ครึ่งหนึ่งของคนอ้วนในไทย คือวัยทำงาน! สาเหตุนั่งนาน-กินไม่เป็นเวลา-เครียดสะสม ลดเร็วเสี่ยงโยโย่ แพทย์แนะปรับพฤติกรรมระยะยาว

ครึ่งหนึ่งของคนอ้วนในไทย คือวัยทำงาน! สาเหตุนั่งนาน-กินไม่เป็นเวลา-เครียดสะสม ลดเร็วเสี่ยงโยโย่ แพทย์แนะปรับพฤติกรรมระยะยาว

FORBES THAILAND / ADMIN
06 Aug 2026 | 11:30 AM
READ 109

ผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยล่าสุด พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนถึง 45% โดยครึ่งหนึ่งเป็นวัยทำงาน แพทย์ชี้พฤติกรรมนั่งนาน กินไม่เป็นเวลา ความเครียด และการนอนน้อย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม เตือนการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนอาจเสี่ยงเกิด "โยโย่เอฟเฟกต์" แนะปรับพฤติกรรมเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว


    ปัจจุบันคนทั่วโลกมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกรมควบคุมโรคคาดการณ์ว่าในปี 2578 จะมีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนกว่า 1.9 พันล้านคน

    ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีคนที่อยู่ในกลุ่มนี้เกือบครึ่งประเทศ อ้างอิงจากผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) ที่พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนถึงร้อยละ 45 และอ้วนลงพุงร้อยละ 44.7 ซึ่งครึ่งหนึ่งของคนอ้วนในไทยเป็นกลุ่มวัยทำงาน

    เมื่อน้ำหนักเริ่มขึ้น คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักเริ่มจากการกินให้น้อยลงและออกกำลังกายให้หนักขึ้นเพื่อให้เห็นผลเร็วที่สุด ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผล แต่กลับเป็นวิธีที่ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จในระยะยาว

    พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ รพ.วิมุต พหลโยธิน ให้ข้อมูลว่า วัยทำงานมีหลายปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักขึ้นง่ายและลดยาก ได้แก่ การเผาผลาญลดลงจากอายุที่มากขึ้น การนั่งอยู่กับที่นานๆ จนได้ใช้พลังงานน้อย พอถึงช่วงพักก็มักกินอาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันสูง เพราะสะดวกและประหยัดเวลาที่สุด ร่างกายจึงได้รับพลังงานเกินจนกลายเป็นไขมันส่วนเกิน

    นอกจากนี้ ในบางคนอาจอดมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันแล้วไปกินหนักทีเดียวตอนดึกก็อาจหิวสะสมและกินเกินตัวโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังเสี่ยงได้โปรตีนต่อวันไม่พอจนกล้ามเนื้อค่อยๆ ลดลง ซึ่งทำให้การเผาผลาญน้อยลงไปด้วย และสุดท้ายคือความเครียดสูงและการนอนไม่เพียงพอ

    ทั้งนี้ พญ.ธนพร ระบุด้วยว่า เมื่อไขมันเริ่มสะสม หลายคนที่น้ำหนักตัวยังอยู่ในเกณฑ์แต่เริ่มมีพุงมักคิดว่ายังไม่น่าเป็นห่วง เพราะไขมันที่สะสมในช่องท้องและพอกตามอวัยวะภายในอันตรายกว่าไขมันใต้ผิวหนังมาก โดยสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน ไขมันพอกตับที่อาจลุกลามจนตับแข็ง ไตวายเรื้อรัง และโรคหัวใจ

    ขณะที่โรคอ้วนโดยรวมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ข้อเข่าเสื่อม ไปจนถึงมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก



ลดเร็ว เสี่ยงโยโย่เอฟเฟกต์

    พญ.ธนพร ให้ข้อมูลอีกว่า เมื่อน้ำหนักขึ้นเยอะ ชาวออฟฟิศหลายคนอาจรีบลดน้ำหนักด้วยความคิดที่ว่า “ลดได้เร็วคือลดได้ดี” ซึ่งอาจเห็นผลจริงในช่วงแรก แต่ระยะยาวสิ่งที่หายไปกลับไม่ใช่ไขมัน แต่เป็นมวลกล้ามเนื้อ พอกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจะเข้าโหมดจำศีลเพื่อประหยัดพลังงาน ฮอร์โมนหิวและฮอร์โมนความเครียดพุ่งขึ้น สุดท้ายจึงกินมากกว่าเดิมและน้ำหนักเด้งกลับ หรือที่เรียกกันว่า “โยโย่เอฟเฟกต์”

    นอกจากนี้ การลดน้ำหนักเร็วเกินไปยังกระทบฮอร์โมนเพศหญิงจนประจำเดือนมาไม่ปกติ ตลอดจนทำให้ขาดวิตามินและแร่ธาตุจนผมร่วงและผิวแห้ง ดังนั้นจึงควรสังเกตตัวเองว่ากำลังลดน้ำหนักผิดวิธีหรือเปล่า โดยหากน้ำหนักลงแต่พุงไม่ลด ประจำเดือนผิดปกติ อ่อนเพลียมาก ผมร่วง เหนื่อยง่าย หรือหน้าซีดลง ควรหยุดลดด้วยตัวเองแล้วปรึกษาแพทย์ทันที

    ผู้ที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนสามารถปรึกษาแพทย์ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มลดน้ำหนัก โดยไม่ต้องรอให้มีอาการผิดปกติ เพื่อคัดกรองว่ามีโรคที่ทำให้น้ำหนักขึ้นซ่อนอยู่หรือไม่ เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ พร้อมตรวจโรคที่มาจากความอ้วนอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูงไปพร้อมกัน

    ยกตัวอย่างเช่นที่โรงพยาบาลวิมุตจะเริ่มจากการตรวจวัดมวลร่างกายเพื่อประเมินก่อนวางแผนลดน้ำหนัก มีนักกำหนดอาหารช่วยดูแลมื้ออาหาร และมีการรักษาด้วยยาฉีดกลุ่มฮอร์โมนอิ่ม ซึ่งช่วยในการรักษาโรคอ้วนและป้องกันโรคเรื้อรังจากโรคอ้วนได้ เมื่อใช้อย่างถูกต้องในผู้ที่เหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์



ป้องกันก่อนรักษา ปรับพฤติกรรมระยะยาว

    แม้สามารถรักษาโรคอ้วนได้ แต่การป้องกันย่อมดีกว่าเสมอ โดย พญ.ธนพร แนะนำว่าให้เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ทุกวัน เช่น เลี่ยงของหวานและขนมระหว่างมื้อ กินโปรตีนให้เพียงพอประมาณ 1.2-1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และเลือกเมนูตุ๋น ต้ม ย่าง แทนของทอด

    ส่วนการออกกำลังกายแนะนำการคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละประมาณ 150 นาที ควบคู่กับเวทเทรนนิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ระหว่างที่ไขมันลดลง

    สำหรับวัยทำงานหรือคนที่ไม่ค่อยมีเวลา พยายามลุกยืนเดินสั้นๆ ทุก 30 นาที ขึ้นบันไดแทนลิฟต์ หรือเดินให้เร็วขึ้นตอนออกไปกินข้าว ก็ช่วยเพิ่มการใช้พลังงานในแต่ละวันได้

    ที่สำคัญ อย่าวัดผลจากตัวเลขน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูมวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ รอบเอว และผลเลือดควบคู่กันไป เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย

    “เข้าใจว่าวัยทำงานไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง หลายคนจึงใช้วิธีลัดเพื่อให้ถึงตัวเลขน้ำหนักที่อยากได้เร็วที่สุด พอถึงแล้วก็หยุดดูแล สุดท้ายทุกอย่างจึงกลับมาเหมือนเดิม อยากให้เข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องค่อยๆ ดูแลกันไป หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การลดให้เร็ว แต่เป็นการปรับพฤติกรรมเพื่อไม่ให้กลับมาอ้วนซ้ำ โดยเริ่มทำทีละนิดเท่าที่ไหว แล้วทำต่อไปเรื่อยๆ และถ้าไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน การเข้ามาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เจอแนวทางที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว” พญ.ธนพร กล่าว

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ




ภาพ : รพ.วิมุต




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แพทย์ชี้ คนรุ่นใหม่ "กระดูก-ข้อเสื่อมก่อนวัย" เพิ่มขึ้น 30% แนะเล่นกีฬา-ออกกำลังกายแบบพอดี อย่าหักโหมตามเทรนด์

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine