เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยยอดขายครึ่งปีแรก 2569 อยู่ที่ 2,845 คัน รถยนต์ไฟฟ้าเติบโต 130% จากแรงหนุนของ The all-new electric CLA พร้อมเดินหน้าปรับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ผ่านแคมเปญ “FLEX Mobility” เพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นในการเป็นเจ้าของรถให้ลูกค้า
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เปิดเผยผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พร้อมประกาศปรับกลยุทธ์ด้านบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ผ่านแคมเปญ “FLEX Mobility” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเป็นเจ้าของรถยนต์ รองรับทั้งลูกค้าบุคคล ลูกค้านิติบุคคล และลูกค้าองค์กร
คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในระดับโลกและประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังสามารถสร้างการเติบโตได้ แม้อยู่ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
การเติบโตดังกล่าวมาจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ โดยในประเทศไทยมี The all-new electric CLA เป็นหนึ่งในรุ่นหลัก ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มเติม ทั้งในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และกลุ่ม Top-End Vehicle

CLA ดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโต 130%
สำหรับผลประกอบการในประเทศไทยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดจดทะเบียนสะสม 3,557 คัน และยอดขายรวม 2,845 คัน โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เติบโต 130% จากความสำเร็จของ The all-new electric CLA ที่มียอดขายกว่า 300 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน และมียอดจองสะสมกว่า 1,350 คัน ขณะที่กำลังการผลิตของรุ่นดังกล่าวอยู่ที่ 100-200 คันต่อเดือน ผ่านโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ของบริษัทในกลุ่มธนบุรี (Thonburi Group)
นอกจากนี้ กลุ่ม Top-End Vehicle ภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach มียอดเติบโต 83% ขณะที่ G-Class เติบโต 100% ส่วนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดเติบโต 34% ทั้งเซกเมนต์ ด้านรถแวนมี 2 รุ่นที่เติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ Sprinter เติบโต 83% และ V-Class เติบโต 14%
คริสเตียนกล่าวว่า หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยเป็นตลาดที่มียอดขายสูงที่สุด โดยลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ชาย ขณะที่กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์มากขึ้น จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น The all-new electric CLA ซึ่งช่วยสร้างความคึกคักให้กับตลาดในประเทศไทย
ทั้งนี้ แม้ยอดขายรวมเมื่อเทียบกับปีก่อนจะลดลง 6.5% แต่เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัทมีรุ่น CLS ซึ่งเป็นรุ่นที่ทำราคาสำหรับการทำตลาดและสามารถทำยอดขายได้กว่า 800 คัน ขณะที่ในปีนี้บริษัทได้รับแรงหนุนจาก The all-new electric CLA ซึ่งส่งมอบแล้วกว่า 300 คัน และยังทยอยส่งมอบอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลการดำเนินงานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก บริษัทมียอดขายรวม 511,900 คัน ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) เป็นเซกเมนต์ที่เติบโตสูงสุด ด้วยยอดขายกว่า 52,900 คัน เพิ่มขึ้น 50% คิดเป็นสัดส่วน 13% ของยอดขายรถยนต์นั่งทั้งหมด แรงหนุนหลักมาจาก The all-new electric CLA และ GLC นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดรับจอง The all-new electric C-Class ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และเตรียมเปิดตัว The all-new electric GLA ระดับ World Premiere ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
ส่วนกลุ่ม Top-End Vehicle ได้รับการตอบรับที่ดีจากการเปิดตัว The new S-Class และ The new Mercedes-Maybach S-Class ในช่วงไตรมาสแรกของปี และมีแผนนำเข้ามาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้

ปรับผลิตภัณฑ์การเงินและบริการหลังการขาย
นอกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในปี 2569 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังประกาศปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการหลังการขาย ภายใต้แคมเปญ “FLEX Mobility” โดยออกแบบทางเลือกการเป็นเจ้าของรถยนต์ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมแบ่งการให้บริการออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ Pre-FLEX, We-FLEX และ Re-FLEX
ในช่วง Pre-FLEX ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการตัดสินใจซื้อ ลูกค้าสามารถเลือกปรับแต่งแพ็กเกจให้เหมาะกับความต้องการผ่านบริการ StarChoice ส่วน We-FLEX เป็นการดูแลลูกค้าระหว่างการเป็นเจ้าของรถ ผ่านกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตลอดอายุสัญญา ขณะที่ Re-FLEX เป็นทางเลือกเมื่อครบกำหนดสัญญา โดยลูกค้าสามารถเลือกคืนรถ ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ หรือโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเปิดตัวแคมเปญ FLEX Mobility พร้อมรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการหลังการขายให้อยู่ภายใต้แพ็กเกจ “StarChoice” ซึ่งประกอบด้วยแผนประกันภัยชั้น 1 “StarProtection” (เดิม MB Protection), โปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะทาง “StarCare” (เดิม MBSP Easy Care) และโปรแกรมขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ “StarGuarantee” (เดิม MBSP Extra Guarantee)
ภายใต้แคมเปญดังกล่าว ลูกค้าสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจเสริมได้ 3 ระดับ ได้แก่ ราคา 3,000 บาท 5,000 บาท และ 6,000 บาท ตลอดอายุสัญญา 3-5 ปี โดยค่าใช้จ่ายจะรวมอยู่ในค่างวดรถยนต์ ทั้งนี้ ระยะแรกจะครอบคลุมรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการ 8 รุ่น

ภาพ : เมอร์เซเดส-เบนซ์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ดีลเลอร์ BMW ไม่เบรกลงทุน! “Performance Motors” ทุ่ม 100 ล้าน เตรียมรีโนเวตโชว์รูมดอนเมือง-รามอินทรา ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดปีนี้ 15%
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


