า สาเหตุที่เลือกปักหมุดโรงเรียนแห่งนี้ที่ จ.ชลบุรี เนื่องจากมีแนวคิดหลักคือการให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและเอื้อต่อการใช้ชีวิตของนักเรียน

โดยออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวมากถึง 30% ส่วนที่เหลือเป็นห้องเรียนที่ทันสมัย ห้องสมุดและพื้นที่สำหรับการค้นคว้า ห้องสตูดิโอศิลปะและดนตรี อาคารออดิทอเรียมขนาด 450 ที่นั่ง สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน FIFA สระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิก ฯลฯ โดยทั้งหมดหลีกเลี่ยงการก่อสร้างอาคารสูง แต่เลือกออกแบบเป็นกลุ่มอาคารที่กระจายตัว เพื่อให้นักเรียนได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติและมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
ขณะที่ชลบุรีจึงเป็นทำเลที่มีความเหมาะสม เนื่องจากมีครอบครัวที่มีกำลังซื้อและให้ความสนใจกับการศึกษานานาชาติที่มีคุณภาพอยู่จำนวนมาก จึงมองว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพในการรองรับโรงเรียนและตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวในพื้นที่

“กลุ่มครอบครัวในพื้นที่นี้มีความหลากหลาย เนื่องจากเป็นพื้นที่ EEC ทำให้มีชาวต่างชาติที่ดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหารเข้ามาพำนักในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มครอบครัวที่มีลักษณะกึ่งดิจิทัลโนแมด (digital nomad) รวมถึงครอบครัวคนไทยที่เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารในพื้นที่ด้วย” ธันยพรกล่าว

ด้าน เบน คีลลิ่ง ครูใหญ่ โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย กล่าวว่า ในแง่ของการคัดเลือกบุคลากรเพื่อเข้ามาทำงานที่นี่นั้น ไฮเกตให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยทำงานร่วมกับทีมของไฮเกตในสหราชอาณาจักร และมีกระบวนการสัมภาษณ์ที่เข้มข้นเป็นพิเศษ เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณสมบัติและแนวคิดสอดคล้องกับค่านิยมหลักของโรงเรียน โดยบุคลากรโดยเฉพาะคุณครูจะต้องได้รับใบรับรองมาตรฐานต่างๆ จาก UK
“หัวหน้าแผนกต่างๆ ของไฮเกตจะทำงานร่วมกับทีมของไฮเกตในสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณาว่าส่วนใดสามารถนำมาปรับใช้หรือผสมผสานให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยได้มากที่สุด โดยมีการติดตามและหารือร่วมกันเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าหลักสูตรมีความเหมาะสม สามารถดึงศักยภาพของนักเรียนออกมาได้อย่างเต็มที่ และสนับสนุนให้นักเรียนในประเทศไทยได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ในมาตรฐานเดียวกับนักเรียนที่สหราชอาณาจักร ควบคู่กับการปรับรูปแบบบางส่วนให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย” เบนกล่าว

เขายังบอกอีกว่า ขณะเดียวกัน โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับระบบธรรมาภิบาล เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทของชลบุรี โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์และ DNA ของไฮเกตไว้
สำหรับค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เริ่มต้นที่ 595,000 บาท/ปี และสูงสุดคือระดับ senior อยู่ที่ 1,065,000 บาท/ปี โดยปัจจุบันเปิดการสอนสำหรับนักเรียนระดับเตรียมอนุบาลและประถมศึกษา (pre-prep และ junior school อายุ 2-11 ปี) แล้ว มีนักเรียนที่ถือเป็นรุ่นก่อตั้ง 100 คน เป็นคนไทยและต่างชาติในสัดส่วน 50:50


โรงเรียนยังวางแผนเปิดระดับมัธยมศึกษา (senior school) ในปี 2570 และเปิดรับนักเรียนแบบประจำ (boarding school) ในปี 2571 ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มอายุ 11 ปีขึ้นไป และรับได้เต็มที่ถึง 150 คน
ภาพ: โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย
ออกแบบภาพปก: ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ครอบครัว ‘พรประภา’ และกลุ่มสยามกลการ ทุ่ม 1,600 ล้านบาท สร้างโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ที่ชลบุรี
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


