สิงคโปร์เดินหน้าผลักดัน AI เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มุ่งยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจผ่านการสนับสนุนบริษัทขนาดใหญ่และ SME ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ชวนสำรวจทิศทางเทคโนโลยีผ่านตัวอย่างสตาร์ทอัพหลากหลายอุตสาหกรรมในงาน SWITCH 2026
Enterprise Singapore (EnterpriseSG) เปิดตัวโครงการริเริ่มด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบครบวงจร ภายในงาน Singapore Week of Innovation and Technology (SWITCH) 2026 เพื่อสนับสนุนบริษัททุกระดับให้นำ AI มาเพิ่มผลิตภาพ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ
Gan Kim Yong รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานการค้าและอุตสาหกรรม (ด้านการค้า) ของสิงคโปร์ ประกาศมาตรการสนับสนุน 3 แนวทาง ได้แก่ Champions of AI สำหรับบริษัทที่ต้องการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI, การส่งเสริม SME ให้ทดลองใช้โซลูชัน AI และ MARVEL-AI แพลตฟอร์มพัฒนานวัตกรรมวัสดุศาสตร์ด้วย AI
โดยโครงการ Champions of AI เริ่มต้นกับบริษัทในสิงคโปร์ 24 แห่งจากหลากหลายอุตสาหกรรม โดยภาครัฐจะทำงานร่วมกับแต่ละบริษัทเพื่อจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจด้วย AI ในระยะยาว ตั้งแต่การระบุปัญหาทางธุรกิจ การวางแผนใช้งาน AI การสร้างขีดความสามารถภายในองค์กร ไปจนถึงการพัฒนาทักษะบุคลากรและขยายการใช้งานไปยังซัพพลายเชน
สำหรับธุรกิจระดับ SME มีโครงการ Driving Entrepreneurship with AI จัดเวิร์กช็อปให้ผู้ประกอบการนำ agentic AI ไปประยุกต์ใช้ในด้านการตลาด การขาย และบริการลูกค้า โดยมีธุรกิจขนาดเล็กกว่า 280 แห่งเข้าร่วม และเตรียมจัดกิจกรรมเพิ่มเติมก่อนขยายโครงการในปี 2027
ส่วน MARVEL-AI ซึ่งนำโดยสำนักงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัย ได้รับเงินลงทุนจากภาครัฐประมาณ 150 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ภายใต้แผน RIE2030 เพื่อพัฒนาวัสดุขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การผลิต พลังงาน และเคมีภัณฑ์
โดยผสานโมเดล AI กับห้องปฏิบัติการอัตโนมัติที่สามารถสังเคราะห์และทดสอบวัสดุได้ ตัวอย่างหนึ่งคือการคัดกรองโลหะผสมที่ทำได้เร็วขึ้นกว่า 400 เท่าเมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิม พร้อมเชื่อมโยงบริษัทกับผู้เชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

ยกระดับทั้งธุรกิจและแรงงาน
Gan กล่าวว่า AI เป็นหัวข้อสำคัญของงาน ขณะที่สิงคโปร์กำลังขับเคลื่อนภารกิจด้าน AI ใน 4 ภาคส่วน ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การเงิน สาธารณสุข และการเชื่อมต่อ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคธุรกิจและแรงงาน
เขายกตัวอย่างโครงการ GNoME ของ Google และ MatterGen ของ Microsoft ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพของ AI ในการค้นหาวัสดุใหม่ แต่ความท้าทายยังอยู่ที่การสังเคราะห์ การทดสอบ และการขยายการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม โดย MARVEL-AI จะช่วยให้บริษัท สตาร์ทอัพ และ SME เข้าถึงความเชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานเชิงพาณิชย์
“การทดลองใช้ AI เป็นเพียงจุดเริ่มต้น บริษัทจำเป็นต้องทบทวนกระบวนการทำงาน สร้างขีดความสามารถใหม่ และค้นหาโอกาสทางธุรกิจ โดยผู้บริหารต้องมีบทบาทผลักดันการเปลี่ยนแปลง ขณะที่บริษัทในโครงการ Champions of AI จะเป็นต้นแบบในการนำ AI มาใช้ทั่วทั้งองค์กร พร้อมพัฒนาทักษะบุคลากรและแบ่งปันประสบการณ์ให้แก่ธุรกิจในระบบนิเวศ” Gan กล่าว
Gan ยังเน้นว่าการนำ AI มาใช้ต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน นายจ้างจำเป็นต้องออกแบบงานและฝึกอบรมพนักงานให้พร้อมรับบทบาทที่เปลี่ยนไป โดยใช้ AI ลดเวลาทำงานประจำ เพื่อให้บุคลากรมีเวลาทำงานที่ต้องอาศัยวิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญมากขึ้น

5 สตาร์ทอัพโชว์นวัตกรรม AI-เทคโนโลยีอุตสาหกรรม
ภายในงาน SWITCH 2026 มีตัวอย่างสตาร์ทอัพที่นำเทคโนโลยีมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเปลี่ยนของเสียจากโรงงานปาล์มน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ไปจนถึงระบบตรวจสอบโครงสร้างอาคารและอุปกรณ์ยกชิ้นส่วนก่อสร้าง
เริ่มที่ CRecTech สตาร์ทอัพ deep tech จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) พัฒนาเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาเปลี่ยนก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียในโรงงานปาล์มน้ำมันเป็นเมทานอลชีวภาพ (biomethanol) ผ่านกระบวนการผลิตก๊าซสังเคราะห์ โดยออกแบบระบบเป็นหน่วยโมดูลาร์ที่ติดตั้งในโรงงานได้
Lim Kang Hui ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRecTech ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันบริษัทมีโครงการนำร่อง 2 แห่งในอินโดนีเซียและสหรัฐฯ โดยระบบนำร่องมีกำลังผลิต 50 ตันต่อปี พร้อมวางแผนทำงานกับโรงงานปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย 10-12 แห่งภายในหนึ่งปี
บริษัทประเมินว่าโรงงานที่แปรรูปผลปาล์มสด 60 ตันต่อชั่วโมง สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงสุด 2 หมื่นลูกบาศก์เมตรมาตรฐานต่อวัน และมีศักยภาพผลิตไบโอเมทานอล 7 พันตันต่อปี โดย CRecTech ตั้งเป้าขยายกำลังผลิตระยะแรกเป็น 5 หมื่น-1 แสนตันต่อปี และเพิ่มเป็น 5 แสนตันภายใน 5-7 ปี รองรับความต้องการจากอุตสาหกรรมไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงเดินเรือ พร้อมศึกษาการต่อยอดสู่เชื้อเพลิงอากาศยานและไดเมทิลอีเทอร์ (DME) รวมถึงหาพันธมิตรในมาเลเซียและไทย

ขณะที่ Menlo Research สตาร์ทอัพ AI จากสิงคโปร์ พัฒนา Asimov 1 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในรูปแบบชุดประกอบเอง (DIY kit) เปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึงการออกแบบฮาร์ดแวร์ ระบบไฟฟ้า ชิ้นส่วนกลไก และเฟิร์มแวร์ เพื่อประกอบ ซ่อมแซม และปรับแต่งได้ด้วยตนเอง โดยชิ้นส่วนส่วนใหญ่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ
Huy Bui จาก Menlo Research ให้ข้อมูลว่า บริษัทเปิดตัวแอปพลิเคชัน AI ในปี 2024 และนำ AI agent มาผสานกับหุ่นยนต์ในปี 2025 เพื่อให้ AI สามารถสั่งการหุ่นยนต์ทำงานในโลกกายภาพได้
ทั้งนี้ Asimov 1 จำหน่ายในราคา 2 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ มียอดสั่งจองล่วงหน้าประมาณ 100 ตัว จัดส่งแล้ว 30 ตัว และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 70 ตัว
นอกจากตัวหุ่นยนต์ บริษัทยังพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบควบคุมการเคลื่อนไหวให้นักพัฒนาและนักวิจัยสร้างคำสั่งและทดลองในระบบจำลองก่อนนำไปใช้กับหุ่นยนต์จริงได้ โดยกลุ่มลูกค้าครอบคลุมธุรกิจโรงแรมและบริการ บันเทิง สถาบันการศึกษาและวิจัย ตลอดจนผู้พัฒนา AI และห้องปฏิบัติการหุ่นยนต์ โดยมีตลาดหลักในสหรัฐฯ รองลงมาคือยุโรป

ส่วน The Robot Company สตาร์ทอัพจากสิงคโปร์ที่พัฒนาโมเดลหุ่นยนต์โดยคิดค่าบริการตามประเภทงาน แทนการขายหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว เช่น การขนย้ายสินค้าและรีดเสื้อผ้าด้วยไอน้ำ
Daniel NG ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวว่า บริษัทใช้มนุษย์ควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกลเพื่อทำงานในสถานประกอบการจริง พร้อมเก็บข้อมูลกลับไปฝึก AI ให้หุ่นยนต์ทำงานอัตโนมัติได้มากขึ้น ตัวอย่างการใช้งานมีทั้งร้านค้าปลีกที่ใช้หุ่นยนต์เคลื่อนย้ายเสื้อผ้าและรีดไอน้ำ รวมถึงคลังสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้ขนย้ายชิ้นส่วน
ปัจจุบันบริษัทมีหุ่นยนต์ติดตั้งใช้งาน 3 ตัว อยู่ระหว่างทดลองให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ก่อนพัฒนาเป็นบริการเชิงพาณิชย์ในอัตราประมาณ 2.5-3.5 พันเหรียญสิงคโปร์ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทงานและชั่วโมงทำงาน ปัจจุบันบริษัทมุ่งตลาดสิงคโปร์และเตรียมขยายสู่สหรัฐฯ โดยประเมินว่าเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนแรงงานได้ประมาณ 20%

ด้าน GENIOS พัฒนาโครงยกอัจฉริยะ (intelligent lifting frame) สำหรับยกและติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป โดย David CHUA ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ให้ข้อมูลว่าเทคโนโลยีดังกล่าวยื่นจดสิทธิบัตรใน 8 ประเทศ ออกแบบให้ติดตั้งกับตะขอเครนทั่วไป ควบคุมระยะไกลและปรับระดับอัตโนมัติได้ภายใน 30 วินาที พร้อมระบบรักษาเสถียรภาพและปรับตำแหน่งชิ้นงาน ช่วยลดการปรับความยาวและความตึงของสายเคเบิลด้วยมือ โดยใช้เซนเซอร์ตรวจวัดและปรับสมดุล รวมถึงแจ้งเตือนเมื่อยกน้ำหนักเกินหรือใช้จุดยกไม่ถูกต้อง
โดยงานวิจัยสิ้นสุดในช่วงปลายปี 2024 และเพิ่งผ่านการทดลองโครงการนำร่อง ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างปรับปรุงผลิตภัณฑ์และเตรียมเข้าสู่ตลาด โดยเริ่มจากสิงคโปร์ ก่อนขยายไปอินโดนีเซียและมาเลเซีย รวมถึงมองโอกาสในเกาหลีใต้และฮ่องกง กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมงานโครงสร้างพื้นฐาน งานก่อสร้างนอกชายฝั่ง และท่าเรือ

ปิดท้ายด้วย WaveScan สตาร์ทอัพจากสิงคโปร์ที่พัฒนาเทคโนโลยีสร้างภาพสามมิติ (3D imaging) สำหรับตรวจสอบโครงสร้าง โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสแกนทะลุพื้นผิว เพื่อตรวจหาเหล็กเสริมคอนกรีต รอยแตกร้าว ช่องว่าง และความเสียหายภายในโครงสร้าง
Kush Agarwal ผู้บริหาร WaveScan ให้ข้อมูลว่า เครื่องสแกนออกแบบเป็นระบบโมดูลาร์ ใช้งานด้วยมือหรือติดตั้งกับหุ่นยนต์ได้ พร้อมใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงานเพื่อบันทึกสภาพโครงสร้างและสนับสนุนการวางแผนซ่อมบำรุง
WaveScan เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีในปี 2018 และนำออกสู่เชิงพาณิชย์ในปี 2022 ปัจจุบันให้บริการตรวจสอบอาคารพักอาศัย อาคารพาณิชย์ โครงสร้างพื้นฐาน และโรงงานอุตสาหกรรม โดยผู้บริหารระบุว่าระบบมีความแม่นยำในการตรวจสอบเหล็กเสริมประมาณ 90% ขึ้นอยู่กับประเภทการตรวจสอบและลักษณะข้อบกพร่อง โดยให้บริการครบตั้งแต่ตรวจสอบ วิเคราะห์ จัดทำรายงาน ไปจนถึงเสนอแนวทางซ่อมแซม

การเติบโตของ SWITCH จากงานที่มีผู้เข้าร่วม 5 พันคนในปี 2016 สู่กว่า 2.5 หมื่นคนจาก 100 ประเทศในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทของเวทีที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และบริษัทที่มองหาโซลูชันทางธุรกิจเข้าด้วยกัน ขณะที่การให้ AI เป็นประเด็นสำคัญของงานปีนี้ชี้ถึงโจทย์ใหญ่ของสิงคโปร์ในการผลักดันเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และแรงงาน เปลี่ยนศักยภาพของ AI ให้เป็นขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ส่วนสตาร์ทอัพทั้ง 5 รายเป็นอีกภาพที่แสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมกำลังขยายขอบเขตไปสู่การแก้ปัญหาในหลากหลายอุตสาหกรรม
ภาพปก: SWITCH 2026 และเว็บไซต์บริษัท
ออกแบบ: ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ไทยต้องเลือกสนามรบ! เลิกชนชิป-โครงสร้างพื้นฐาน มุ่งแอป AI ชิงเบอร์ 1 อาเซียน เจาะโอกาส-ความท้าทายผ่านงาน SWITCH สิงคโปร์
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


