จากการล่องเรือแม่น้ำในยุโรป สู่การบินเฮลิคอปเตอร์เหนือแอนตาร์กติกา “Scenic Group” ผู้ให้บริการเรือสำราญอัลตร้าลักชัวรีจากออสเตรเลีย เดินหน้ารุกตลาดไทย เจาะกลุ่มนักเดินทางกำลังซื้อสูงที่มองหา “ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต” มากกว่าการพักโรงแรมหรู พร้อมชูจุดขาย discovery yacht ที่มาพร้อมเฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ และบริการแบบ all-inclusive
Scenic Group อาจยังไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูนักเดินทางชาวไทย แต่ในตลาดท่องเที่ยวลักชัวรี่ระดับโลก บริษัทจากออสเตรเลียรายนี้คือหนึ่งในผู้เล่นที่สร้างชื่อจากการพานักท่องเที่ยวออกเดินทางสู่จุดหมายปลายทางที่เข้าถึงได้ยากที่สุด ตั้งแต่การล่องเรือแม่น้ำในยุโรป การสำรวจอาร์กติกและแอนตาร์กติกา ไปจนถึงการบินเฮลิคอปเตอร์เหนือทวีปน้ำแข็งและดำน้ำด้วยเรือดำน้ำส่วนตัว
บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้ 2 แบรนด์หลัก ได้แก่ Scenic Luxury Cruises & Tours ซึ่งเจาะตลาดอัลตร้าลักชัวรี่ และ Emerald Cruises ที่เน้นตลาดลักชัวรี่ระดับพรีเมียม ครอบคลุมทั้งเรือสำราญแม่น้ำ (river cruise) เรือสำรวจมหาสมุทร (discovery yacht) และโปรแกรมท่องเที่ยวในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยชูจุดขาย “Truely All-Inclusive Luxury” ที่รวมบริการแทบทุกอย่างไว้ในแพ็กเกจเดียว
ล่าสุด Scenic Group เริ่มรุกตลาดประเทศไทยอย่างจริงจัง ผ่านสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสิงคโปร์ หลังมองเห็นศักยภาพของกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้มีความมั่งคั่งสูงที่กำลังมองหาประสบการณ์ที่แตกต่าง มากกว่าการพักผ่อนในโรงแรมหรูเพียงอย่างเดียว
แอนโทนี ลาเวอร์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Scenic Group เปิดเผยว่า บริษัทดูแลตลาดตั้งแต่ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไปจนถึงอินโดนีเซีย โดยลูกค้าเป้าหมายหลักคือกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง ไม่ใช่ตลาดแมส
“ตลอดช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา เอเชียเติบโตขึ้นอย่างมาก ผู้คนจำนวนมากสร้างความมั่งคั่งจากการทำงานหนัก และพวกเขาเข้าใจความหมายของคำว่าลักชัวรี่ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นอย่าง Chanel หรือ Tiffany & Co. รวมถึงรถยนต์หรูอย่าง Mercedes-Benz และแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ
"สิ่งที่เราเห็นในวันนี้คือ เมื่อคนเหล่านี้ประสบความสำเร็จจากการทำงานหนักแล้ว พวกเขาต้องการให้รางวัลตัวเองด้วยการท่องเที่ยวระดับลักชัวรี่ แต่ลักชัวรี่ในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต เพราะเมื่อก่อนการท่องเที่ยวหรูอาจหมายถึงการเข้าพักในโรงแรมระดับ 6 ดาว อยู่ในห้องเดิม วิวเดิม แล้วเดินทางต่อไปยังเมืองถัดไป แต่แนวคิดของเราคือการสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ พาลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่หลากหลาย โดยใช้ความพยายามน้อยที่สุด แต่ได้รับความหรูหราสูงสุด"

จาก River Cruise สู่ Discovery Yacht
Scenic Group เริ่มต้นธุรกิจจากการท่องเที่ยวทางบก ก่อนขยายสู่ธุรกิจเรือสำราญแม่น้ำในยุโรป เป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดเรือสำราญแม่น้ำ (river cruise) ในยุโรป ผ่านเส้นทางยอดนิยมอย่างแม่น้ำดานูบ ไรน์ แซน และแม่น้ำโขง และต่อยอดสู่เรือสำรวจมหาสมุทรที่สามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่เข้าถึงได้ยาก เช่น แอนตาร์กติกา อาร์กติก ปาตาโกเนีย กรีนแลนด์ และฟยอร์ดของชิลี
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าการแข่งขันในตลาดลักชัวรี่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การมีห้องพักใหญ่หรือร้านอาหารจำนวนมากเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง “ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น” ซึ่งกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Scenic ลงทุนพัฒนา discovery yacht พร้อมเฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจประจำเรือ

ขาย “ประสบการณ์” มากกว่าห้องพักหรู
แอนโทนีระบุว่า แนวคิดของ Scenic คือการสร้าง “four-dimensional experience” หรือประสบการณ์ลักชัวรี่ 4 มิติ ได้แก่ บนเรือ บนบก ใต้ทะเล และบนอากาศ ลูกค้าจึงไม่ได้เพียงเข้าพักในห้องสวีตระดับหรู แต่ยังสามารถขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจภูมิประเทศจากมุมสูง ใช้เรือดำน้ำสำรวจโลกใต้ทะเล หรือร่วมกิจกรรมสำรวจธรรมชาติผ่านเรือยาง zodiac ได้ด้วย
“โรงแรมหรูสวยงามก็จริง แต่สุดท้ายก็เป็นประสบการณ์เพียงมิติเดียว สิ่งที่เราต้องการมอบคือการเดินทางที่พาลูกค้าออกไปสัมผัสโลกในหลายมิติ”

แม้ Scenic จะยอมรับว่ามีผู้เล่นรายสำคัญในตลาดอย่าง Ponant และ Silversea แต่บริษัทเลือกไม่แข่งขันด้วยการเปรียบเทียบแบรนด์
แอนโทนีเปรียบเทียบว่า เช่นเดียวกับแบรนด์แฟชั่นหรือรถยนต์ระดับลักชัวรี่ ผู้บริโภคไม่ได้เลือกเพราะแบรนด์หนึ่งดีกว่าอีกแบรนด์ แต่เลือกจากคุณค่าและตัวตนที่เชื่อมโยงกับแบรนด์นั้น
"ไม่มีเรือสำราญลำไหนที่มีทั้งเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ และเรือดำน้ำส่วนตัวอยู่บนเรือเหมือนเรา เวลาคุณเดินทางไปแอนตาร์กติกา คุณไม่ได้เพียงแค่มองวิวจากหน้าต่างหรือระเบียงห้องพัก แม้เรือทุกลำจะมีวิวสวยเหมือนกันก็ตาม แต่เราสามารถพาคุณเดินทางลึกเข้าไปในแผ่นดินราว 10-12 ไมล์ทะเล ไปยังสถานที่ที่แทบไม่มีใครในโลกเคยเดินทางไปถึงมาก่อน เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น

"รอยเท้าของคุณบนหิมะอาจเป็นรอยแรกที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่นั้น นั่นเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก เพราะคุณได้ไปเยือนพื้นที่ที่แทบไม่มีใครเคยเดินทางไปถึง และคุณไม่จำเป็นต้องเดินไกลเป็นระยะทาง 9 กิโลเมตรด้วยตัวเอง เพราะเราจัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นบนผืนแผ่นดิน ใต้ท้องทะเลด้วยเรือดำน้ำ บนอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ หรือบนเรือสำราญ" แอนโทนีย้ำ
นอกจากนี้ เรือสำรวจ discovery yacht ของ Scenic รองรับผู้โดยสารเพียงประมาณ 200 คน พร้อมลูกเรือเกือบ 200 คน หรือมีอัตราส่วนลูกเรือต่อผู้โดยสารเกือบ 1 ต่อ 1 ซึ่งช่วยให้สามารถให้บริการได้อย่างใกล้ชิดในระดับเดียวกับโรงแรมหรู
ทำไมต้องแอนตาร์กติกา?
หนึ่งในเส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ Scenic คือการเดินทางสู่แอนตาร์กติกา
แอนโทนีเล่าว่า ความพิเศษไม่ได้อยู่ที่การชมภูเขาน้ำแข็งจากเรือ แต่คือการได้สัมผัสสถานที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็น Dry Valleys ทางฝั่งตะวันออกของแอนตาร์กติกา ซึ่งเป็นพื้นที่แห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนองค์การ NASA เคยใช้ศึกษาสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงพื้นผิวดวงจันทร์ หรือ Ross Ice Shelf ที่เมื่อมองจากเรือจะเห็นเป็นกำแพงน้ำแข็งสูงหลายร้อยเมตร แต่เมื่อมองจากเฮลิคอปเตอร์จะเห็นความยิ่งใหญ่ของทั้งแผ่นน้ำแข็งในระดับทวีป
ลูกค้ายังมีโอกาสพบวาฬหลังค่อม วาฬฟิน ฝูงเพนกวินนับแสนตัว รวมถึงสัตว์ป่านานาชนิด ภายใต้หลักการท่องเที่ยวที่ไม่รบกวนธรรมชาติ โดยเฮลิคอปเตอร์จะลงจอดห่างจากพื้นที่อาศัยของสัตว์ป่า ก่อนให้นักท่องเที่ยวเดินเท้าเข้าไปยังจุดชม

คนน้อย แต่ได้ประสบการณ์มากกว่า
อีกหนึ่งจุดแข็งของ Scenic คือการจำกัดจำนวนผู้โดยสารเพียงประมาณ 200 คนต่อเที่ยว
เนื่องจากกฎของสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวแอนตาร์กติกา (IAATO) กำหนดให้มีนักท่องเที่ยวขึ้นฝั่งได้ครั้งละไม่เกิน 100 คน ทำให้ผู้โดยสารของ Scenic มีโอกาสขึ้นสำรวจผืนน้ำแข็งได้ถึง 2-3 ครั้งต่อวัน ขณะที่เรือขนาดใหญ่บางลำ ผู้โดยสารอาจต้องรอคิวหรือพลาดโอกาสขึ้นฝั่งหากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
บริษัทยังลงทุนด้านเทคโนโลยีของเรือ ทั้งระบบรักษาสมดุล ระบบขับเคลื่อน และระบบนำร่อง เพื่อให้เฮลิคอปเตอร์สามารถขึ้นลงบนดาดฟ้าเรือได้อย่างปลอดภัย แม้จะอยู่กลางมหาสมุทร รวมถึงสามารถนำเรือเข้าใกล้แผ่นน้ำแข็งได้อย่างแม่นยำโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
"หากพูดถึงเทคโนโลยีของเรือ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเล่าคือ ความนิ่งของเรือ ไม่ว่าสภาพคลื่นจะเป็นอย่างไร เวลาที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนดาดฟ้าเรือ พื้นเรือจะต้องมีความมั่นคงอย่างมาก เพราะหากดาดฟ้าขยับขึ้นลงเพียงเล็กน้อย เฮลิคอปเตอร์ก็ไม่สามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเรือของเรามีความนิ่งมาก ผมเคยนั่งเฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนเรือลำนี้มาแล้ว การลงจอดให้ความรู้สึกราวกับกำลังลงบนพื้นแข็ง ไม่ใช่บนเรือที่ลอยอยู่กลางทะเล และหากพูดตามตรง ผมคิดว่ายังไม่มีผู้ให้บริการรายอื่นที่สามารถทำได้ในระดับเดียวกับเรา" แอนโทนีเสริม
“เงินซื้อของได้ แต่ซื้อประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้”
ผู้บริหาร Scenic Group มองว่า พฤติกรรมของนักเดินทางระดับ high net worth individuals เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับโรงแรมระดับ 5-6 ดาวในเมืองใหญ่ สู่การแสวงหาประสบการณ์ที่มีความเฉพาะตัวและไม่สามารถซื้อซ้ำได้
“เงินซื้อสินค้าได้ แต่ประสบการณ์บางอย่างมีเพียงครั้งเดียวในชีวิต” แอนโทนีกล่าว พร้อมยกตัวอย่างการพายเรือคายักท่ามกลางแอนตาร์กติกา ก่อนที่วาฬหลังค่อมจะโผล่ขึ้นมาตรงหน้า หรือการได้เห็นวาฬฟินที่มีขนาดเกือบเท่าความยาวของเรือ รวมถึงการเดินท่ามกลางอาณานิคมเพนกวินนับแสนตัว ซึ่งให้ความรู้สึกราวกับย้อนเวลากลับไปสู่โลกเมื่อหลายล้านปีก่อน

มองไทยเป็นตลาดศักยภาพ
แม้ปัจจุบันตลาดหลักของ Scenic ยังอยู่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แต่บริษัทเชื่อว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากเป็นตลาดที่คุ้นเคยกับสินค้าและบริการระดับลักชัวรี่อยู่แล้ว
“ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านการบริการระดับโลก คนไทยเข้าใจความหมายของความหรูหรา และเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการเดินทางเพื่อแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ” แอนโทนีกล่าว และว่า คนไทยเข้าใจมาตรฐานของการบริการระดับพรีเมียม อีกทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยยังนิยมเดินทางไปยุโรป ล่องเรือแม่น้ำ หรือแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ มากขึ้น จึงเชื่อว่าตลาดอัลตร้าลักชัวรี่จะมีโอกาสเติบโตในระยะยาว
"ผมคิดว่าคนไทยเป็นอีกกลุ่มที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตและการสะสมประสบการณ์ดีๆ พวกเขาชื่นชอบอาหาร ชื่นชอบการใช้ชีวิต และชื่นชอบความหรูหรา ซึ่งผมมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคุณลักษณะพื้นฐานที่ไม่แตกต่างจากตลาดอื่นๆ มากนัก โดยเฉพาะในประเทศไทย ผู้คนทำงานหนักมาก และเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว พวกเขาก็ต้องการให้รางวัลตัวเองจากความทุ่มเทที่ผ่านมาด้วยประสบการณ์ที่พิเศษ"
สำหรับการทำตลาดในประเทศไทย Scenic Group ระบุว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยเป้าหมายรายได้หรือจำนวนลูกค้าได้ เนื่องจากเพิ่งเริ่มลงทุนอย่างจริงจัง แต่หลังจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคที่ประเทศสิงคโปร์ บริษัทจะสามารถติดตามพฤติกรรมของลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยได้อย่างละเอียดมากขึ้น
ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มนักเดินทางกำลังซื้อสูง ผ่านความร่วมมือกับ World Travel Designer (WTD) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดการท่องเที่ยวระดับลักชัวรี่และตัวแทนจำหน่ายแบรนด์เรือสำราญชั้นนำระดับโลก และจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเอเชีย โดยเชื่อว่าความต้องการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์จะเติบโตต่อเนื่อง หลังนักเดินทางเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณค่าของประสบการณ์” มากกว่าการสะสมสินค้าหรู
สำหรับราคาของแพ็กเกจของ Scenic Group เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 15,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคน มาพร้อมห้องพักขนาดเริ่มต้น 32 ตารางเมตร และอาจสูงถึง 80,000 เหรียญสำหรับห้อง owner’s suite ขนาดพื้นที่กว่า 190 ตารางเมตร โดยทุกแพ็กเกจรวมค่าที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม กิจกรรมสำรวจ อุปกรณ์สำหรับการเดินทาง และบริการต่างๆ ไว้แล้ว และให้บริการสำหรับผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปเท่านั้น
ภาพ: Scenic Group
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : AWC ดึง “Avatar” บุกไทย! เนรมิตโลก Pandora กลางเอเชียทีค ปลุกแลนด์มาร์กใหม่ริมเจ้าพระยา หวังดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


