แกร็บ เผยอินไซต์ 7 ประเทศอาเซียนออเดอร์อาหารไทยในปี 2568 ยอดรวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท นำโดยผัดกะเพรา ข้าวผัด และผัดไทย พร้อมเปิดพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติเรียกรถไปแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกว่า 3.6 ล้านเที่ยว ขณะที่สินค้าชุมชนมียอดสั่งซื้อจากชาวต่างชาติเติบโต 50% สะท้อนบทบาทแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว อาหาร และสินค้าท้องถิ่น ต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทยสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง โดยได้รับการจัดให้เป็นอันดับ 1 ของเอเชียและอันดับ 8 ของโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในประเทศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจไทย มีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 2.7 ล้านล้านบาท ขณะที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมมีมูลค่าสูงถึง 1.63 ล้านล้านบาท
เธอระบุว่า เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของไทย มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย รสชาติอาหารที่โดดเด่น สินค้าชุมชนและภูมิปัญญาไทย ตลอดจนศาสตร์และศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยือน การเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชนจำนวนมาก
จันต์สุดากล่าวว่า สำหรับ แกร็บ ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการด้านการเดินทาง สั่งอาหาร ส่งพัสดุ และซื้อสินค้า มีบทบาทสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยผ่านการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และเป็นแพลตฟอร์มเป็นตัวกลางเชื่อมโยงคนจากทั่วโลกให้เข้าถึงวัฒนธรรมไทย โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีออเดอร์รวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท จาก 7 ประเทศ (กัมพูชา, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เมียนมาร์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม)
เธอระบุด้วยว่า การอำนวยความสะดวกทั้งในด้านการเดินทาง สั่งอาหาร และซื้อสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยถึง 1.5 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568)
ทั้งนี้ จันต์สุดากล่าวว่า ฐานผู้ใช้งานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวน 54 ล้านคน โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่บริษัทให้ความสนใจ เนื่องจากมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของผู้ใช้งานในประเทศไทย อีกทั้งนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศในภูมิภาคต่างมีแอปพลิเคชัน แกร็บ อยู่แล้ว จึงช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้บริการระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งการเรียกรถ สั่งอาหาร และซื้อสินค้า

เจาะพฤติกรรมนักท่องเที่ยว ดันธุรกิจไทยเติบโตผ่านแพลตฟอร์ม
จันต์สุดากล่าวว่า แกร็บยังคงมุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและความแข็งแกร่งของอีโคซิสเต็มมาเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงเสน่ห์ของไทยในหลากหลายมิติ ภายใต้กลยุทธ์ T.A.S.T.E ซึ่งประกอบด้วย travel, awake, support, transform และ elevate โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความสนใจของนักท่องเที่ยว ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการและผลักดันอัตลักษณ์ไทยสู่ตลาดสากล
จากข้อมูลบนแพลตฟอร์มพบว่า ในปี 2568 มีการเรียกรถไปยังแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศกว่า 3.6 ล้านเที่ยว โดย 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปราสาทสัจธรรม เมืองโบราณสมุทรปราการ และพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ขณะที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช มียอดเรียกรถเติบโตขึ้น 30% หลังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยอดเรียกรถจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 20% ส่วนยอดเรียกรถเดินทางไป-กลับสนามมวยเวทีราชดำเนินเติบโตขึ้น 2 เท่า และตลอดปี 2568 มีการเรียกรถไป-กลับสนามมวย โรงละคร และร้านนวดแผนโบราณยอดนิยมรวมกว่า 3 แสนครั้ง สะท้อนความสนใจของนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แต่ยังครอบคลุมเทศกาล ศิลปะการแสดง กีฬา และภูมิปัญญาไทย
ด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ข้อมูลบน Grab Mart พบว่า SME และร้านค้าชุมชนมีสัดส่วนรวมกัน 74% ของร้านค้าทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม ขณะที่สินค้ากลุ่มเครื่องหอมไทย เช่น เทียนหอม ยาดม และก้านไม้หอม มียอดจำหน่ายรวม 2.5 แสนชิ้น และยอดสั่งซื้อสินค้าชุมชนจากชาวต่างชาติเติบโตขึ้น 50% สะท้อนโอกาสของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในการเข้าถึงผู้บริโภคต่างชาติผ่านช่องทางดิจิทัล

ขณะเดียวกัน แกร็บยังใช้เครือข่ายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สนับสนุนการขยายตลาดของแบรนด์ไทย โดยมีตัวอย่างความร่วมมือในการผลักดันแบรนด์ Emily's เข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ พร้อมจัดเวที แกร็บ 5-Star Eats เพื่อยกย่องร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย รวมถึงประชาสัมพันธ์ร้านอาหารและเมนูไทยผ่านป้ายโฆษณาดิจิทัลบริเวณไทม์สแควร์ New York สหรัฐอเมริกา
สำหรับการยกระดับอาหารไทย แกร็บจัดงาน Grab ThumbsUp Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อเชิดชูร้านอาหารยอดนิยมบนแพลตฟอร์ม พร้อมร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในโครงการ The Lost Taste เพื่อค้นหาและฟื้นฟูรสชาติอาหารไทยที่กำลังเลือนหาย โดยข้อมูลพฤติกรรมการสั่งอาหารของชาวต่างชาติพบว่า 3 เมนูยอดนิยม ได้แก่ ผัดกะเพรา ข้าวผัด และผัดไทย ขณะที่ส้มตำและชาไทยยังคงเป็นเมนูขายดีบนแพลตฟอร์ม ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 13 ล้านจาน และ 8.6 ล้านแก้ว ตามลำดับ
ภาพ: แกร็บ
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ดีลล่ม! ไต้หวันเบรก Grab ซื้อ Foodpanda 600 ล้านเหรียญ หวั่นกระทบการแข่งขัน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


