ก้าวเข้าสู่ปีที่ 43 อย่างแข็งแกร่งสำหรับ "ดูโฮม" แบรนด์ค้าปลีก-ค้าส่งวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ ที่วันนี้พร้อมเปิดฉากทศวรรษใหม่ด้วยการส่งไม้ต่อให้ผู้บริหารทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาทรานส์ฟอร์มองค์กร ผสานความเชื่อใจแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย มุ่งปรับสมดุลลูกค้าทั้งกลุ่มผู้รับเหมาและคนทั่วไป ชูจุดแข็งสินค้าเฮาส์แบรนด์และบริการครบจบในที่เดียว เพื่อเป้าหมายใหญ่ในการผงาดขึ้นเป็นเบอร์ 1 ใน 3 ของตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้างภายใน 3-5 ปี
การเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจครอบครัว สู่องค์กรมืออาชีพยุคใหม่ เป็นความท้าทายของหลายธุรกิจ แต่สำหรับ “ดูโฮม” (Dohome) ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก-ค้าส่งวัสดุก่อสร้างที่หยั่งรากลึกในตลาดมานานกว่า 43 ปี นี่คือจังหวะก้าวสำคัญในการเร่งเครื่องสร้างการเติบโต และปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับสมรภูมิค้าปลีกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
อดิศักดิ์ ตั้งมิตรประชา ประธานกรรมบริหาร บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) ฉายภาพวิสัยทัศน์ในทศวรรษใหม่ว่า ดูโฮมกำลังยกระดับองค์กรโดยผสาน DNA แห่งความสำเร็จของกลุ่มผู้ก่อตั้งในรุ่นแรกที่เติบโตมาจากการสร้างความไว้วางใจกับลูกค้า เข้ากับการบริหารจัดการเชิงรุกของทายาทรุ่นที่ 2 พร้อมติดอาวุธด้วยนวัตกรรมดิจิทัล โดยวางเป้าหมายท้าทายสูงสุด คือการพาแบรนด์ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ใน 3 ของตลาดค้าปลีก-ค้าส่งวัสดุก่อสร้างในประเทศไทย ภายในระยะเวลา 3-5 ปี

บาลานซ์พอร์ต B2B และ B2C มุ่งสร้าง Ecosystem เรื่องบ้าน
เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายดังกล่าว โรดแมปสำคัญที่จะขับเคลื่อนดูโฮมให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คือการบริหารพอร์ตลูกค้าให้สมดุลในทุกมิติ โดยบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความน่าเชื่อถือในกลุ่มลูกค้าค้าส่ง (B2B) อย่างผู้รับเหมาขนาดใหญ่ ร้านค้าช่วง และบริษัทรับสร้างบ้าน ซึ่งถือเป็นฐานรากสำคัญที่ครองสัดส่วนยอดขายถึง 50%
ขณะเดียวกันก็เร่งเครื่องขยายฐานลูกค้ากลุ่มค้าปลีก (B2C) อีก 50% ที่เหลือ เพื่อเข้าถึงกลุ่มช่างรายย่อยและลูกค้าทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นสร้างครอบครัว ซึ่งการเจาะตลาดกลุ่มนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายสินค้า แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศเรื่องบ้านแบบไร้รอยต่อ ภายใต้แนวคิด “DOHOME THE PULSE (HEART) OF DO-ing : ดูโฮม ดูด้วยใจ” ที่เชื่อมโยงความต้องการเข้าด้วยกันผ่าน 3 แกนหลัก
เริ่มจากการ “ดูดี” ที่ครอบคลุมสินค้ากลุ่มตกแต่งช่วยเติมเต็มให้ทุกการทำบ้านมีชีวิตชีวา ตามด้วย “ดูใช่” ซึ่งมุ่งเน้นการคัดสรรสินค้าให้ตรงกับความต้องการของทุกช่วงวัย และตบท้ายด้วย “ดูแล” ที่สะท้อนถึงการยกระดับบริการอย่างมืออาชีพแบบครบวงจร ตั้งแต่การใช้งานแอปพลิเคชัน แพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบการจัดส่งที่รวดเร็ว ไปจนถึงบริการดูแลเรื่องบ้านครบจบจากทีม “นายช่าง”

ดันสินค้า House Brand อัปมาร์จิ้น-สปีดขยายสาขาสองโมเดล
นอกจากการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ผลักดันความสามารถในการทำกำไรให้บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ คือสินค้ากลุ่มเฮาส์แบรนด์ ซึ่งปัจจุบันมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องจนขยับสัดส่วนขึ้นมาอยู่ที่ 19-20% ของยอดขายรวม ด้วยกลยุทธ์การนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ชั้นนำในตลาด แต่มีระดับราคาที่คุ้มค่ากว่า
ซึ่งปัจจุบันดูโฮมมีแบรนด์ของตัวเองมากกว่า 20 แบรนด์ ครอบคลุมทุกหมวดหมู่งานช่างและงานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่องมือช่างอย่าง NASH และ YOSHINO, ระบบไฟฟ้า POWER MAX, เครื่องใช้ไฟฟ้า FINEXT ไปจนถึงสุขภัณฑ์ MARINE และเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ DECOS

ขณะเดียวกันในแง่ของการขยายอาณาจักรให้เข้าถึงผู้บริโภค ดูโฮมก็มุ่งปูพรมเปิดสาขาครอบคลุมจุดยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 2 โมเดลหลักที่ออกแบบมาเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมลูกค้าที่แตกต่างกันอย่างลงตัว
โมเดลแรกคือสาขาขนาดใหญ่ หรือ size xl ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 15,000 ถึง 18,000 ตารางเมตร ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 27 สาขาตามหัวเมืองใหญ่ เน้นตอบโจทย์ดีมานด์ทั้งงานก่อสร้างและงานตกแต่งแบบครบจบในที่เดียว พร้อมกันนี้ยังมีแผนรีโนเวทสาขาเดิมให้ดูทันสมัยและน่าเดินยิ่งขึ้น
ส่วนโมเดลที่สองคือ Dohome To Go หรือร้านสะดวกซื้อวัสดุก่อสร้างขนาดพื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ซึ่งปัจจุบันขยายไปแล้วกว่า 30 สาขา กระจายตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยโมเดลนี้จะเจาะลึกเข้าไปถึงระดับชุมชนเพื่อรองรับงานซ่อมแซมเร่งด่วนที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว พร้อมทั้งเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์เข้ากับสาขาใหญ่เพื่อให้การบริการไร้รอยต่อที่สุด

จัดทัพผู้บริหาร “Gen 2" ขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล
เพื่อให้การรุกขยายสาขาและขับเคลื่อนกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดูโฮมจึงตัดสินใจปรับโครงสร้างการบริหารครั้งประวัติศาสตร์ โดย นาตยา ตั้งมิตรประชา รองประธานกรรมการบริหาร ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการจัดทัพผู้บริหารใหม่ ซึ่งเป็นการดึงทายาทรุ่นที่ 2 ทั้ง 3 ท่าน เข้ามานำทัพบริหารงานตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจครอบครัวไปสู่องค์กรยุคใหม่ที่มีความเป็นมืออาชีพขั้นสูง
ทั้งนี้ ผู้บริหารระดับเจเนอเรชันใหม่แต่ละท่านจะแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจน เริ่มจาก อริยา ตั้งมิตรประชา กรรมการบริหาร ที่เข้ามากุมบังเหียนดูแลด้านกลยุทธ์สินค้าและซัพพลายเชนเป็นหลัก รับผิดชอบตั้งแต่การคัดเลือกสินค้า พัฒนาเฮาส์แบรนด์เพื่อดันอัตรากำไรขั้นต้น บริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้า ไปจนถึงการจัดการระบบ demand & supply planning ให้ครอบคลุมทุกสาขา ควบคู่ไปกับการวางรากฐานงานทรัพยากรบุคคลและสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่ง

ส่วนทางด้าน สลิลทิพ เรืองสุทธิภาพ กรรมการบริหาร จะเข้ามารับไม้ต่อในการดูแลสายงานบัญชี การเงิน และปฏิบัติการ เพื่อมุ่งเน้นเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน พร้อมพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOPs) ของสาขาทุกรูปแบบให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ตลอดจนนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการทำงานหน้าร้านและเพิ่มโอกาสในการปิดการขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะที่ มารวย ตั้งมิตรประชา กรรมการบริหาร จะเป็นผู้นำทัพด้านเทคโนโลยีและการตลาด รับผิดชอบกลยุทธ์ omnichannel เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์หน้าร้านกับออนไลน์เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ พร้อมทั้งปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูทันสมัยเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยมีการนำระบบจัดการข้อมูลลูกค้า (CDP) มาใช้วิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง และดูแลงานบริการ "นายช่าง" เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศของดูโฮมให้สมบูรณ์แบบตามหลักลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

การส่งไม้ต่อและกระจายบทบาทการบริหารอย่างเป็นระบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของดูโฮมที่ไม่เพียงแต่ต้องการเติบโตในเชิงรายได้ แต่ยังต้องการยกระดับมาตรฐานการให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรในทุกมิติ
“การเข้ามาเสริมทัพของเจนที่ 2 กำลังขับเคลื่อนการยกระดับดูโฮมไปสู่ศูนย์รวมเรื่องการการก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งบ้านอย่างครบวงจร และเข้าถึงง่าย กลายเป็นองค์กรยุคดิจิทัลที่มีความทันสมัย และเป็นมืออาชีพมากขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้า B2B และ B2C ยุคใหม่ทั่วประเทศอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นบริษัทมหาชนที่มีธรรมาภิบาล มีความมั่นคงทางการเงิน และได้รับการยอมรับจากทั้งนักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้าระดับประเทศ” นาตยา กล่าวสรุป
ภาพ : ดูโฮม
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เซ็นทรัลพัฒนา กำไรไตรมาส 2 โต 10% แตะ 4.75 พันล้านบาท ธุรกิจศูนย์การค้าทำรายได้นิวไฮ 4 ไตรมาสติด ปันผล 2.40 บาทต่อหุ้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


