อุดรฯ เตรียมเปิดฉากพืชสวนโลก ลุย 6 โซนนวัตกรรมดึง 17 ชาติร่วมโชว์ คาดโมเดลจับคู่ธุรกิจดันจีดีพี 2 หมื่นล้าน พร้อมชู Legacy Plan ปลุกเศรษฐกิจระยะยาว

อุดรฯ เตรียมเปิดฉากพืชสวนโลก ลุย 6 โซนนวัตกรรมดึง 17 ชาติร่วมโชว์ คาดโมเดลจับคู่ธุรกิจดันจีดีพี 2 หมื่นล้าน พร้อมชู Legacy Plan ปลุกเศรษฐกิจระยะยาว

กางโรดแมป "มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569" พลิกโฉมหนองแด 1,030 ไร่สู่ฮับเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้กรอบงบประมาณ 2.5 พันล้านบาท ดึง 17 ประเทศร่วมโชว์ศักยภาพ 6 โซนจัดแสดงตลอด 134 วัน โดยมีทีเส็บร่วมขับเคลื่อนโมเดล business matching เชื่อมโยงการลงทุนสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น คาดสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย GDP กว่า 2 หมื่นล้านบาท เงินสะพัด 3.2 หมื่นล้านบาท พร้อมดึงเอกชนร่วม legacy plan ปั้นมรดกเศรษฐกิจยั่งยืน


    วัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า มาจากแนวคิดของ วิเชียร ขาวขำ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ก่อนอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนผลักดันจนเกิดเป็นมหกรรมพืชสวนโลก

    โดยโครงการได้รับอนุมัติกรอบงบประมาณรวม 2.5 พันล้านบาทตั้งแต่ปี 2565 และมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมภายใต้กรอบวงเงินดังกล่าว

    ด้วยเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว เป้าหมายหลักภายใต้แนวคิด “Diversity of Life” หรือความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต จึงไม่ใช่เพียงการเนรมิตมหกรรมระดับนานาชาติชั่วคราว แต่คือการพลิกโฉมพื้นที่หนองแดให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของภาคอีสาน และเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เมืองในระยะยาว ซึ่งความสำเร็จในระยะยาวจะถูกชี้วัดจากการบริหารจัดการพื้นที่หลังสิ้นสุดงาน

    "สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ที่นี่ต้องเป็นทั้งปอดแห่งใหญ่ของชาวอุดรธานี เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพรรณพืชและสายน้ำสำหรับเยาวชน และเป็นพื้นที่ให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาเทคโนโลยีการปลูกเพื่อนำไปต่อยอดอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม" วัชระพล กล่าว

    เพื่อให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง กระทรวงฯ เตรียมหารือร่วมกับจังหวัดอุดรธานีเพื่อวางโครงสร้างหน่วยงานรับผิดชอบและจัดสรรงบประมาณดูแลพื้นที่ในระยะยาว (legacy plan) โดยจะดึงภาคเอกชนและเครือข่ายธุรกิจท้องถิ่นที่เข้มแข็งเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการ

​


จัด 6 โซนยุทธศาสตร์ โชว์นวัตกรรมพืชสวนโลก

    นอกเหนือจากแผนพัฒนาระยะยาว การบริหารจัดการพื้นที่จัดแสดงให้ดึงดูดสายตาชาวโลกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดอุดรธานี และทีเส็บ (TCEB) เนรมิตพื้นที่จัดงานรวม 1,030 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่น้ำ 400 ไร่ และพื้นที่ดิน 630 ไร่ เพื่อรองรับกิจกรรมตลอด 134 วัน

    โดยเบื้องต้นพื้นที่จัดงานจะถูกแบ่งออกเป็น 6 โซนยุทธศาสตร์ ได้แก่

    1. โซนต้อนรับและทางเข้างาน

    2. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนประเทศและองค์กรนานาชาติ

    3. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ได้แก่ อาคารเรือนกระจกและอาคารอำนวยการ

    4. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร โชว์นิทรรศการไม้ผล เทคโนโลยีการเกษตร และคาร์บอนเครดิต

    5. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความหลากหลายของพรรณไม้

    6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ

​


    ขณะเดียวกันงานครั้งนี้ยังมีสวนจากต่างประเทศเข้าร่วม โดยข้อมูลการจัดงานระบุว่ามีสวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรระดับโลก แบ่งเป็นสวนภายในและภายนอกอาคารอย่างละ 16 สวน พร้อมสวนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทยอีก 16 สวน

    ระพีภัทร์กล่าวว่า การเข้าร่วมของนานาชาติเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัย เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาพืชสวนของไทย

    อีกหนึ่งองค์ประกอบของงานคือมาสคอต “วาปี-กุมภะ” (Wapi-Khumpa) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำ และอารยธรรมบ้านเชียง สื่อถึงสายน้ำ พืชพรรณ ภูมิปัญญา ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดอุดรธานี

    โดยงานจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ก่อนมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงเย็นวันที่ 2 พฤศจิกายน และจัดต่อเนื่องจนถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน

​


ต่อยอด Business Matching ดันจีดีพีพุ่ง 2 หมื่นล้าน

    นอกเหนือจากการจัดแสดงพรรณไม้และนิทรรศการแล้ว อีกเป้าหมายของมหกรรมคือการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดย ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) กล่าวว่า ความสำเร็จของงานไม่ควรวัดจากจำนวนผู้เข้าชมเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากการจับคู่ธุรกิจ การสร้างเครือข่าย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจท้องถิ่นด้วย

    ทีเส็บจึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ากับธุรกิจและพันธมิตรจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    โดยการจัดงานครั้งนี้คาดการณ์ว่าจะสร้าง GDP กว่า 2 หมื่นล้านบาท มีการจ้างงานประมาณ 81,000 อัตรา สร้างรายได้จากการจัดเก็บภาษีกว่า 7.7 พันล้านบาท และมีเงินสะพัดตลอดช่วงจัดงานมากกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท

    ควบคู่ไปกับตัวเลขเป้าหมายทางเศรษฐกิจดังกล่าว ผลลัพธ์เชิงบวกที่แท้จริงยังต้องวัดจากการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และผู้ประกอบการท้องถิ่น ตลอดจนการสร้างกิจกรรมทางธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนหลังมหกรรมสิ้นสุดลง

    ดร.ศุภวรรณกล่าวว่า “การส่งต่อพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการประเมินความสำเร็จของงาน โดยทีเส็บยังเดินหน้าส่งเสริมเมืองไมซ์ 16 เมืองทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้พื้นที่ต่างๆ ใช้การจัดงานเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและธุรกิจในท้องถิ่น”

​


โรงแรม-ร้านอาหารรับแรงหนุนก่อนเปิดงาน

    นอกจากผลทางเศรษฐกิจที่คาดหวังตลอดช่วงจัดงานแล้ว ความต้องการใช้บริการในช่วงเปิดมหกรรมยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม โดยวัชระพลเปิดเผยว่า การเตรียมจัดงานเริ่มส่งผลต่อภาคท่องเที่ยวและบริการของจังหวัดอุดรธานี โดยมีโรงแรมและร้านอาหารบางแห่งมียอดจองล่วงหน้าใกล้เต็มในช่วงเปิดงาน

    สะท้อนจากยอดจองห้องพักในระบบของจังหวัดอุดรธานีที่มีกว่า 7,000 ห้อง รวมถึงร้านอาหารชั้นนำ ถูกจองล่วงหน้าจนเกือบเต็มความจุในช่วงเปิดงาน และดีมานด์ที่ล้นทะลักนี้ยังกระจายตัวสร้างรายได้ไปยังจังหวัดเครือข่าย ทั้งหนองบัวลำภู หนองคาย ขอนแก่น และบึงกาฬด้วย

    นอกจากนี้ โมเมนตัมทางเศรษฐกิจดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากกำหนดการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดการประชุม ครม. สัญจร ที่จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งให้เม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นทวีคูณยิ่งขึ้น

    วัชระพลกล่าวทิ้งท้ายว่า "เราหวังว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดงานครั้งนี้ จะไม่ใช่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่จะเป็นการผนึกกำลังกันไปตลอดจนจบงาน และส่งต่อความสำเร็จนี้ไปสู่ legacy plan เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่แห่งนี้จะสร้างประโยชน์สูงสุด และยกระดับคุณภาพชีวิตให้พี่น้องชาวอุดรธานีและภาคอีสานได้อย่างยั่งยืน"


ภาพ : มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี

ออกแบบภาพปก : ชัยกานต์ มณีจักร์​




​​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เมื่อคนญี่ปุ่นเลือกสร้างธุรกิจโรงแรมในไทย เส้นทาง 11 ปี Kokotel จากช่องว่างตลาด 3 ดาว สู่ฝันพันแห่งทั่วโลก

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine​