ในวันที่โลกธุรกิจไม่อาจมอง “ความยั่งยืน” เป็นเพียงคำสวยหรู อุตสาหกรรมก่อสร้างกำลังเผชิญโจทย์หนัก ตั้งแต่แรงกดดันด้านการปล่อยคาร์บอน การใช้วัสดุและพลังงาน ไปจนถึงความคาดหวังเรื่องความโปร่งใสและความปลอดภัยในไซต์งาน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย CSR เพียงอย่างเดียว แต่ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐาน ESG ที่ผูกกับห่วงโซ่มูลค่า และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
สำหรับฤทธาการเดินเกมสู่อนาคตจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นยุทธศาสตร์องค์กรที่ชัดเจน Go Green ที่วัดผลได้จริง และ Digital Transformation ที่เชื่อมทุกหน่วยงานด้วยข้อมูลและระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และลดความเสี่ยงในทุกขั้นตอน
Ritta: ก่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
ท่ามกลางภูมิทัศน์ธุรกิจที่ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ทับซ้อนกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน อุตสาหกรรมก่อสร้างกำลังยืนอยู่หน้าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การสร้างอาคารในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงการปักเสาแล้วปิดงานตามกำหนดเวลาอีกต่อไป หากแต่หมายถึงการสร้างระบบนิเวศเมืองที่ปลอดภัย แข็งแรง และใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ เปลี่ยนความคิดจาก “สร้างให้เสร็จ” ไปสู่ “สร้างให้ยั่งยืน” กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของบริษัททั่วโลก ฤทธา คือหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่เลือกลงมือปรับโครงสร้างการทำงานอย่างจริงจัง
แรงกดดันจากกฎระเบียบข้ามพรมแดน เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรปซึ่งจะบังคับเต็มรูปแบบในปี 2026 ทำให้การปล่อยคาร์บอนไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นต้นทุนโดยตรงของธุรกิจทันที ฤทธาจึงเลือกวางรากฐานด้วยกรอบความยั่งยืนระดับสากล ทั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) และมาตรฐานรายงานความยั่งยืนของ GRI เพื่อให้การขับเคลื่อน ESG มีโครงสร้าง ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส

สิ่งที่ทำให้แนวทางของฤทธาน่าเชื่อถือไม่ได้อยู่ที่คำบอกเล่า แต่คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากข้อมูลจริง โดยองค์กรสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้หลายเท่า โดยผลลัพธ์ของปี 2025 สามารถลดลงได้ถึง 18.34% ซึ่งเกิดจากการบูรณาการมาตรการในพื้นที่ทำงานจริง ตั้งแต่การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่อาคารสำนักงานที่ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยปีละราว 17,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง ไปจนถึงการปรับระบบทำความเย็นซึ่งช่วยลดพลังงานได้ราวหนึ่งในห้า แม้รายละเอียดด้านเทคนิคจะเป็นงานเบื้องหลัง แต่ผลลัพธ์สะท้อนบนตัวเลขคาร์บอนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อการทำงานด้านพลังงานเริ่มมั่นคงฤทธาขยายกรอบไปสู่โจทย์ที่ท้าทายกว่า นั่นคือการจัดการคาร์บอนที่ แฝงในวัสดุก่อสร้าง หรือ Embodied Carbon ซึ่งซ่อนอยู่ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต ขนส่ง ติดตั้ง ไปจนถึงการรื้อถอน วัสดุหนึ่งชิ้นจึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่เห็นด้วยตาเปล่า แนวทางนี้มีความหมายทั้งเชิงสิ่งแวดล้อมและเชิงธุรกิจ เพราะวัสดุที่ไม่ถูกใช้ไม่ใช่เพียงต้นทุนที่ลดลง แต่คือคาร์บอนที่ไม่เคยถูกปล่อยออกมา
และทุกครั้งที่ลดการขนส่งหรือการรื้อทำใหม่คือการเซฟเวลาและต้นทุนในโครงการโดยตรง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการจัดการคาร์บอนในระดับวัสดุและการออกแบบ ฤทธาได้พัฒนาศักยภาพภายในผ่าน “ทีม Green Consulting” ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างและมาตรฐานอาคารยั่งยืนระดับสากล ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลสนับสนุนแก่ทีมออกแบบและทีมงานหน้างานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจเอกสารสำหรับวัสดุที่เกี่ยวกับการปล่อยมลพิษ การวางระบบก่อสร้างที่ลดการสูญเสียวัสดุ และการตรวจสอบโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานหรือมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ความสามารถดังกล่าวทำให้ฤทธาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่เป็นพันธมิตรที่ช่วยเจ้าของโครงการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างรอบด้าน อีกทั้งสามารถช่วยยกระดับให้โครงการของบริษัทพร้อมแข่งขันได้ในตลาดที่ให้ความสำคัญกับ Green Building มากขึ้นทุกปี
แนวคิดหลักของฤทธาจึงอยู่ที่การยกระดับ “ประสิทธิภาพ” ให้เป็น “ความยั่งยืน” อย่างแท้จริง เมื่อกระบวนการก่อสร้างถูกออกแบบให้สูญเปล่าน้อยลงทั้งด้านวัสดุ เวลา และพลังงาน โครงการจะเดินหน้าอย่างราบรื่น ปลอดภัย และมีคุณภาพงานที่สม่ำเสมอ
การก่อสร้างที่ดีในศตวรรษนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่ความสวยงาม ความแข็งแรง หรือการส่งมอบตรงเวลา แต่รวมถึงความรับผิดชอบต่อโลก,ผู้คนที่อยู่อาศัยในอาคารและชุมชนโดยรอบ ฤทธากำลังพิสูจน์ว่าการยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานงาน สามารถเดินคู่ไปกับการลดคาร์บอนได้โดยไม่ต้องแลกกับประสิทธิภาพหรือโอกาสทางธุรกิจ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด การปรับปรุงระบบประกอบอาคาร การคัดเลือกวัสดุที่เหมาะสม และการจัดการกระบวนการให้สูญเปล่าน้อยที่สุด ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพของ “เมืองที่ยั่งยืน” ไม่ใช่แนวคิดอุดมคติ เมื่อผู้รับเหมาเลือกจะ “สร้างอนาคต” ควบคู่กับ “สร้างอาคาร” เมืองจึงมีโอกาสเติบโตบนฐานที่แข็งแรงทั้งต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

Digital Transformation & Smart Construction: ความแม่นยำ ความเร็ว ความปลอดภัย
ในยุคที่อุตสาหกรรมก่อสร้างต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่แรงงานที่ลดลง ต้นทุนที่ผันผวน ไปจนถึงมาตรฐานความโปร่งใสและความยั่งยืนที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ความสามารถในการ “มองเห็น คาดการณ์ และควบคุม” โครงการจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญของการแข่งขัน ธุรกิจที่พึ่งพาประสบการณ์เพียงอย่างเดียวกำลังถูกแทนที่ด้วยธุรกิจที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวนำทาง ฤทธาเดินสู่การเปลี่ยนผ่านดิจิทัลอย่างจริงจังและเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านของฤทธาเริ่มต้นจากการวางรากฐานด้วย BIM (Building Information Modeling) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับ “ระบบประสาทกลาง” ของโครงการทั้งหมด BIM ไม่ได้เป็นเพียงแบบสามมิติ แต่คือฐานข้อมูลที่รวบรวมรายละเอียดของอาคาร ตั้งแต่วัสดุ โครงสร้าง ไปจนถึงงานระบบทั้งหมดในโมเดลเดียว ทำให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลเดียวกัน ลดความคลาดเคลื่อน และยกระดับการสื่อสารในโครงการได้อย่างชัดเจน
ความสามารถของ BIM ในการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า โดยเฉพาะการตรวจสอบความขัดแย้งของแบบ (Clash Detection) ทำให้ปัญหาที่แต่เดิมจะเกิดขึ้นหน้างาน ถูกแก้ไขได้ตั้งแต่ช่วงออกแบบ ผลลัพธ์ที่ได้คือการลดความผิดพลาดและระยะเวลาการก่อสร้างเฉลี่ยลง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเทคโนโลยีคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนจริง หัวใจของการนำ BIM มาใช้ในระดับองค์กรคือ RITTA BIM CENTER หน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมมาตรฐาน BIM ของทุกโครงการ ตั้งแต่มาตรฐานของโมเดล การกำกับตาม BEP (BIM Execution Plan) ไปจนถึงการตรวจแก้ไขโมเดล ความเชี่ยวชาญภายในเช่นนี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ แต่คือการสร้าง “คน–กระบวนการ–มาตรฐาน” อย่างครบวงจร เป็นรากฐานที่จะทำให้ฤทธายกระดับจาก BIM 3D สู่การใช้งานหลายมิติในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น VR, AR และ Mixed Reality (MR) มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและการก่อสร้าง ทำให้เจ้าของงาน วิศวกร และผู้รับเหมาสามารถ “มองเห็น” อาคารเสมือนจริงก่อนเริ่มงานจริง เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ช่วยลดความผิดพลาดและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แต่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างแบบและทำให้การตรวจสอบหน้างานมีความแม่นยำมากขึ้น
ในโลกที่อุตสาหกรรมก่อสร้างกำลังถูกกำหนดด้วยกติกาใหม่ ทั้งด้านคาร์บอน เทคโนโลยี และความโปร่งใส ฤทธากำลังเปลี่ยนมุมมองจาก “ต้นทุนความยั่งยืน” สู่ “ผลตอบแทนระยะยาว” เมื่อ ESG ถูกขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานสากล และ Smart Construction ถูกยกระดับด้วยข้อมูลและระบบดิจิทัล การก่อสร้างจึงก้าวพ้นบทบาทของการส่งมอบอาคาร ไปสู่การสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ เมือง และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ในศตวรรษที่ 21 บทบาทของผู้รับเหมาได้ก้าวไกลกว่าการสร้างอาคาร สู่การออกแบบอนาคต—และนี่คือมาตรฐานใหม่ของความแข็งแกร่งที่แท้จริง

