“สิงห์ เอสเตท” ประกาศแผนปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ 1.4 หมื่นล้านบาท พร้อมรักษาสถานะการเงินแข็งแกร่ง ดันสัดส่วนรายได้ประจำเป็น 70% เตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอ่างทอง รับการลงทุน Data Center ด้านโรงแรมยังโตเด่น “เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท” ทุบสถิติกำไร
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานกำไรที่แข็งแกร่งผ่านการตีโจทย์ “การทำธุรกิจเชิงคุณภาพ” และการเข้าถึง “ความต้องการของลูกค้า” ในแต่ละธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Residential) 2. ธุรกิจโรงแรม (Hospitality) 3. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial) และ 4. ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate)
ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยช่วงที่บริษัทจัดทำแผนธุรกิจนั้น มีคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ไว้ที่ประมาณ 1.5% ขณะที่มีการประเมินจากสถาบันการเงินบางแห่งว่าหากสถานการณ์เอื้ออาจมีโอกาสขยับขึ้นไปถึงระดับ 2%
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด และล่าสุดมีการปรับประมาณการลงมาอยู่ที่ราว 1.3% ซึ่งสะท้อนถึงบรรยากาศเศรษฐกิจที่ยังต้องเผชิญปัจจัยกดดันหลายด้าน
ขณะที่ธุรกิจที่อยู่อาศัยยังคงเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ธนาคารมีความกังวลต่อคุณภาพของหนี้ในระบบ รวมถึงความเสี่ยงจากภาระหนี้สินของผู้บริโภค ส่งผลให้โอกาสการเติบโตของธุรกิจที่อยู่อาศัยมีข้อจำกัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
สำหรับ สิงห์ เอสเตท พอร์ตธุรกิจของบริษัทถูกวางโครงสร้างให้เน้นคุณภาพมาตั้งแต่ต้น ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์รวมประมาณ 70,000 ล้านบาท แม้ว่าเมื่อแยกตามธุรกิจแล้วอาจไม่ได้เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม แต่ธุรกิจที่ดำเนินอยู่ทั้งหมดเป็นพอร์ตที่มีคุณภาพ และมีจุดแข็งเฉพาะตัว
โดยตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2569 ไว้ที่ 14,000 ล้านบาท พร้อมกำหนดสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Business) ประมาณ 70% และรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่รายได้ประจำ (Non-Recurring Business) ประมาณ 30%

ปี 68 กวาดรายได้ 13,988 ล้านบาท
ชัยรัตน์ กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจที่สร้างรายได้ไม่ประจำ ประกอบด้วยธุรกิจที่อยู่อาศัย และธุรกิจอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจที่อยู่อาศัยทั้งหมด 9 โครงการ มูลค่ารวม 23,445 ล้านบาท ครอบคลุมเซกเมนต์ตั้งแต่ Ultra Luxury, Super Luxury, Premium Luxury และ Luxury ขณะที่ธุรกิจ IE และ Infrastructure ปัจจุบันมี 1 โครงการ มูลค่ารวม 3,813 ล้านบาท
ด้านธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ประกอบด้วยธุรกิจโรงแรม และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ โดยธุรกิจโรงแรมมีกว่า 18 แห่ง ใน 5 ประเทศ รวมจำนวน 2,518 ห้องพัก ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง ได้แก่ Crossroads, SAii และ Santiburi รวมถึงการร่วมดำเนินงานกับแบรนด์พันธมิตร เช่น SO/ Maldives, Hard Rock, Outrigger, The Unlimited Collection, Mercure และ Lyf
ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 192,596 ตารางเมตร ครอบคลุมทั้งอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก โดยโครงการสำคัญ ได้แก่ Singha Complex, S-Oasis, S-Metro และ Suntowers รวมถึงพื้นที่รีเทลภายใต้โครงการ Lighthouse
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 13,988 ล้านบาท โดยรายได้ประมาณ 80% มาจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ขณะที่อีก 20% มาจากธุรกิจที่สร้างรายได้ไม่ประจำ
เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า ธุรกิจโรงแรมทีี่บริหารงานผ่าน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ “SHR” สามารถทำกำไรสุทธิปรับปรุงจากการดำเนินงาน (Normalised Net Profit) 615 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากโรงแรมในประเทศไทย ฟิจิ และมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลัก ภายหลังจากโรงแรมที่บริษัท ปรับปรุงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์มี EBITDA อยู่ที่ 840 ล้านบาท พร้อมอัตราการเช่าของโครงการ Singha Complex และ S-Metro ที่อยู่ในระดับประมาณ 90% ส่วนอาคาร S-Oasis มีอัตราการเช่าอยู่ที่ 56% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในสิ้นปีนี้

รุก Data Center ปั้นนิคมอ่างทอง สร้างรายได้พันล้าน
สำหรับธุรกิจ IE และ Infrastructure ชัยรัตน์ กล่าวว่า บริษัทมุ่งเป้าพัฒนาโครงการรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ โดยมีนิคมอุตสาหกรรม S-Angthong ที่ถูกวางตำแหน่งเป็นพื้นที่ศักยภาพสำหรับการพัฒนาดังกล่าว
เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจากโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 3 แห่ง กำลังการผลิตรวมกว่า 400 เมกะวัตต์ รวมถึงกำลังการผลิตไอน้ำ 60 ตันต่อชั่วโมง อีกทั้งยังมีแหล่งน้ำสำรองขนาด 384 ไร่ หรือประมาณ 6.3 พันล้านลูกบาศก์เซนติเมตร
นอกจากนี้ยังมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนได้สูงสุด 36 เมกะวัตต์ และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟเบอร์ออปติกเชื่อมต่อโดยตรง
พื้นที่ดังกล่าวยังมีที่ดินพร้อมขายประมาณ 765 ไร่ พร้อมทำเลที่ตั้งใกล้กรุงเทพมหานคร ซึ่งบริษัทตั้งเป้าจำหน่ายที่ดินให้กับผู้พัฒนา Data Center ขนาด Hyperscale อย่างน้อย 1 ราย โดยมีแผนพัฒนาพื้นที่ขนาด 200-400 ไร่ และคาดว่าจะสร้างรายได้ราว 1,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทมองโอกาสในการเพิ่มรายได้ประจำจากการจำหน่ายสาธารณูปโภคให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยรายได้จากธุรกิจน้ำในปี 2568 อยู่ที่ 54 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานรวม 160 ล้านบาท

ปี 69 เปิดตัวใหม่ 2 โครงการ
สำหรับธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัทมุ่งจับดีมานด์ที่แท้จริงในตลาด Luxury โดยมีตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จจากความร่วมมือกับพันธมิตร ได้แก่ โครงการ One River Rama 3 มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท มียอดพรีเซลแล้ว 98% และคาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2570
ขณะที่โครงการ The ESSE Sukhumvit 36 ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Hongkong Land มูลค่าโครงการประมาณ 6,000 ล้านบาท สามารถปิดการขายได้ทั้งหมดในปี 2568
ในปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมที่ร่วมทุนกับบริษัท วัน เรียลเอสเตท มูลค่า 3,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ SAii Phuket Laguna บนพื้นที่เดียวกันกับโรงแรม SAii Laguna ย่านบางเทา มูลค่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการต่อยอดรูปแบบโครงการที่ประสบความสำเร็จ และโครงการคอนโดมิเนียมไฮไรส์ระดับ Super Luxury
รักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน
ด้านโครงสร้างทางการเงิน บริษัทเน้นการรักษาความแข็งแกร่งของแหล่งเงินทุนภายใต้แนวคิด “Strong Funding Capability” พร้อมบริหารการชำระหนี้อย่างมีวินัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินและผู้ถือหุ้นกู้
โดยบริษัทมีประวัติการออกหุ้นกู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2566 มีมูลค่า 3,000 ล้านบาท ปี 2567 อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท และปี 2568 อยู่ที่ 4,150 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าออกหุ้นกู้ในระดับ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงบริษัทและบริษัทย่อย พร้อมกำหนดโครงสร้างเงินทุนที่สมดุล โดยมีสัดส่วนเงินทุนจากหุ้นกู้ประมาณ 30% และเงินกู้จากธนาคาร 70%
ภาพ : สิงห์ เอสเตท
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : SC รีแบรนด์ครั้งใหญ่! เปลี่ยนโลโก้ใหม่ในรอบ 20 ปี ลุยปรับพอร์ตกระจายความเสี่ยง ตั้งเป้าปี 69 รายได้ 2.5 หมื่นล้าน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

