ไล่คนออกเพราะ AI อาจไม่คุ้ม! การ์ทเนอร์คาด 30% ต้องจ้างกลับภายในปี 2572 และอาจต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

ไล่คนออกเพราะ AI อาจไม่คุ้ม! การ์ทเนอร์คาด 30% ต้องจ้างกลับภายในปี 2572 และอาจต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

FORBES THAILAND / ADMIN
14 Oct 2026 | 04:52 PM
READ 116

ไล่คนออกเพราะ AI อาจไม่คุ้ม! การ์ทเนอร์คาดภายในปี 2572 ภาคธุรกิจต้องจ้างพนักงานที่เคยปลดออกให้กลับมาทำงานใหม่ราว 30% และอาจต้องจ่ายค่าจ้างแพงกว่าเดิม พร้อมแนะ 4 เทรนด์การเปลี่ยนแปลงสำหรับการเลือกใช้เทคโนโลยีในองค์กรให้ตรงจุด


    การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชี้ เมื่อเทคโนโลยี AI ยังคงเร่งสปีดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างก้าวกระโดด ผู้บริหารไอทีจึงจำเป็นต้องพร้อมรับมือกับ 4 เทรนด์สำคัญเพื่อรับมือโลกการทำงานในอนาคต

    Tori Paulman รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปยุคเริ่มต้น AI จะพบความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด นั่นคือการที่ผู้บริหารธุรกิจและไอทีบางส่วนคิดว่าเป้าหมายของการใช้ AI คือการทำงานแทนคน ทั้งที่โอกาสแท้จริงคือการเสริมศักยภาพให้กับทีมงานต่างหาก 

    ความได้เปรียบในการแข่งขันนี้จะตกเป็นของผู้บริหารที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้สอดรับกับยุค AI ได้อย่างแท้จริงทันที และมูลค่า AI จะทวีคูณขึ้นจากการปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงาน และทลายกรอบกระบวนการทำงานแบบเดิม ช่วยเพิ่มความเร็วและลดอุปสรรคการขับเคลื่อนธุรกิจ

    ทั้งนี้ การ์ทเนอร์ยังคาดการณ์ด้วยว่า ภายใน พ.ศ. 2572 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากการนำ AI มาแทนที่ ราว 30% จะถูกจ้างกลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดให้กับองค์กร 

    แม้การลดขนาดทีมงานจะช่วยสร้างผลกำไรทางการเงินระยะสั้นให้องค์กร แต่เป็นการทำลายกระบวนการคัดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพ และทำให้องค์ความรู้ที่สะสมภายในองค์กรถูกลบเลือนไป 

    ประกอบกับอัตราการเติบโตของกำลังแรงงานทั่วโลกที่เริ่มลดลง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการขององค์กรนั้นจะยิ่งทวีความรุนแรง ท้ายที่สุดจะส่งผลให้ต้นทุนการสรรหา การฝึกอบรม และการรับพนักงานใหม่เข้าทำงานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

    รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work ชี้ให้เห็นว่า เมื่อการลงทุนใน AI ยุคแรกเริ่มก้าวเข้าสู่ Trough of Disillusionment ซึ่งเป็นจุดที่กระแสความนิยมเริ่มลดลง 

    "ความท้าทายสำคัญของผู้บริหารจึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการใช้ AI เข้ามาขยายขีดความสามารถทางด้านสติปัญญา เพิ่มความเชี่ยวชาญและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับมนุษย์ต่างหาก" Paulman กล่าว


​

    Gartner Hype Cycle นำเสนอภาพสะท้อนระดับการเติบโตและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงแอปพลิเคชันต่างๆ ตลอดจนศักยภาพในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจจริงและการต่อยอดโอกาสใหม่ๆ 

    โดยแนวทางวิจัยของวงจรนี้ช่วยให้เห็นทิศทางการพัฒนาของเทคโนโลยีตามช่วงเวลาจึงเป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริหาร สำหรับการวางแผนปรับใช้เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจได้ตรงจุด ได้ดังนี้

 

การเปลี่ยนแปลงที่ 1 : สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI เพิ่มศักยภาพให้คนทำงาน 

    เมื่อ AI วิวัฒนาการกลายมาเป็น toolmate องค์กรจำเป็นต้องสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเสริมขีดความสามารถมนุษย์พร้อมรักษาความรับผิดชอบในผลงานไว้ 

    องค์กรที่ประสบความสำเร็จที่สุดจะใช้ AI เพื่อเสริมสร้างการใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำและการตัดสินใจของพนักงานมากกว่าที่จะนำมันมาใช้เพื่อทดแทนคน

    เทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่: AI avatar of the employee, AI toolmate, digital coaching applications, employee digital twin และ emotion AI

 

การเปลี่ยนแปลงที่ 2 : หนุน AI โดยเน้น "การปรับตัว" มากกว่า "นำมาใช้งาน"

    สปีดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด กำลังเผยให้เห็นถึงช่องว่างครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องทักษะ ความสามารถในการปรับตัวและความพร้อมของบุคลากร 

    องค์กรยุคนี้ต้องการพนักงานที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกันข้ามสายงานได้อย่างไม่สะดุด และเติบโตไปกับบทบาทหน้าที่ที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้นเรื่อยๆ 

    โดยองค์กรที่เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตจะลงทุนพัฒนา AI literacy ให้กับพนักงาน, นำ AI มาใช้บริหารจัดการทักษะ, เสริมสร้างความคล่องแคล่วทางดิจิทัล รวมถึงวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของพนักงาน พร้อมส่งเสริมผู้บริหารให้มีความเชี่ยวชาญ AI       

 

การเปลี่ยนแปลงที่ 3: เข้าใจบริบท ใช้วิจารณญาณ และตีความความลึกยิ่งขึ้น

    เมื่อ AI ถูกนำเข้าไปผสานกับกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น องค์กรยิ่งต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นที่บริบทของการทำงาน การใช้วิจารณญาณของมนุษย์ และความรู้สะสมในองค์กรอาจสูญหายไป 

    บริษัทที่พร้อมรับมือกับอนาคตจึงต้องออกแบบระบบที่ช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจ โดยยังคงให้มนุษย์เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมสร้างความเข้าใจแก่พนักงาน ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจวิธีปฏิบัติ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลและที่มาของกระบวนการทำงานนั้นๆ อย่างแท้จริง  

    เทคโนโลยีที่ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ CIO ควรพิจารณา ได้แก่ อินเทอร์เฟซที่ให้มนุษย์โต้ตอบกับระบบ, แพลตฟอร์มการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ และหน้าจอหรืออินเทอร์เฟซที่ AI เป็นผู้สร้างและปรับเปลี่ยนองค์ประกอบ 

 

การเปลี่ยนแปลงที่ 4: วางรากฐานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทวีคูณ 

    ความสำเร็จระยะยาวไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำเครื่องมือ AI ทั่วไปมาใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้การปรับใช้ AI ให้เหมาะสมในแต่ละยูสเคสการใช้งานเพื่อให้ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลงและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม

 

    อย่างไรก็ตาม การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กร 75% ที่มุ่งเน้นแต่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากผลผลิต AI ในรูปของการลดต้นทุน จะแพ้ให้กับคู่แข่งที่นำผลกำไรเหล่านั้นไปลงทุนต่ออย่างจริงจังทั้งในด้านนวัตกรรม การปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยและการยกระดับทักษะแรงงาน 

    โดยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้บริหารรับมือการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI, โมเดลปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เฉพาะโดเมน, ระบบ AI ที่ผสานรวมกับระบบกายภาพเพื่อให้รับรู้และโต้ตอบกับโลกความจริงได้ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้ AI agents เป็นผู้ลงมือเขียนโค้ดได้

 

ภาพ : การ์ทเนอร์ อิงก์




​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Google กลับมาเร่งเครื่องสงคราม AI! ส่ง "Gemini 4 Argon" เจาะงานเขียนโค้ด-การเงิน-กฎหมาย งัดกลยุทธ์ราคาชิงตลาดองค์กรทั่วโลก

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine