LINE MAN Wongnai เปิดตัว “Wongnai Genie” ผู้ช่วย AI ที่ดึงข้อมูลจากระบบ POS มาวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน-กำไร และสต๊อก เพื่อยกระดับศักยภาพการบริหารร้านให้แม่นยำขึ้น โดยตั้งเป้าขยายการใช้งานจากหลักพันสู่ 1 แสนร้าน ขณะเดียวกันยังรับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทย พลัส” ดันยอดขายบนแพลตฟอร์มพุ่ง 1.8 เท่า พร้อมเดินหน้าแปลง Data เป็นบริการทางการเงินที่ช่วยร้านค้าเข้าถึงแหล่งทุนแล้วกว่า 30,000 ราย
การปรับตัวของธุรกิจร้านอาหารรายย่อย (SMEs) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีแรงกดดัน ทั้งต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อที่ผันผวน กลายเป็นโจทย์สำคัญของ LINE MAN Wongnai แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่และผู้ให้บริการระบบจัดการร้านอาหารของไทย
ทิศทางของบริษัทจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นช่องทางรับออร์เดอร์เพื่อส่งอาหารอีกต่อไป แต่กำลังขยายโครงสร้างไปสู่การเป็น "ระบบหลังบ้าน" ของร้านอาหาร ตั้งแต่ระบบ POS การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ไปจนถึงการเชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับบริการทางการเงิน โดยมีมาตรการภาครัฐอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นอีกแรงส่งสำคัญในการดึงร้านรายย่อยเข้าสู่ระบบดิจิทัล

ดันยอดขายพุ่ง 1.8 เท่า ผ่านสปริงบอร์ด “ไทยช่วยไทย พลัส”
ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจและกำลังซื้อยังมีแรงกดดัน แต่ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยังเติบโตมากกว่า 20% โดยจำนวนผู้ใช้ใหม่และความถี่ในการสั่งอาหารยังเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคยังมองว่าบริการเดลิเวอรี่เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ด้านความสะดวกในการใช้ชีวิต
อีกแรงหนุนที่เข้ามาช่วยเร่งยอดขายในช่วงที่ผ่านมา คือการเชื่อมแพลตฟอร์มเข้ากับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” ปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการผ่าน LINE MAN มากกว่า 59,000 ร้าน ครอบคลุม 77 จังหวัด และกว่า 266 อำเภอ ทำให้มีเงินอุดหนุนจากรัฐกระจายสู่ร้านค้าผ่านแพลตฟอร์มแล้วกว่า 2,570 ล้านบาท จากประมาณ 16 ล้านออร์เดอร์
รวมถึงยังทำให้ยอดขายรวมของร้านค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ปัจจุบันพุ่งสูงถึง 1.8 เท่าเมื่อเทียบกับโครงการคนละครึ่ง พลัส และ LINE MAN Wongnai คาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการ ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2 เท่า
โดยตัวอย่างร้านที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการ ได้แก่ ประจักษ์เป็ดย่าง ซึ่งมียอดขายระหว่างโครงการเพิ่มขึ้น 130% และมีลูกค้าใหม่ผ่านระบบเดลิเวอรี่มากกว่า 3,500 คน ขณะที่ ตำยำยั่ว by โบตั๋น มียอดขายเพิ่มขึ้น 44% และมีลูกค้าใหม่กว่า 2,600 คน

มองข้ามช็อต โตยั่งยืนหลังหมดโครงการภาครัฐ
นอกเหนือจากตัวเลขยอดขายที่พุ่งทะยาน สิ่งที่ LINE MAN Wongnai ให้ความสำคัญมากกว่าคือความสามารถของร้านในการรักษาโมเมนตัมการเติบโตหลังมาตรการสิ้นสุดลง โดยอ้างอิงข้อมูลจากโครงการคนละครึ่ง พลัสรอบก่อนที่ชี้ให้เห็นว่า ระหว่างโครงการยอดขายเฉลี่ยต่อวันจะเพิ่มขึ้น 67% และแม้แคมเปญจะจบไปแล้ว ยอดขายก็ยังยืนระยะสูงกว่าช่วงก่อนเริ่มโครงการได้ถึง 10%
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มองว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อไม่ควรจบเพียงการดึงลูกค้าเข้าร้าน แต่ต้องต่อยอดไปถึงการเพิ่มทักษะและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผู้ประกอบการบริหารธุรกิจ
“เอาลูกค้ามาให้ แต่แค่นั้นไม่พอ เราต้องเอาความรู้ไปให้ และเทคโนโลยีไปให้” ดร.เอกนิติกล่าว พร้อมอธิบายว่า คำว่า “พลัส” ของโครงการมีเป้าหมายเพื่อเติมความรู้ โอกาส และเครื่องมือให้ร้านค้าสามารถขายผ่านแพลตฟอร์มและต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน แม้มาตรการของรัฐจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

กางสถิติ POS และ AI “Wongnai Genie” กุญแจต่อยอดร้านอาหาร
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มยอดขายเป็นเพียงโจทย์หน้าบ้าน แต่หัวใจที่ชี้วัดความอยู่รอดในระยะยาวคือ "ระบบหลังบ้าน" ปัจจุบันมีร้านอาหารกว่า 72,000 แห่งใช้ Wongnai POS ซึ่งสถิติชี้ชัดว่าร้านทั่วไปมีอัตราการอยู่รอดราว 70% แต่หากร้านค้าร่วมโครงการรัฐและใช้ระบบ POS ควบคู่ไปด้วย อัตราการอยู่รอดจะพุ่งสูงสุดถึง 93%
เพื่อต่อยอดฐานข้อมูลดังกล่าว บริษัทได้เปิดตัว “Wongnai Genie” ผู้ช่วย AI ที่เปรียบเสมือน “CFO ส่วนตัว” ทำหน้าที่ดึงข้อมูลจากระบบ POS มาวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน-กำไรต่อเมนู ช่วงเวลาขายดี วางแผนสต๊อก ตลอดจนการจัดโปรโมชัน ช่วยให้เจ้าของร้านเห็นอินไซต์และตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องคำนวณเอง

ชูจุดเด่นหั่นต้นทุน-เซฟเวลาทำงาน
โดยในเฟสแรกของการใช้งาน แม้ Wongnai Genie จะยังไม่สามารถการันตีตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ชัดเจน แต่ use case ที่เห็นผลทันทีคือการลดเวลาและต้นทุนในการรวบรวมข้อมูล สะท้อนจากการทดลองใช้ของแบรนด์ BEARHOUSE ที่สามารถลดเวลาทำงานได้ 1 ชั่วโมงต่อสาขาต่อวัน (รวม 50 ชั่วโมงจาก 50 สาขา) และประเมินว่าช่วยเซฟต้นทุนแรงงานส่วนนี้ได้ 10-15%
ซึ่งปัจจุบันระบบ AI ดังกล่าวยังอยู่ในช่วง beta เปิดให้ทดลองใช้ราวหลักพันร้านเพื่อเก็บฟีดแบ็ก โดยตั้งเป้าขยายฐานผู้ใช้งานแตะหลักหมื่นร้านใน 3 เดือน และสเกลสู่ 50,000-100,000 ร้าน ก่อนครอบคลุมฐานร้านอาหารทั้ง 520,000 ร้านบนแพลตฟอร์มในท้ายที่สุด

นำร่องใช้ฟรี เล็งต่อยอดฟีเจอร์พรีเมียม
ส่วนด้านโมเดลรายได้ ปัจจุบันบริษัทยังเปิดให้ใช้งานฟรี เพื่อประเมินพฤติกรรมผู้ใช้และต้นทุนประมวลผล AI ก่อน โดยในอนาคตอาจพัฒนาเป็นเวอร์ชันพรีเมียมสำหรับฟังก์ชันที่กินทรัพยากรสูง เช่น ให้ AI ช่วยสร้างหรือแต่งภาพเมนู แต่หากต้นทุนรองรับได้ก็พร้อมจะเปิดบางบริการให้ใช้ฟรีต่อไป
ขณะที่ประเด็นความปลอดภัยของข้อมูล บริษัทยืนยันว่าใช้โมเดลประมวลผลข้อมูลทั้งหมดในประเทศไทย และจะดึงข้อมูลมาวิเคราะห์ก็ต่อเมื่อร้านค้า "กดยินยอม" แล้วเท่านั้น

แปลง Data เป็น “ทุน” ดัน 3 หมื่นร้านเข้าถึงสินเชื่อ
เมื่อข้อมูลยอดขายบนระบบ POS ถูกจัดเก็บอย่างโปร่งใส LINE MAN Wongnai จึงต่อยอด data เหล่านี้เพื่อปลดล็อกแหล่งเงินทุนให้ร้านค้ารายย่อย โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีร้านค้ากว่า 30,000 รายเข้าถึงบริการทางการเงิน และหากรวมกลุ่มคนขับด้วย จะมีผู้ใช้งานแตะ 1 แสนราย
ซึ่งรูปแบบการให้บริการทางการเงินดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1. บริการผ่อนสินค้า เช่น มือถือ, อุปกรณ์ POS ที่บริษัทดำเนินการเอง และ 2. การทำ Loan Channeling เป็นตัวกลางเชื่อมร้านค้ากับสถาบันการเงินพันธมิตร เช่น LINE BK เพื่อปล่อยสินเชื่อ
ขณะเดียวกันภาครัฐก็เร่งผลักดัน “สินเชื่อนกกระซิบ” บนแอปฯ ถุงเงิน พร้อมเตรียมดึง บสย. เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้ SMEs ที่ไม่มีหลักทรัพย์ เพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งยอดระบุว่า “เมื่อเรามี data ครบถ้วน การต่อยอดสู่เงินทุนก็ชัดเจนและง่ายขึ้น” สอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงการคลัง

แพลตฟอร์มแบกต้นทุน 100 ล้าน/เดือน ท่ามกลางแรงกดดันกำไร
แม้อีโคซิสเต็มจะเติบโต แต่อีกด้านหนึ่งบริษัทต้องแบกต้นทุนมหาศาลจากแคมเปญรัฐ ยอดเผยว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ทำให้บริษัทต้องอัดฉีดงบอุดหนุน GP และการตลาดถึงเดือนละ 100 ล้านบาท หรือราว 400 ล้านบาทใน 4 เดือน และหากรัฐขยายมาตรการต่อ อาจต้องควักงบเพิ่มจากแผนเดิมอีก 20%
จากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ ยอดยอมรับว่า แม้มาตรการรัฐจะช่วยปั๊มยอดขายและฐานผู้ใช้ให้เติบโต แต่ในทางธุรกิจต้องแยก “ยอดขาย” ออกจาก “กำไร” ให้ชัดเจน เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้ามากดดันผลประกอบการโดยตรง ยิ่งในไตรมาส 4 ที่เป็นช่วงไฮซีซั่น บริษัทจึงยิ่งต้องคุมเข้มต้นทุนควบคู่ไปกับการขยายตัว
ส่วนประเด็นค่า GP บริษัทยืนยันว่าช่วง 1 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง บริษัทยังคงใช้มาตรการอัดฉีด incentive ช่วยประคองต้นทุนให้คนขับ โดยที่ภาพรวมตลาดเดลิเวอรี่ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
เร่งคนขับรับกฎใหม่ 30 กันยายน-จับตาแผน IPO
อีกหนึ่งโจทย์ด่วนคือ กฎหมายบังคับไรเดอร์ต้องมี “ใบขับขี่สาธารณะ” ภายใน 30 กันยายนนี้ บริษัทได้เร่งส่งแจ้งเตือนและให้เงินจูงใจ (incentive) แก่คนขับที่ไปดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า LINE MAN จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าคู่แข่ง เนื่องจากฐานคนขับส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ป้ายเหลืองที่มีเอกสารสาธารณะครบอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องแผนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ซีอีโอระบุสั้นๆ เพียงว่า “ขอให้รอติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการ”
ภาพ : LINE MAN Wongnai
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เจาะแผนรุก “Bolt” ประเทศไทย อัดงบ 30 ล้านจัดระเบียบคนขับ ชูโมเดล EV ขยายฐาน Gen Z-คนทำงาน สู่เป้าหมาย “ผู้นำ” ใน 3 ปี
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


