“Bluebik” ปักธงปี 2569 ตั้งเป้าเติบโต 20% รับดีมานด์ AI-Cloud-Virtual Bank โตแรง วางแผนดันบริษัทลูกเข้า IPO ใน 3-5 ปี
บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร (Digital Enterprise Transformation) เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2569 ซึ่งจะเดินหน้าขยายศักยภาพการเติบโตท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและความผันผวนทางธุรกิจ ด้วยการรุกตลาด AI, Cloud และ Virtual Bank เป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ พร้อมยกระดับโครงสร้างองค์กรให้รองรับการขยายตัวในระยะยาว
พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บลูบิคเป็นบริษัทไทยรายเดียวที่ให้บริการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแบบครบวงจร ตั้งแต่การวางกลยุทธ์องค์กร ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้งานจริงในทุกมิติ ปัจจุบันบริษัทได้ทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ AI และเทคโนโลยีมากกว่า 1 พันคน พร้อมสำนักงานในประเทศไทย อินเดีย อังกฤษ และเวียดนาม
สำหรับปี 2569 แม้จะเป็นปีที่มีความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจ แต่บลูบิคเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการรับมือกับความผันผวนมาอย่างต่อเนื่อง และที่ผ่านมาก็เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทในอุตสาหกรรมที่สามารถเติบโตได้ แม้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเชื่อว่าปีนี้จะยังสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

เพิ่มบริการลูกค้า-เสริมแกร่งองค์กร-เดินหน้าหาพาร์ตเนอร์
พชร กล่าวว่า แผนสำคัญอันดับแรกของบลูบิค คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีเกิดประโยชน์สูงสุด บริการที่บลูบิคนำเสนอให้องค์กรต่างๆ จะต้องช่วยปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจ และยกระดับศักยภาพขององค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของหลายอุตสาหกรรม จากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะ AI ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจ บริษัทปรับตัวได้เร็วจะสามารถยกระดับขีดความสามารถได้ ส่วนองค์กรที่ตามไม่ทันอาจเผชิญความเสี่ยงในการถูกดิสรัปต์ บลูบิคจึงมุ่งสนับสนุนให้ลูกค้าผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมั่นคง
ทั้งนี้ การนำ AI มาใช้ ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนการทำงาน แต่ต้องเข้าใจข้อจำกัดของ AI และผสานประสบการณ์ของมนุษย์เข้าไป เพื่อลดความผิดพลาด และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบที่นำไปใช้งานจริง
แผนงานลำดับต่อมา คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจและระบบปฏิบัติการภายในองค์กรของบลูบิคให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ครอบคลุมทั้งการลงทุนด้านเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้ AI และการปรับโครงสร้างองค์กรให้พร้อมต่อการเติบโตในระยะยาว
ที่ผ่านมา บลูบิคให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร ด้วยการนำ AI มาใช้ภายในองค์กรควบคู่กับการพัฒนาทักษะพนักงาน โดยเชื่อว่าการมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะช่วยให้การใช้ AI เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
โดย พชร มองว่า AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และลดความผิดพลาดในกระบวนการต่างๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ บลูบิคจึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ว่าเทคโนโลยีสามารถนำไปปลดล็อกคุณค่าให้ลูกค้าในจุดใดได้บ้าง และพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
ส่วนแผนงานลำดับที่สาม คือการแสวงหาโอกาสใหม่ผ่านการร่วมทุน (JV) และการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งที่ผ่านมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบูลบิค ทั้งในแง่รายได้ เสถียรภาพ และความสามารถในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ตั้งเป้ารายได้โต 20% จากดีมานด์ AI-Cloud-Virtual Bank
พชร กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ บลูบิคตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 20% โดยมีรายได้หลักจากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI, Cloud และ Virtual Bank ซึ่งคาดว่าธุรกิจ AI จะเป็นแหล่งรายได้หลัก ขณะที่ Virtual Bank จะเริ่มสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มาจากการเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างเครือข่าย ความเชี่ยวชาญ และโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรให้แข็งแกร่งในระยะยาวด้วย
สำหรับตลาดในประเทศ พชร มองว่า ความต้องการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันยังเติบโตต่อเนื่อง โดย 97% ขององค์กรขนาดใหญ่ในปัจจุบันอยู่ในช่วงเริ่มต้นใช้งาน AI และในระยะถัดไปจะเป็นการนำไปใช้ในระบบหลักของธุรกิจ ซึ่งจะต่อยอดไปสู่การพัฒนาแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ทำให้ตลาดดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต
นอกจากนี้ ในกลุ่มสถาบันการเงินและธนาคาร ก็กำลังเข้าสู่ยุค Virtual Bank ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินไทย หลังจากไม่มีการให้ license ธนาคารใหม่มานานกว่า 40 ปี
“การพัฒนา Virtual Bank ภายในระยะเวลาเพียง 1-2 ปี เป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก แต่บริษัทมั่นใจในศักยภาพของทีมงานที่สามารถสนับสนุนลูกค้าได้อย่างครบวงจร”
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือการลงทุนด้าน Cloud ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังผู้ให้บริการรายใหญ่ประกาศตั้ง Cloud Region ในประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้องค์กรต่างๆ เร่งย้ายระบบขึ้นสู่คลาวด์ ภายใต้นโยบาย Cloud First ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนดีมานด์ในตลาดอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การย้ายระบบขึ้น Cloud ไม่ใช่เพียงการยกโครงสร้างเดิมขึ้นไปใช้งาน แต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน ทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งบลูบิคมีความพร้อมในการให้บริการแบบครบวงจร
สำหรับลูกค้าหลักของบลูบิคในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม SET100 แต่หากคิดตามสัดส่วนรายได้ จะเป็นลูกค้าภาครัฐประมาณ 15% และที่เหลือเป็นเอกชน โดยคาดว่าสัดส่วนลูกค้าภาครัฐจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% จากกระแส Cloud First และการนำ AI มาใช้ในหน่วยงานต่างๆ
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทได้เน้นตลาดในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้รายได้ในประเทศเติบโต ขณะที่สัดส่วนรายได้ต่างประเทศอาจลดลงบ้าง อย่างไรก็ตามในปี 2569 บริษัทจะกลับมาโฟกัสตลาดต่างประเทศอีกครั้ง เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตและกระจายความเสี่ยง โดยเป้าหมายคือกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งไทยมีความได้เปรียบจากประสบการณ์และกรณีศึกษาที่สามารถต่อยอดสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้
ขณะที่ปัจจุบัน บลูบิคและบริษัทร่วมทุนมีงานในมือ (Backlog) ณ ไตรมาส 3 ปี 2568 ประมาณ 1 พันล้านบาท โดยมีโครงการด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
“การที่เราเติบโตแบบนิวไฮได้ในทุกๆ ปี เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าบลูบิคไม่ได้แค่สร้างการเติบโตในระยะสั้น แต่เราสามารถสร้างรากฐานการเติบโตได้ในระยะยาว” พชร กล่าว
ทุ่มงบ R&D-พัฒนาระบบ 100 ล้าน-ดันบริษัทลูก IPO
สำหรับการลงทุนในปี 2569 นี้ พชร เผยว่า บูลบิคได้จัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในสัดส่วนประมาณ 25% ของยอดขาย เพื่อศึกษาตลาด พัฒนาเครื่องมือ และออกแบบโซลูชันให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย
นอกจากนี้ ยังมองหาโอกาสในการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงลงทุนพัฒนาเครื่องมือภายในองค์กร และระบบ AI ด้วยงบประมาณเกือบ 100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน
ที่สำคัญในอนาคตอันใกล้ บลูบิคมีแผนผลักดันบริษัทในเครือเข้าสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในระยะเวลา 3-5 ปี เพื่อเสริมศักยภาพทางการเงิน และรองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว

