“ภูเก็ต” ฮ็อตไม่หยุด! คว้าเจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติ ดันวาระสากล ความยั่งยืน-สุขภาวะ-ความเท่าเทียม คาดเงินสะพัด 600 ล้าน

“ภูเก็ต” ฮ็อตไม่หยุด! คว้าเจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติ ดันวาระสากล ความยั่งยืน-สุขภาวะ-ความเท่าเทียม คาดเงินสะพัด 600 ล้าน

FORBES THAILAND / ADMIN
23 Feb 2026 | 04:30 PM
READ 134

“ภูเก็ต” ฮ็อตไม่หยุด ปี 2569 ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ 3 งานไมซ์ระดับนานาชาติ ดันวาระสากลด้าน ความยั่งยืน–สุขภาวะ–ความเท่าเทียม เตรียมต้อนรับผู้ร่วมประชุมทั่วโลก คาดเงินสะพัดกว่า 600 ล้านบาท


    สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ประกาศผลักดันจังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองไมซ์ต้นแบบ (MICE : Meetings, Incentive Travel, Conventions, Exhibitions) ผ่านความสำเร็จในการได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติในปี 2569 เพื่อร่วมขับเคลื่อนวาระสากลของงานประชุม ทั้งความยั่งยืน (Sustainability), สุขภาวะ (Wellness) และความหลากหลาย-ความเท่าเทียม (Diversity, Equity and Inclusion) โดยงานไมซ์ทั้ง 3 งาน ประกอบด้วย

    งาน Global Sustainable Tourism Conference (GSTC) 2026 ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ที่จะจัดระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 ณ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ และโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์

    GSTC เป็นงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่เป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวในระดับโลกและระดับท้องถิ่น มุ่งเน้นในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาและการสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยจัดขึ้นในทุกๆ ปี

    โดยมีผู้เข้าร่วมงานคือเป็นตัวแทนจากภาครัฐในระดับกำหนดนโยบาย และภาคเอกชนซึ่งประกอบไปด้วย โรงแรม ผู้ให้บริการด้านการจองที่พัก รวมไปถึงองค์กรหรือบริษัทผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    งาน InterPride General Meeting & World Conference 2026 ของสมาคมผู้จัดงานไพรด์สากล (International Association of Pride Organizers หรือ InterPride) ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา โดยนฤมิตไพรด์ จำกัด, มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (FOR-SOGI) และสมาคมอันดามันพาวเวอร์ ภูเก็ต (Phuket Pride) ร่วมเป็นเจ้าภาพ

    โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 400-500 คน จากองค์กรไพรด์ กว่า 400 องค์กร ใน 70 ประเทศทั่วโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้จัดงาน Pride จากทั่วโลกได้มาพบปะ สร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนความรู้ และหารือเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของชุมชน LGBTQ+

    ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้คืออาจเป็นตัวชี้วัดความพร้อมของประเทศไทยที่กำลังอยู่ในการแข่งขันประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 โดยจะมีการโหวตกันในปลายปีนี้ ซึ่งคู่แข่งคือเมืองใหญ่ระดับโลกอย่างบาร์เซโลนาและลอนดอน

    งาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ของสถาบันเวลเนสโลก (Global Wellness Institute) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 เป็นการประชุมประจำปีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพจากทั่วโลก ซึ่งรวบรวมผู้นำระดับสูงของอุตสาหกรรม Wellness, Hospitality, Tourism, Investment และ Healthcare innovation เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคต

    โดยประเทศที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ล้วนเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุน เช่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย อิตาลี และ สิงคโปร์

    สำหรับประเทศไทย Global Wellness Institute ระบุว่า อุตสาหกรรม Wellness Economy มีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยมี Wellness Tourism เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลัก คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของ GDP ภาคการท่องเที่ยว และทำรายได้อันดับ 1 ในทั้งหมด 11 อุตสาหกรรม Wellness ประเทศไทย โดยมีมูลค่าปีล่าสุดสูงถึง 4.15 แสนล้านบาท



เจ้าภาพ 3 งานระดับโลก คาดเงินสะพัด 600 ล้านบาท

    ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เผยว่า งานประชุมทั้ง 3 งานจะดึงดูดผู้ร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างประเทศราว 2,100 คน แม้จะไม่มากนัก แต่ล้วนคนเป็นระดับ High Level ทั้งสิ้น โดยคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท และสร้างงานถึง 484 ตำแหน่ง

    TCEB ได้รับมอบหมายหน้าที่จากรัฐบาลให้เป็นองค์กรในการประมูลสิทธิ์งานระดับนานาชาติให้มาจัดในประเทศไทย ซึ่งธุรกิจในอุตสาหกรรมไมซ์ก็มีการแข่งขันประมูลที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หลังโควิด-19 เป็นต้นมา การเป็นเจ้าภาพทั้ง 3 งานนี้จึงถือเป็นก้าวกระโดดของภูเก็ต เพราะความสำคัญของเมืองที่จัดงานจะถูกยกขึ้นมาเทียบเท่าหรือมากกว่าความสำคัญของประเทศด้วยซ้ำ

    ทั้ง 3 งานที่ TCEB สามารถประมูลได้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานระดับภูมิภาค แต่เป็นงานระดับโลกที่ผู้นำ ตัวแทน หรือคนที่มีความสำคัญในด้านนโนบายของอุตสาหกรรมนั้นๆ ต้องเดินทางมาเข้าร่วม และจะนำไปสู่การค้า การลงทุนในที่สุด

    ความสำคัญของการจัดงานระดับนี้คือ “ประเทศไทยและเมืองมีความพร้อมเพียงใด” สำหรับภูเก็ตเองได้รับการประเมินให้เป็น MICE City โดยได้บ่มเพาะทั้งภาครัฐและเอกชนให้มีความพร้อมด้านมาตรฐานและคุณภาพการบริการ

    แน่นอนว่าทั้งโลกรู้จักภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่ต้องมาเยือน แต่ในมุมมองของการเป็นเจ้าภาพจัดงานต่างๆ การทำให้ตรงตามยุทธศาสตร์ของเมืองจะเป็นจุดสำคัญในการสร้าง City Branding จากนี้ต่อไป

    “ภูเก็ตถือเป็นหนึ่งใน Wellness Hub และเป็นเมืองที่โอบรับความหลากหลาย ตลอดจนมีความโดดเด่นด้าน sustainable tourism นอกเหนือจากผลดีที่จะส่งถึงเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอย และการเที่ยวชมชุม สิ่งที่ TCEB ให้ความสำคัญคือการสร้างเครือข่ายและการเชื่อมโยงทางธุรกิจ การค้า การลงทุน ซึ่งจะตามมาหลังจากการจัดประชุม” ดร.ศุภวรรณ กล่าว


พร้อมทุกมิติ ต้อนรับการประชุมนานาชาติ

    สุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภูเก็ต กำลังใช้ไมซ์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคุณภาพ เพราะงานประชุมนานาชาติไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะภาคท่องเที่ยว แต่กระจายประโยชน์ไปถึงธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนอย่างชัดเจน

    การเป็นเมืองเจ้าภาพจัดงานสำคัญครั้งนี้สะท้อนความพร้อมของภูเก็ตในฐานะเมืองไมซ์ระดับนานาชาติ และช่วยยกระดับภาพลักษณ์เมือง เพิ่มโอกาสการลงทุน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยภูเก็ตจะเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้จังหวัดและเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในเวทีไมซ์ระดับภูมิภาค

    “ทั้ง 3 งานสะท้อนถึงการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แผนพัฒาจังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2566-2570 ที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การศึกษา และนวัตกรรมการบริการในระดับโลก โดยยืนยันในความพร้อมของภูเก็ตในการเป็นเจ้าภาพ เราพร้อมต้อนรับคณะผู้จัดงาน ผู้ร่วมงาน ตลอดจนนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ทั้งด้านความปลอดภัย การบริการ และการอำนวยความสะดวกในทุกมิติ”



อย่าให้การเป็นเจ้าภาพสูญเปล่า

    ภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนและตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ก่อนจะพิจารณาว่างานประชุมระดับใดเหมาะสมกับการจัดในภูเก็ต สิ่งที่ต้องมีเป็นอันดับแรกคือ “ยุทธศาสตร์เมือง” ซึ่งภาคเอกชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะทบทวนทิศทางร่วมกันทุกๆ 5 ปี 

    โดยหนึ่งในแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ปัจจุบันคือ Longevity หรือการพัฒนาเมืองเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าเมืองจะดึงงานใดมาได้ แต่คือภูเก็ตสามารถใช้เวทีเหล่านี้ผลักดันยุทธศาสตร์เมืองได้อย่างไร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ภูเก็ตเลือกให้ความสำคัญกับงานประชุมระดับนานาชาติทั้ง 3 งานดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของภูเก็ตไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเจ้าภาพ แม้การได้สิทธิ์จัดงานจะถือเป็นความสำเร็จในเชิงภาพลักษณ์ แต่ตัวชี้วัดที่แท้จริงอยู่ที่ “หลังงานจบลงแล้ว” ว่าระบบนิเวศของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

    หากภูเก็ตเป็นเจ้าภาพการประชุมด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน แต่แนวคิดเรื่องความยั่งยืนไม่ถูกนำไปปรับใช้จริงในภาคธุรกิจและชุมชน ผลลัพธ์ก็ย่อมไม่ต่างจากความล้มเหลว เช่นเดียวกับการเป็นเจ้าภาพงานด้านสุขภาวะหรือ Wellness หากมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกเดินทางมา แต่สุดท้ายอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยไม่ยกระดับขึ้น การเป็นเจ้าภาพก็อาจถูกมองว่าเป็นเพียงบทบาทเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

    “การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ 3 งานประชุมระดับโลกเป็นผลจากความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อน 7 ยุทธศาสตร์จังหวัด โดยเรามุ่งเน้นการนำศักยภาพด้านความยั่งยืนและบริการสุขภาพระดับสากลมาสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆ ที่จับต้องได้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกอย่างมีกลยุทธ์ ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลความสุขของคนในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การพัฒนาครั้งนี้เป็นการวางรากฐานที่ยั่งยืนและคืนประโยชน์สู่จังหวัดภูเก็ต และประเทศไทยอย่างแท้จริง”



ภาพ : Achadthaya Chuenniran และ TCEB



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : TITLE ในเครือ ASW ผนึก IHG ขยายพอร์ตโรงแรมภูเก็ตต่อเนื่อง เตรียมเปิดโรงแรมบูทีคระดับพรีเมียม ‘Hotel Indigo Phuket Nai Yang Beach’

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine