เมื่อโลกหมุนไวและคาดเดาไม่ได้ “กระทิง พูนผล” ชี้ทางรอดผ่านหนังสือ “Unbeatable” เสนอ 7 ทักษะสู้ชีวิตในยุคที่โลกไม่ใจดีกับเรา ชี้ความสำเร็จยุคใหม่ไม่ใช่การไม่เคยแพ้ แต่คือความสามารถในการล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่าและกลับมาชนะได้ พร้อมแนะเคล็ดลับบริหารจิตใจ สร้างความแกร่งจากภายใน ควบคู่กับการเป็นคนที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วย
เมื่อ AI สงครามการค้า ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน กำลังเข้ามาเปลี่ยนกติกาการทำงานและการใช้ชีวิต
“กระทิง พูนผล” ผู้ร่วมก่อตั้ง H.O.W. (House of Wisdom) มองว่า ปี 2570 จะเป็นอีกปีที่ผู้คนต้องเตรียมพร้อมรับมือความไม่แน่นอน เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุค permanently disrupted ที่ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง
มุมมองดังกล่าวเป็นที่มาของหนังสือ “Unbeatable: ต่อให้โลกโหดร้ายแค่ไหน ฉันจะไม่พ่ายแพ้” ซึ่งกระทิงเปิดตัวพร้อมถ่ายทอดแนวคิดว่า กติกาความสำเร็จแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อระเบียบโลกเก่ากำลังเปลี่ยนแปลง ขณะที่ระเบียบโลกใหม่ยังไม่ชัดเจน ทั้งบุคคลและองค์กรจึงต้องปรับตัวให้ทันกับความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้ยาก
“playbook แห่งความสำเร็จแบบเดิมใช้ไม่ได้แล้ว เราไม่สามารถร้องขอให้โลกใจดีกับเราได้ตลอดไป” กระทิงกล่าว
ภายใต้โจทย์ดังกล่าว หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งเล่าประวัติชีวิตของผู้เขียน แต่รวบรวมแนวทางรับมือความล้มเหลวและวิกฤตจากประสบการณ์จริง ผสานองค์ความรู้ด้านประสาทวิทยา จิตวิทยา ธรรมะ และภาวะผู้นำ เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางฝึกฝนที่นำไปปรับใช้ได้ ตั้งแต่การจัดการอารมณ์และสร้างวินัย ไปจนถึงการฟื้นตัวจากวิกฤตที่กระทบต่อความเชื่อมั่นและตัวตน
Unbeatable ไม่ใช่การไม่เคยแพ้ แต่คือล้มแล้วกลับมาชนะได้
หัวใจของแนวคิด unbeatable ไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนที่ไม่มีใครเอาชนะได้ หรือเก่งจนไม่มีใครเทียบได้ แต่คือ “The ability to fail repeatedly and eventually win anyway” หรือความสามารถในการล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะกลับมาประสบความสำเร็จได้ในที่สุด
กระทิงมองว่า ความล้มเหลวไม่จำเป็นต้องเป็นข้อสรุปของชีวิต แม้วันนี้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ความผิดพลาดครั้งล่าสุดกำหนดอนาคตทั้งหมด โดยเขายอมรับว่าตัวเองผ่านความล้มเหลวมานับพันครั้ง และได้ข้อสรุปว่า “Until death, all defeat is psychological” หมายถึง ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ วิธีที่เรารับมือกับความพ่ายแพ้ยังมีผลต่อการเดินหน้าต่อไป
อย่างไรก็ตาม การรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อาศัยความแข็งแกร่งเพียงด้านเดียว กระทิงเสนอว่าคนยุคนี้ต้องพัฒนาทักษะควบคู่กัน 2 ด้าน ได้แก่ likable และ unbeatable
โดยด้าน likable คือการเป็นคนที่ผู้อื่นอยากร่วมงานด้วย ทั้งเข้าถึงง่าย น่าเชื่อถือ และแสดงความตั้งใจจริง ส่วน unbeatable คือความสามารถในการยืนหยัดและฟื้นตัวเมื่อเผชิญปัญหา
กระทิงมองว่า หากมีเพียงความเป็นคนที่ใครๆ ชื่นชอบ แต่ขาดความแข็งแกร่งภายใน ก็อาจเปราะบางเมื่อเจอแรงกดดัน ขณะที่คนที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ก็อาจต้องต่อสู้เพียงลำพัง
7 ทักษะ Unbeatable รับมือโลกผันผวน
เพื่อสร้างสมดุลและพัฒนาความแข็งแกร่งภายในดังกล่าว กระทิงได้วางโครงสร้างทักษะ unbeatable ออกเป็น 3 ระดับตามลักษณะและความรุนแรงของปัญหา
- ระดับที่ 1 unbeatable fundamentals : จัดการปัญหาในชีวิตประจำวัน
ทักษะที่ 1 : ปัด “ขี้นก” ทิ้งภายใน 90 วินาที จัดการความหงุดหงิดจากเรื่องเล็กๆ ให้เร็ว ไม่ปล่อยให้อารมณ์ลบสะสมจนกระทบการทำงานและการใช้ชีวิต
ทักษะที่ 2 : บริหาร “งบดุลทางอารมณ์” เติมพลังบวกด้วยการฝึก daily gratitude หรือขอบคุณสิ่งที่มีในชีวิตทุกวัน เพื่อลดการสะสมของหนี้เสียทางอารมณ์ โดยตั้งเป้าไว้ต่ำกว่า 5%
ทักษะที่ 3 : สร้างวินัยด้วยการ “อด” และ “ทน” อดสิ่งที่ดึงออกจากเป้าหมาย เช่น การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป และทนทำสิ่งที่จำเป็นแม้ไม่อยากทำ จนกลายเป็นพฤติกรรมประจำวัน
ทักษะที่ 4 : ultra learning เรียนรู้อย่างเข้มข้น ไม่ทำสิ่งเดิมซ้ำโดยไม่ปรับปรุง แต่เรียนรู้จากข้อผิดพลาด ทดลองและเปลี่ยนวิธีทำงาน เพื่อให้ความพยายามนำไปสู่ความก้าวหน้า
- ระดับที่ 2 unbeatable advance : ฟื้นตัวจากวิกฤต
ทักษะที่ 5 : healing & recovery ฟื้นตัวระหว่างที่ชีวิตเดินต่อ เรียนรู้ที่จะปล่อยวางและจัดการความเจ็บปวด ไม่ฝืนตัวเองด้วยความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียว พร้อมฝึก “suffer well” หรือการอยู่กับความทุกข์อย่างเข้าใจ
ทักษะที่ 6 : resilience ไม่เป็นนักโทษของอดีต เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นบทเรียน ไม่จมอยู่กับความผิดพลาดหรือตำหนิตัวเองซ้ำๆ แต่ค่อยๆ ฟื้นตัวและกลับมาเดินหน้าต่อ
- ระดับที่ 3 unbeatable transformation : สร้างตัวตนใหม่
ทักษะที่ 7 : identity transformation เปลี่ยนวิกฤตเป็นจุดเริ่มต้น มองว่าความล้มเหลวไม่ได้กำหนดตัวตนตลอดไป แต่เป็นโอกาสสร้างตัวเองขึ้นใหม่ และเติบโตจากประสบการณ์ผ่านแนวคิด post-traumatic growth
ดังนั้นทุกครั้งที่เผชิญความล้มเหลว เราสามารถเลือกได้ว่าจะมองมันเป็นบาดแผลที่ติดตามตัวไปตลอด หรือใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ post-traumatic growth หรือการเติบโตหลังผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ ที่บ่งบอกว่าคนเราสามารถเรียนรู้ ปรับมุมมอง และพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นได้ทั้งระหว่างและหลังผ่านวิกฤต
จากเรือลำเล็กกลางทะเล สู่การทำใจให้สงบ
นอกจากการฝึกทักษะทั้ง 7 ข้อแล้ว กระทิงยังให้ความสำคัญกับวิธีมองโลกและจัดการสภาพจิตใจ โดยเล่าว่าในช่วงต้นปี เขามองโลกเป็นทะเลที่บ้าคลั่ง และมองตัวเองเป็นเรือลำเล็กที่ต้องพยายามแข็งแรงและคล่องตัวเพื่อเอาตัวรอด
แต่หลังได้ฟังคำสอนจากพระอาจารย์สายวัดป่าท่านหนึ่ง มุมมองดังกล่าวก็เปลี่ยนไป เมื่อท่านกล่าวว่า “คุณไม่ใช่เรือลำเล็กในทะเลบ้าคลั่ง ทะเลที่บ้าคลั่งคือใจของคุณเอง ถ้าทำใจให้นิ่งได้ ทะเลก็สงบ”
คำสอนนี้ทำให้กระทิงหันกลับมาพิจารณาว่า แม้จะไม่สามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงภายนอกได้ทั้งหมด แต่ยังสามารถฝึกวิธีรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ การทำใจให้สงบจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงภายใน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
ขณะเดียวกันเขาย้ำว่าไม่มีใครสามารถเป็น unbeatable ได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง ครอบครัว คู่ชีวิต และกัลยาณมิตร ล้วนเป็นแรงสนับสนุนทางสังคมที่ช่วยให้คนคนหนึ่งผ่านช่วงเวลายากลำบากได้
โดยกระทิงเล่าว่า หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของเขาคือคุณแม่ ซึ่งเคยผ่านวิกฤตเฉียดตายมาแล้ว 6 ครั้ง และมักย้ำกับเขาว่า “ต่อให้ปัญหามันยิ่งใหญ่แค่ไหน ถ้ามันไม่ยิ่งใหญ่เท่าความตาย ทิงมีเลือดของแม่ จึงต้องเป็นผู้ชนะ”
ดังนั้นสำหรับกระทิง การเตรียมพร้อมรับโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้หมายถึงการพยายามควบคุมทุกสถานการณ์ หรือบังคับตัวเองให้เข้มแข็งตลอดเวลา แต่คือการฝึกจัดการอารมณ์ สร้างวินัย เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ฟื้นตัวจากความล้มเหลว และพร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อวิธีเดิมไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสรุปผ่านประโยคที่ว่า “Sometimes losing yourself can be the beginning of finding yourself again.” หรือบางครั้งการสูญเสียตัวตน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบตัวเองอีกครั้ง
ภาพ : กระทิง พูนผล
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ไฮเกต” โรงเรียนอินเตอร์ 1.6 พันล้านของ “ตระกูลพรประภา” เปิดสอนแล้ว! ปักหมุดชลบุรีแคมปัสแรกนอก UK ชูการศึกษามาตรฐานอังกฤษ
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


