กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ระดมทุน “Amity” รอบใหม่ 100 ล้านเหรียญ ดีล GenAI ใหญ่สุดในอาเซียน ปักธงรายได้ 200 ล้านเหรียญ เตรียม IPO ปี 2570

กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ระดมทุน “Amity” รอบใหม่ 100 ล้านเหรียญ ดีล GenAI ใหญ่สุดในอาเซียน ปักธงรายได้ 200 ล้านเหรียญ เตรียม IPO ปี 2570

ดีล GenAI ใหญ่สุดในอาเซียน “กรวัฒน์ เจียรวนนท์” ระดมทุน “Amity” Tech company สัญชาติไทย รอบ Series D ได้ 100 ล้านเหรียญ พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 200 ล้านเหรียญ โฟกัสตลาดยุโรป-อาเซียน และเตรียม IPO ในปี 2570


    Amity (อะมิตี้) Tech company สัญชาติไทยประกาศความสำเร็จอีกครั้งในการระดมทุนรอบ Series D ด้วยมูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นดีลด้าน GenAI ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีบริษัท EDBI ภายใต้ SG Growth Capital เป็นผู้นำการลงทุน ร่วมด้วย Asia Partners, SMDV รวมทั้งนักลงทุนทั้งรายเดิมและรายใหม่อย่าง CMLIM Capital

    กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง อะมิตี้ กล่าวว่า Amity ดำเนินธุรกิจแบบ B2B มุ่งพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร และไม่ทำตลาด B2C จุดนี้คือกุญแจสำคัญในการก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก โดยมีกลยุทธ์หลักคือ Build-Buy-Bridge ควบคู่กัน ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีเอง การเข้าซื้อกิจการ และการเชื่อมศักยภาพของบริษัทในเครือ เพื่อผลักดันโซลูชัน AI ไปสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ

    หัวใจสำคัญของบริษัทคือ AI Research Lab ซึ่งเน้นพัฒนา Vertical AI ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม รวมถึง Agentic AI ที่สามารถทำงานอัตโนมัติได้ตลอดกระบวนการธุรกิจ โดยครอบคลุมโซลูชันในกลุ่มธุรกิจหลัก เช่น Tollring ด้านการวิเคราะห์การสื่อสารในยุโรป, Amity Nordstar ด้านระบบสื่อสารองค์กร, EGG Digital ด้านวิเคราะห์ค้าปลีกและการตลาด รวมถึง Amity Solutions และ Amity Accentix ที่พัฒนา Agentic AI และ Voice AI

    หนึ่งในตัวอย่างของกลยุทธ์คือการเข้าซื้อ Tollring บริษัทให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลจากประเทศอังกฤษที่ก่อตั้งในปี 1992 โดยหลังเข้าซื้อและทรานส์ฟอร์มสู่บริษัท AI ทำให้ Tollring มีกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 50% เป็นต้น

    สำหรับเงินทุนที่ได้ครั้งล่าสุดนี้ กรวัฒน์ เผยว่าจะถูกนำไปใช้พัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI (ARAC) ที่สิงคโปร์ ตลอดจนขยายธุรกิจในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงใช้ในการเข้าซื้อกิจการต่างๆ


ดันเป้ารายได้ 200 ล้านเหรียญ เล็ง IPO ปี 2570

    ด้านผลประกอบการ กรวัฒน์ กล่าวว่า Amity เติบโตอย่างต่อเนื่อง หากนับตั้งแต่ปี 2555 มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า และปลายปี 2568 มีรายได้เกิน 100 ล้านเหรียญ โดยกว่า 75% ของ EBITDA มาจากยุโรป และสำหรับปี 2569 ได้ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 200 ล้านเหรียญ

    พร้อมกันนี้ ได้ตั้งเป้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2570 ด้วย โดยมองตลาดในเอเชียเป็นหลัก เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกเป็นขั้นสุดท้าย

    โดยเป้าหมายรายได้ 200 ล้านเหรียญ จะมาจากการขยายธุรกิจในยุโรป การเติบโตในอาเซียน และการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม โดยมีเงินทุนจากการระดมทุนรอบล่าสุดเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการขยายธุรกิจในระยะต่อไป

    ในด้านการทำตลาด Amity โฟกัส 2 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ ยุโรป ซึ่งมีมูลค่า GDP รวมกว่า 26.5 ล้านล้านเหรียญ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่า 4.2 ล้านล้านเหรียญ โดยมองว่าการเติบโตของธุรกิจ AI จำเป็นต้องขยายในระดับสากล

    กลุ่มลูกค้าของ Amity กว่า 90% เป็นองค์กรขนาดกลาง เช่น เครือโรงพยาบาลกว่า 600 แห่งในยุโรป โดยบริษัทมีลูกค้ามากกว่า 20,000 ราย และมีเครือข่ายพันธมิตรจำนวนมากในภูมิภาคดังกล่าว สำหรับอาเซียน แม้ตลาด B2B ยังมีขนาดเล็ก แต่บริษัทเลือกโฟกัสในไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ทั้งนี้ยังไม่มีแผนทำตลาดสหรัฐอเมริกา และจีน เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหญ่ที่ยากจะแข่งขัน

    “เราไม่ได้จะสู้กับ DeepSeek หรือ OpenAI นั่นไม่ใช่กลยุทธ์ของเรา เราโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่เขาไม่ได้มอง หรือไม่ใหญ่พอที่เขาจะแคร์ แม้ไม่ใหญ่สำหรับเขา แต่ใหญ่สำหรับเรา” กรวัฒน์ กล่าว

    สำหรับภาพรวมของตลาด Enterprise AI ปัจจุบันยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 1.15 แสนล้านเหรียญ เติบโตเฉลี่ย 19% ต่อปี ขณะที่ตลาดย่อยอย่าง Customer Service AI มีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญ เติบโต 26% ต่อปี, Conversational AI มูลค่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญ เติบโต 21% ต่อปี และ AI Analytics มูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญเติบโต 25% ต่อปี สะท้อนโอกาสของธุรกิจ AI ในระดับองค์กรที่ยังเปิดกว้าง

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังชะลอตัว โดยจำนวนดีลจาก Private Equity และ Venture Capital ลดลงราว 40% ตั้งแต่ปี 2564 และจำนวนบริษัท AI ที่ได้รับเงินลงทุนลดลงมากกว่า 60% ในช่วงปี 2567-2568 แม้มูลค่าการลงทุนยังสูง เนื่องจากนักลงทุนมุ่งเน้นบริษัทที่มีศักยภาพชัดเจนมากขึ้น




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สรุปกลยุทธ์ “แกร็บ” ปี 2026 เดินหน้าเน้น “คุ้มค่า+คุณภาพ” พร้อมเปิดตัวสินเชื่อสำหรับ User เป็นครั้งแรก

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine