คนไทยส่ง Reels ใน DM แทนการพิมพ์บอกว่า “คิดถึง” ส่งให้ตั้งแต่คลิปตลก-อาหาร-ท่องเที่ยว และกลายเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนา

คนไทยส่ง Reels ใน DM แทนการพิมพ์บอกว่า “คิดถึง” ส่งให้ตั้งแต่คลิปตลก-อาหาร-ท่องเที่ยว และกลายเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนา

FORBES THAILAND / ADMIN
18 Jun 2026 | 05:55 PM
READ 132

ไม่ได้พิมพ์คำว่า “คิดถึง” แต่ส่ง Reels ให้แทน! Meta เผยคนไทยใช้ Instagram DM แชร์คลิปตลก อาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวให้คนสนิท จนกลายเป็นรูปแบบการสื่อสารใหม่ในยุคดิจิทัล


    ทุกวันนี้คนไทยอาจไม่ได้พิมพ์คำว่า “คิดถึง” หากันเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่เลือกส่งคลิป Reels ตลกๆ สูตรอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไปด้วยกันแทน Meta เผยว่า พฤติกรรมดังกล่าวกำลังกลายเป็นรูปแบบการสื่อสารใหม่บน Instagram โดย 85% ของคอนเทนต์ที่ถูกแชร์ผ่าน Instagram Direct Message (DM) คือ Reels

    ข้อมูลจากผลการศึกษา Generation Zeitgeist 2025 ของ Meta ระบุว่า การส่งข้อความเป็นช่องทางในการแชร์รูปภาพและวิดีโอบน Instagram ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยพฤติกรรมนี้ถูกเรียกว่า “Digital Pebbling” เปรียบเหมือนนกเพนกวินที่มอบก้อนหินให้กันเพื่อแสดงความผูกพันและความใส่ใจ

    สำหรับประเทศไทย เทรนด์ระดับโลกนี้ได้สะท้อนผ่านพฤติกรรมท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แทนที่ผู้ใช้งานชาวไทยจะพิมพ์คำว่า "คิดถึง" ในรูปแบบข้อความทั่วไป แต่พวกเขาเลือกที่จะแสดงความใส่ใจและรักษาความสัมพันธ์ด้วยการส่ง Reels ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการส่งคลิปตลก ร้านอาหารน่าไป หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไปด้วยกันให้คนสนิท ผู้คนเลือกส่ง Reels แทนการส่งข้อความสั้นๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ และยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของบทสนทนาในโลกออนไลน์

    พฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Instagram Reels ซึ่งนับเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2566 สอดคล้องกับเทรนด์ระดับโลกที่ผู้ใช้งานใช้เวลากว่า 50% บน Instagram ไปกับการรับชม Reels ทำให้วิดีโอสั้นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อความบันเทิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

    ภาพสะท้อนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ Meta เปิดเผยในงาน Instagram Press Luncheon 2026 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Instagram ได้ก้าวข้ามบทบาทการเป็นแพลตฟอร์มแชร์รูปภาพ สู่การเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ครีเอเตอร์ ธุรกิจ และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน

    Meta ระบุว่า Instagram ไม่ได้เป็นเพียง “The Next Big Thing” อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “The NOW Big Thing” หรือพลังขับเคลื่อนกระแสในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง

    การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจำนวนผู้ใช้งานในทุกช่วงวัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยในปัจจุบัน Instagram สามารถเข้าถึงกลุ่ม Gen Z ในประเทศไทยได้สูงถึง 80% และยังเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดข้ามรุ่น โดยปัจจุบันกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) กลุ่ม Gen X และกลุ่ม Baby Boomers ต่างก็เลือกใช้ Instagram เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้เกิดกลุ่มผู้ใช้งานที่กว้างขึ้นและมีมูลค่าสูงขึ้น มอบการเข้าถึงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่ทั้งธุรกิจและครีเอเตอร์

    และในขณะที่พฤติกรรมการค้นหาคอนเทนต์ การเชื่อมโยงผู้คน และการซื้อสินค้าพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง Meta ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงกลยุทธ์ล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าอีโคซิสเต็มของ Instagram ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการซื้อสูงได้อย่างไร ตลอดจนสนับสนุนครีเอเตอร์ในการสร้างธุรกิจสื่อที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านจากการเชื่อมต่อแบบสาธารณะ (Public Discovery) ไปสู่การสนทนาที่เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น (Private Conversations)


คนไทยใช้ IG ค้นหาแบรนด์-แชตซื้อของ

    ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเลื่อนฟีดแบบผ่านๆ (Passive Scrolling) ไปสู่การค้นหาสิ่งใหม่ๆ อย่างจริงจัง (Active Discovery) ธุรกิจต่างๆ จึงต้องกลับมาทบทวนวิธีสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายบนโลกออนไลน์

    สำหรับประเทศไทย แม้ว่า Facebook จะยังคงเป็นอันดับหนึ่งในแง่การเข้าถึงบนโซเชียลมีเดียโดยรวม แต่ Instagram ได้ก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งสำหรับการค้นพบแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้ใช้งานชาวไทยใช้แอปนี้เพื่อค้นหาสินค้าและติดตามแบรนด์โดยเฉพาะ

    กลุ่มผู้บริโภคที่มีความพร้อมในการซื้อนี้ กำลังขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของ “การซื้อขายผ่านการแชต” (Conversational Commerce) ซึ่งในตลาดไทยที่มีพฤติกรรมการสื่อสารผ่านแชตเป็นหลักนั้น มีผู้บริโภคถึง 70% ที่ใช้งาน Instagram Direct Message (DM) เพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้า

    ความต้องการซื้อที่ลึกซึ้งนี้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ เลือกใช้โซลูชันการตลาดที่นำโดยครีเอเตอร์ (Creator-Led Marketing) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งผลการศึกษาของ Meta แสดงให้เห็นว่า แคมเปญที่ผสมผสานระหว่าง Partnership Ads ร่วมกับโฆษณาแบบปกติ (Business-As-Usual หรือ BAU Ads) ช่วยลดต้นทุนต่อการดำเนินการ (Cost Per Acquisition หรือ CPA) ลงถึง 19% เพิ่มอัตราการคลิกผ่าน (Click-Through Rate หรือ CTR) ขึ้น 13% และช่วยเพิ่มการจดจำแบรนด์ (Brand Lift) สูงถึง 71%

แพร ดำรงค์มงคลกุล


    แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta กล่าวว่า “ธุรกิจในปัจจุบันกำลังมองหาโอกาสในการเติบโตที่ไปไกลกว่าแค่การสร้างการเข้าถึงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการวิธีที่มีความหมายในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายผ่านคอนเทนต์ที่น่าดึงดูด มีความเกี่ยวข้อง และขับเคลื่อนโดยครีเอเตอร์ Instagram ช่วยให้ธุรกิจสร้างการเชื่อมต่อเหล่านั้นได้ผ่านจุดตัดของความคิดสร้างสรรค์ คอมมูนิตี้ และคอมเมิร์ซ

    “นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยยังมีพฤติกรรมการใช้งานแบบหลายแอปพร้อมกันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ใช้งาน Multi-App สูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถึง 79% ดังนั้น เมื่อแบรนด์ใช้งาน Instagram ควบคู่ไปกับ Facebook ภายใต้กลยุทธ์ข้ามแพลตฟอร์มของ Meta แบรนด์จะสามารถขยายการสื่อสารได้ทรงพลังยิ่งขึ้น โดยรู้ว่า 94% ของผู้ใช้งาน Instagram รายเดือนในประเทศไทย ก็ใช้งาน Facebook เป็นประจำทุกวันหรือทุกเดือนเช่นกัน”


อัลกอริทึมดัน “คุณค่าของคอนเทนต์” มากกว่าจำนวนผู้ติดตาม

    ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน Instagram กว่า 3 พันล้านคนทั่วโลกในแต่ละเดือน ครีเอเตอร์ในปัจจุบันจึงมีโอกาสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในการขยายขอบเขตอิทธิพลของตนเองไปไกลกว่าขอบเขตทางภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เศรษฐกิจครีเอเตอร์กำลังเติบโตอย่างเต็มที่ ความสำเร็จไม่ได้ถูกกำหนดจากจำนวนผู้ติดตามอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ “ความน่าเชื่อถือ” ของครีเอเตอร์เป็นหลัก

    ผลการศึกษา Generation Zeitgeist 2026 ของ Meta ระบุว่า 81% ของผู้บริโภคมองว่า “ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน” (Expert Knowledge) เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่พวกเขามองหาในตัวครีเอเตอร์ ซึ่งนำหน้าความตลก ความใกล้ชิดเข้าถึงง่าย หรือแม้แต่ความโด่งดัง

    เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่คอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงและมีความเฉพาะกลุ่ม อัลกอริทึมของ Instagram จึงให้ความสำคัญกับ “คุณค่าของคอนเทนต์” (Content Merit) มากกว่าจำนวนผู้ติดตาม ช่วยให้ครีเอเตอร์หน้าใหม่สามารถสร้างยอดการรับชมได้หลักล้านตั้งแต่การโพสต์ Reels ในช่วงแรกๆ


เรวี ซิลวิเนีย


    เรวี ซิลวิเนีย Director of Global Partnerships ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่จาก Meta กล่าวว่า “ครีเอเตอร์ไม่เพียงแค่สร้างฐานผู้ติดตามเท่านั้น แต่พวกเขากำลังสร้างคอมมูนิตี้ ธุรกิจ และอิทธิพลทางวัฒนธรรม โดย Instagram พร้อมสนับสนุนเส้นทางนั้นผ่านเครื่องมือที่หลากหลาย ตั้งแต่ Reels ที่ช่วยให้ครีเอเตอร์เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆ ไปจนถึงประสบการณ์การส่งข้อความที่สร้างความผูกพันที่ลึกซึ้ง และช่องทางการสร้างรายได้โดยตรง (Direct Monetization)”

    “ปัจจุบัน Affiliate Commerce ได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดย Meta ได้แนะนำโปรแกรม Affiliate Partnership ซึ่งเชื่อมต่อครีเอเตอร์ทั่วโลกกว่า 5 ล้านคนเข้ากับบัญชี Affiliate แล้ว สำหรับในประเทศไทย โปรแกรม Facebook Affiliate Partnership ร่วมกับ Shopee ได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วและด้วยความสำเร็จอย่างต่อเนื่องนี้ เราจึงกำลังนำประสบการณ์และฟีเจอร์ดังกล่าวมาสู่ Instagram ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ซึ่งความร่วมมือระหว่าง Meta และ Shopee ในครั้งนี้ จะช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้จากการแนะนำสินค้าอย่างแท้จริงได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เหล่านักช็อปสามารถค้นพบสินค้าที่ตรงใจผ่านคอนเทนต์ที่พวกเขามีส่วนร่วมอยู่แล้ว” เรวีกล่าวเสริม



ภาพ: Meta ประเทศไทย



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เจาะลึกสมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทย เมื่อ “TikTok Shop” ขี่พายุโค่นบัลลังก์เบอร์ 2

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

TAGGED ON