วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล ขับเคลื่อนยางพาราไทย เปิดเกมใหม่ในเวทีโลก

วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล ขับเคลื่อนยางพาราไทย เปิดเกมใหม่ในเวทีโลก

FORBES THAILAND / ADMIN
06 Nov 2026 | 10:00 AM
READ 116

อุตสาหกรรมยางพารา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการส่งออกไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยสถานการณ์ที่ถูกถาโถมความท้าทายผ่านนโยบายการค้า ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โจทย์สำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการรักษาความสามารถในการแข่งขันแต่คือการเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในวันข้างหน้า เพื่อรักษาตำแหน่ง ผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก


    จากบริบทดังกล่าว บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA คือหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่ยืนอยู่แนวหน้าของอุตสาหกรรม โดยวางบทบาทเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 10-12 ของความต้องการยางธรรมชาติทั่วโลก

    พร้อมฐานผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุมทุกประเภท ตั้งแต่ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ไปจนถึงน้ำยางข้น ด้วยกำลังการผลิตราว 3.65 ล้านตันต่อปี ขนาดและศักยภาพดังกล่าวทำให้ STA เปรียบเสมือนแม่ทัพสำคัญของไทยในสนามการแข่งขันระดับโลก

    แต่การยืนอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมย่อมหมายถึงการเป็นด่านแรกที่ต้องรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาทุกย่างก้าวของ STA จึงไม่ได้สะท้อนเพียงขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัท หากยังเชื่อมโยงกับภาพของยางพาราไทยในสายตาตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทุกย่างก้าวจึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีบทบาทเพียงในฐานะแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะยกระดับขึ้นเป็นหนึ่งในผู้กำหนดมาตรฐาน และทิศทางของอุตสาหกรรมยางพาราโลกได้ในเวลาเดียวกัน

    หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น เส้นทางของ STA เริ่มขึ้นในปี 2530 พร้อมหมุดหมายในการสร้างธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจร ซึ่งเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำเข้าไว้ด้วยกัน ในธุรกิจต้นน้ำ STA บริหารจัดการพื้นที่สวนยางกว่า 47,000 ไร่ กระจายอยู่ใน 19 จังหวัดทั่วประเทศไทยผ่าน บริษัท ศรีตรัง รับเบอร์ แอนด์ แพลนเทชั่น จำกัด (SRP)

    ทำให้บริษัทมีฐานวัตถุดิบจากสวนยางของตนเอง ควบคู่กับการรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการผลิต ก่อนส่งต่อสู่ธุรกิจกลางน้ำซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้ผ่านการผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติทั้งยางแผ่น ยางแท่ง และน้ำยางข้น

​


    จากรากฐานดังกล่าว STA ยังต่อยอดห่วงโซ่ธุรกิจไปสู่ปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตถุงมือยางทางการแพทย์ไปจนถึงท่อไฮดรอลิก เปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตวัตถุดิบไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และทำให้โครงสร้างธุรกิจของ STA เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นยางไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำไปใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะธุรกิจถุงมือยางทางการแพทย์ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทอย่างโดดเด่นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA คือหัวหอกคนสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนอาณาจักร ในปัจจุบันชายหนุ่มวัย 42 ปี คือผู้บริหารรุ่นที่ 2 (บุตรชาย ดร.ไวยวุฒิ สินเจริญกุล ที่ร่วมก่อตั้งบริษัทกับบิดา สมหวัง สินเจริญกุล) รับหน้าที่แม่ทัพใหญ่ในการนำพาพนักงานกว่า 15,300 คน

    กับการรักษาตำแหน่งผู้นำผู้ผลิตยางพาราไทย (และโลก) แบบครบวงจรชีวิต การทำงานของเขาเต็มไปด้วยการเดินทางแทบทุกอาทิตย์เพื่อไปเยี่ยมโรงงานและออฟฟิศทั้งในไทย สิงคโปร์ อินโดนีเชีย เวียดนาม จีน สหรัฐอเมริกา ไปจนถึงเมียนมาและโกตติวัวร์ (Côte d'Ivoire) หรือไอวอรีโคสต์ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน

​

วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล


ผู้นำตลาดยางโลก

    เมื่อพูดถึงความสำเร็จของ STA สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือรากฐานจากธุรกิจครอบครัวที่ถูกยกระดับขึ้นอย่างมืออาชีพ วีรสิทธิ์มองว่า มรดกทางธุรกิจที่ผู้ก่อตั้งรุ่นก่อนได้สร้างไว้ถือเป็น "ความได้เปรียบทางการแข่งขัน" โดยเฉพาะในเรื่องของความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสที่บริษัทมีต่อลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ด้วยเส้นทางของ STA มิได้เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆ 

    แต่เริ่มต้นจากธุรกิจผลิตยางแผ่นรมควันที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 31 ล้านบาท ก่อนขยายสู่การผลิตน้ำยางข้น ยางแท่ง สวนยาง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จนสร้างโครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานยางธรรมชาติมากขึ้น จากนั้นบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2534 ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างฐานทุนเพื่อรองรับการเติบโตการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศเริ่มเห็นชัดในช่วงต้นทศวรรษ 2540

    โดยปี 2545 ที่ STA จัดตั้ง Sri Trang International ในสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแก่ลูกค้าทั่วโลก จากนั้นในปี 2547 จัดตั้ง Sri Trang USA เพื่อเจาะตลาดสหรัฐฯ พร้อมตั้งทีมขายในชิงเต่าและเซี่ยงไฮ้เพื่อขยายตลาดจีน และเข้าสู่อินโดนีเซียผ่าน PT si PT Sri Trang Lingga ซึ่งเป็นฐานจัดหาและผลิตยางธรรมชาติแห่งแรกของกลุ่มนอกประเทศไทย

    STA เดินหน้าขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องโดยเข้าซื้อโรงงาน PT Star Rubber ในอินโดนีเซียในปี 2552 และจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งแรกในจีนในปี 2553 ก่อนสร้างอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในปี 2554 ด้วยการนำ STA เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์โดยบริษัทระบุว่าเป็นบริษัทจดทะเบียนไทยแห่งแรกที่เข้าจดทะเบียนในสิงคโปร์ ทำให้STA มีหุ้นซื้อขายอยู่ทั้งในตลาดทุนไทยและสิงคโปร์

    จากนั้นบริษัทจึงขยายฐานในเอเชียเพิ่มเติมทั้งเมียนมาในปี 2556 และเวียดนามในปี 2557 ขณะเดียวกันยังพัฒนาธุรกิจปลายน้ำ โดยธุรกิจถุงมือยางถูกยกระดับขึ้นเป็นอีกเสาหลักภายใต้ Sri Trang Gloves (Thailand) หรือ STGT ซึ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2563 และต่อมาขยายเครือข่ายจัดจำหน่ายไปยังอินโดนีเชีย เวียดนาม สหรัฐฯ และฟิลิปปินส์

    อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมยางพาราไทยยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเวทีโลกด้วยสถานะผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลกท่ามกลางคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และโกตดิวัวร์ ขณะที่ STA เองครองตำแหน่งผู้นำในประเทศและเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของโลก ทว่าความแข็งแกร่งด้านปริมาณและกำลังการผลิตยังมาพร้อมโจทย์สำคัญด้าน "การสร้างมูลค่า"

    เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรมยางพาราไทยยังมีน้ำหนักอยู่ในธุรกิจกลางน้ำ ตั้งแต่การรับซื้อ แปรรูป และผลิตยางธรรมชาติเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำทั่วโลก นั่นหมายความว่า ความท้าทายในสมรภูมิถัดไปจึงไม่ใช่เพียงการรักษาตำแหน่งผู้นำ แต่คือการเปลี่ยนความได้เปรียบจากการ "ผลิตได้มาก" ให้กลายเป็นความสามารถในการ "สร้างมูลค่าได้มาก" จากทรัพยากรที่ไทยครองความได้เปรียบอยู่ในมือ


​

ปัจจัยกระทบธุรกิจ

    ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารของ บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรีในปี 2564 วีรสิทธิ์จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่ The University of Reading ประเทศอังกฤษ และเริ่มทำงานที่แรกที่ธนาคารกสิกรไทยในตำแหน่ง Corporate Credit Analyst ซึ่งอยู่ในแผนกสินเชื่อกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ระหว่างปี 2551-2554

    จากนั้นได้ลาออกจากงานเพื่อเรียนต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจ (การเงินและการตลาด) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากจบปริญญาโทในปี 2556 เขาตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะกลับมาช่วยงานของครอบครัว โดยเริ่มจากงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบจัดการภายใน ทั้งด้านการลงทุน กฎหมาย การเงิน รวมถึงรับผิดชอบโครงการต่างๆ ที่เข้ามา

    ในมุมมองของวีรสิทธิ์ ยางธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่สินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) แต่เป็นวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์ (strategic raw material) ที่ประเทศมหาอำนาจต้องกักตุนไว้ในยามวิกฤตหรือสงคราม ดังนั้น ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุดในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าไม่ใช่นโยบายภายในประเทศ

    แต่เป็นปัจจัยเศรษฐกิจระดับมหภาค เช่น สงคราม กำแพงภาษีจากสหรัฐอเมริกา และความผันผวนของค่าเงิน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผลกระทบจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และปัญหาความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อดีมานด์ ซัพพลาย และต้นทุนของยางธรรมชาติ

    "เนื่องจาก STA มีสัดส่วนการส่งออกถึง 90% และจำหน่ายในประเทศเพียง 10% องค์กรจึงมีสถานะเป็น global player อย่างเต็มตัว การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกจึงมีความอ่อนไหวสูงมาก เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงระบบนี้ บริษัทได้พัฒนาระบบข่าวกรองเชิงรุกผ่านเครือข่ายสำนักงานทั่วโลก...ทีมงานในพื้นที่เหล่านี้เปรียบเสมือนเรดาร์ที่คอยตรวจจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงและรายงานข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์

    ทำให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถจัดตั้ง "วอร์รูม” เพื่อประชุมหารือ วิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านราคาและโลจิสติกส์ได้ทันท่วงที" ผู้บริหารหนุ่มกล่าวโดยยกตัวอย่างวิกฤตการณ์ทะเลแดง หรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นกรณีที่มีผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันและราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว


​

    สำหรับแนวโน้มความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลก เมื่อพิจารณาแนวโน้มความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลก ข้อมูลเชิงสถิติชี้ให้เห็นว่าดีมานด์ได้ขยายตัวจาก 13 ล้านตันเป็น 15 ล้านตันต่อปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา วีรสิทธิ์กล่าว

    แม้จะมีข้อกังวลเรื่องการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าอาจไปลดการใช้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาป แต่ในความเป็นจริงรถ EV มีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์ทั่วไปจากขนาดของแบตเตอรี่ และมีแรงบิดที่สูงกว่าทำให้ต้องการยางล้อที่มีความทนทานเป็นพิเศษ และสึกหรอเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ความต้องการยางธรรมชาติคุณภาพสูงยังคงเติบโตต่อไปอย่างแข็งแกร่ง

    ส่วนในด้านภูมิทัศน์การผลิตของโลก ประเทศไทยยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตอันดับ 1 ที่มีคุณภาพสูงสุด ขณะที่อินโดนีเชียและมาเลเซียได้ลดพื้นที่ปลูกยางลง โดยมาเลเซียหันไปปลูกปาล์มและมุ่งเน้นอุตสาหกรรมถุงมือยางแทน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องจับตาคือการผงาดขึ้นของประเทศไอวอรีโคสต์ในทวีปแอฟริกาที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลกในปีนี้ด้วยผลผลิตระดับ 2 ล้านตัน (อ้างอิงจาก Fund for Agricultural Research and Advisory Services:FIRCA) 

    โดยปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตมาจากราคาที่แข่งขันได้และการเข้าสู่ยุคการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรหลังสงครามภายในประเทศสงบลง

    "ตัวแปรใหม่ที่วงการต้องจับตาคือไอวอรีโคสต์ ปัจจัยหลักมาจากการสนับสนุนจากภาครัฐ พื้นที่เพาะปลูกมหาศาล และต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าเอเชีย ทำให้ภูมิภาคแอฟริกาตะวันตกกลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่ผู้เล่นระดับโลกต้องเข้าไปชิงความได้เปรียบ ซึ่ง STA ก็ได้เข้าไปปักธงตั้งสำนักงานในไอวอรีโคสต์เพื่อรักษาความได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบแล้วเช่นกัน"

    นี่อาจเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายตัวระดับโลกของ STA กับการเข้าสู่ทวีปแอฟริกา ในเดือนตุลาคมปี 2565 STA จัดตั้ง Sri Trang Africa SA. ในสาธารณรัฐโกตดิวัวร์เพื่อประกอบธุรกิจซื้อขายยางธรรมชาติ จากนั้นเปิดศูนย์รับซื้อวัตถุดิบแห่งแรกในเดือนมิถุนายน ปี 2566 และเพิ่มศูนย์รับซื้อแห่งที่ 2 พร้อมจัดตั้งโรงงานยางในช่วงปลายปีเดียวกัน ก่อนโรงงานผลิตยางแท่งจะเริ่มดำเนินการในเดือนเมษายน ปี 2567


​

ขยายการเติบโต

    ภาพรวมอุตสาหกรรมยางพาราของไทยคาดว่าเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งด้านผลผลิต ปริมาณจำหน่ายในประเทศและส่งออกระหว่างปี 2569-2571 ธนาคารกรุงศรีอยุธยารายงานใน "แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2569-2571: อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูป" ว่า ผลผลิตยางพาราขั้นกลางของไทยคาดว่าจะทรงตัวในอัตราเฉลี่ย -0.3% ถึง 0.7% ต่อปี

    ในส่วนของปี 2569 ทำให้ผลผลิตยางพารามีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 7.9-8.9% โดยมีแรงหนุนจากสภาพอากาศและอุณหภูมิในไทยที่เอื้ออำนวยจากผลของปรากฏการณ์ลานีญาที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะปกติในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี ส่งผลให้อัตราผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ความต้องการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะถุงมือยาง เครื่องมือยางทางการแพทย์ และอุปกรณ์ยางพาราเพื่อสุขอนามัยที่เติบโตตามเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยแม้ STA จะมีการผลิตถุงมือยางอยู่แล้ว แต่ด้วยอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในบริษัทลูกของศรีตรัง 

    จึงได้ควบกิจการกับ บริษัท ไทยกอง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตถุงมือยางที่มีโรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดตรัง และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (STGT) ในปี2562 จากนั้นบริษัทเดินหน้าขยายเครือข่ายการขายและจัดจำหน่ายไปยังหลายตลาดสำคัญ อาทิ สิงคโปร์ อินโดนีเชีย เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และฟิลิปปินส์


​

    ในส่วนของเป้าหมายเชิงปริมาณสำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายยางกลางน้ำไว้ที่ 1.5-1.6 ล้านตัน ซึ่งหากคิดจากความต้องการรวมของตลาดโลกที่ 15 ล้านตัน บริษัทจะครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 10-11% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างในการเติบโตที่ยังมีอยู่อีกมาก ในส่วนของธุรกิจถุงมือยาง ปัจจุบันกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ประมาณ 4.8 หมื่นล้านชิ้นต่อปี โดยตั้งเป้าการผลิตและยอดการขายไว้ที่ 70-80% หรือประมาณ 3.5 หมื่นล้านชิ้น

    ด้วยราคายางมีความผันผวนสูงเพราะเป็นสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ ราคาจึงแปรผันไปตามกลไกของอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก ทั้งยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันดิบ ค่าเงิน อุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงสภาพภูมิอากาศด้วย ในปี 2568 ที่ผ่านมาจากข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์ของทั้งฝั่งไทยและสิงคโปร์ที่ STA ได้จดทะเบียนเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ในฝั่งไทย STA รักษารายได้ไว้ที่กว่า 1.14 แสนล้านบาท แต่เผชิญแรงกดดันจากราคายาง ต้นทุน และเหตุการณ์น้ำท่วม

    ส่งผลให้ EBITDA ลดเกือบครึ่ง และพลิกจากกำไรเป็นขาดทุนสุทธิ 1.27 พันล้านบาท จนต่อมาในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 แม้รายได้ลดลง 11.3% แต่ STA พลิกกลับมาทำกำไรสุทธิ 1.54 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA เพิ่มราว 67% สะท้อนการฟื้นตัวของมาร์จิ้นและประสิทธิภาพการทำกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

​


    ทางด้านฝั่งตลาดหลักทรัพย์ในสิงคโปร์หรือ Singapore Exchange (SGX) ปี 2568 เป็นปีที่ STA เผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากความผันผวนของอุตสาหกรรมยาง โดยเฉพาะหลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีในช่วงต้นไตรมาส 2 ส่งผลให้ราคายางธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็วประมาณ 20% ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบลดลงช้ากว่าราคาขาย

    ประกอบกับเงินบาทที่แข็งค่าและการแข่งขันในธุรกิจถุงมือ ส่งผลให้ทั้งปี STA มีรายได้ประมาณ 1.135 แสนล้านบาท (แต่พลิกเป็นขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 1.27 พันล้านบาท) จนในปี2569 ข้อมูลของ SGX ถึงวันที่30 มิถุนายน ปี2569 พบว่า ในไตรมาส 1 บริษัทเริ่มกลับมาทำกำไรและการฟื้นตัวเด่นชัดขึ้นในไตรมาส 2 ที่ทำกำไรสุทธิประมาณ 895 ล้านบาท โดยเป็นการฟื้นตัวของส่วนต่างกำไร

    บริษัทจึงกลับมาประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความท้าทายของธุรกิจยางที่ต้องรับมือกับปัจจัยเหนือการควบคุมรอบด้าน ขณะที่ปี 2569 และสภาพการในระยะสั้นนี้กำลังเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า STA จะรักษาการฟื้นตัวของกำไรท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกได้เพียงใด


​

เร่งเครื่องต้านกระแส

    วีรสิทธิ์มีความมั่นใจว่าแม้รายได้ของบริษัทจะสัมพันธ์กับแนวโน้มราคายางในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี ซึ่งหากราคาไม่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็มีโอกาสที่รายได้จะแตะระดับแสนกว่าล้านบาท พร้อมกับการรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ตามมาตรฐานของอุตสาหกรรม

    "มาร์จิ้นของอุตสาหกรรมยางมันจะอยู่ใกล้เคียงเดิมตลอดอยู่ประมาณ 1-4% ไม่ว่าจะย้อนกลับไป 23 ปีตัวเลขจะอยู่ประมาณนี้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ปีที่แล้วที่เราขาดทุนก็คือทุกอย่างขาดทุนหมดเลยเพราะว่าเรื่องนโยบายภาษีตอบโต้ (reciproreciprocal tariffs) ที่ทาง Donald Trump ประกาศวันที่ 2 เมษายน เลยทำให้น้ำมันยางสังเคราะห์อะไรพวกนี้ร่วงหมดเลย...ก็ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมเดียว เป็นทุกอินดัสทรี" เขากล่าวย้ำ

    "ส่วนปีนี้ก็ตรงกันข้ามกัน พอมีเรื่องของฮอร์มุซขึ้นมาทำให้ดีมานด์ของ strategic commodities อย่างน้ำมัน ทอง หรือยาง ปรับตัวเพิ่มขึ้น เราก็ได้รับประโยชน์จากส่วนนี้จากสต็อกเกม อันนี้ต้องดูเป็นไตรมาสต่อไตรมาส เพราะเราจะไม่สามารถบอกได้ว่าปีนี้เราจะได้มาร์จิ้น 10% กำไรสุทธิพันล้าน ปีหน้าก็จะเป็น 10% และพันล้านส่วนนี้บอกยากเพราะว่าราคายางเป็น commodity ที่ราคาขึ้นลงตลอดเวลาตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจมหภาคในแต่ละช่วง"


​

    นอกเหนือจากธุรกิจหลัก บริษัทยังมีการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างรัดกุมโดยริเริ่มโครงการนำร่องปลูกปาล์มน้ำมันบนที่ดินว่างเปล่าจำนวน 1,400 ไร่ ซึ่งโครงการนำร่องนี้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกในจังหวัดชลบุรี ระยอง สระแก้ว สุราษฎร์ธานี และสงขลา รวมจำนวนทั้งสิ้น 28,072 ต้น ด้วยงบลงทุนระยะแรกประมาณ 60 ล้านบาทจากกระแสเงินสดดำเนินงาน โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี หรือราวปี 2572

    "โครงการนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจปาล์ม แต่เป็นการใช้ประโยชน์สูงสุดจากที่ดินที่รอการพัฒนา หรือยังไม่เหมาะสมกับการปลูกยาง ท่ามกลางสภาวะราคาปาล์มที่อยู่ในเกณฑ์ดี" วีรสิทธิ์กล่าวSTA รายงานว่า รายได้ยางธรรมชาติมีสัดส่วนเป็น 80.3% ของรายได้ทั้งหมดประเทศจีนยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในการขายสินค้าที่ 60.2% ตามมาด้วยตลาดในเอเชียอื่นๆ ที่ไม่รวมจีนและไทยที่ 14.7%

    ทางด้านตลาดในประเทศไทยมีสัดส่วน 12.4% ตามด้วยตลาดยุโรปที่ 7.8% ตลาดอเมริกาที่ 4.6% และ 0.3% สำหรับตลาดอื่นๆ ในส่วนของรายได้ถุงมือยางในไตรมาส 2 อยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 2.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยรายได้ยางธรรมชาติมีสัดส่วนเป็น 19.7% ของรายได้ทั้งหมด


​

เพิ่มประสิทธิภาพในยุค AI

    อุตสาหกรรมยางพาราในอดีตมักถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น แต่ STA ได้เริ่มปฏิวัติแนวคิดนี้ด้วยการนำหลักการเพิ่ม productivity มาใช้ตั้งแต่เมื่อกว่า15 ปีก่อน ผ่านการทำงานร่วมกับวิศวกรและที่ปรึกษาจากยุโรปเพื่อวิเคราะห์กระบวนการผลิตลดความซ้ำซ้อน นำระบบอัตโนมัติมาใช้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แรงงานต่อหัว การเปลี่ยนแปลงเชิงวิศวกรรมดังกล่าวช่วยลดต้นทุนหน่วยลงอย่างมีนัยสำคัญและสร้างคูเมืองป้องกันความเสี่ยงทางการแข่งขันในระยะยาว

    ปัจจุบัน STA กำลังก้าวข้ามจากการเป็นผู้นำด้านประสิทธิภาพการผลิตไปสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล (digital enterprise) เต็มรูปแบบ ด้วยการประกาศพันธกิจสำคัญ สำหรับปี 2569 ที่เรียกว่า "Empowering People with AI" หรือการพัฒนาบุคลากรด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

    เช่นนั้นแล้ว เป้าหมายหลักของวิสัยทัศน์นี้ไม่ใช่การลดจำนวนพนักงานเพื่อลดต้นทุน แต่คือการสร้างองค์ความรู้ให้กับพนักงานทุกคน เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรงในการทำงานที่ซับซ้อนขึ้นในสภาพแวดล้อมของโรงงานผลิต AI และ machine learning ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากเซนเซอร์เพื่อลดปริมาณของเสีย ทำนายการซ่อมบำรุงเครื่องจักร

    และที่สำคัญที่สุดคือการทำ knowledge retention เพื่อเก็บรักษาวิชาความรู้และสัญชาตญาณในการคุมเครื่องจักรของผู้เชี่ยวชาญรุ่นเก่าให้อยู่ในรูปแบบของอัลกอริทึมที่สามารถส่งต่อ และรักษามาตรฐานคุณภาพการผลิตให้สม่ำเสมอได้

    หนึ่งในหัวใจสำคัญของการยกระดับโรงงานและกระบวนการผลิตด้วย AI คือ Sri Trang AI Machine (SAM) ซึ่งเป็น manufacturing AI ที่ทาง STA พัฒนาขึ้นเพื่อผสานข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติเข้ากับกระบวนการผลิต โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการผลิต รวมถึงการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างเหมาะสม

    ปัจจุบันบริษัทได้นำ AI DRYER มาใช้งานในโรงงานผลิตยางธรรมชาติแล้ว 2 แห่ง และอยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติมรวมเป็น 6 แห่ง ภายในปี 2569 โดย AI DRYER เป็นพัฒนาระบบควบคุมอัตโนมัติ สำหรับการบริหารจัดการพลังงานของเตาอบยางในโรงงานยางแท่งให้เหมาะสมกับชนิดของผลิตภัณฑ์ และมีส่วนช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการอบยาง

​


    ทั้งนี้ STA มีแผนขยายการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพิ่มเติมอีก 8 แห่งในปี 2570 รวมถึงการต่อยอด SAM ไปยังธุรกิจถุงมือยาง เพื่อขยายการประยุกต์ใช้ manufacturing AI ไปยังธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันด้านสำนักงานแบ็กออฟฟิศมีการนำ AI และ robotic process automation หรือ RPA มาใช้จัดการกระบวนการด้านเอกสาร เช่น ใบแจ้งหนี้ เอกสารส่งออก พิธีการศุลกากร และโลจิสติกส์

    ซึ่งในแต่ละปีบริษัทต้องจัดการเอกสารเหล่านี้นับแสนฉบับ เทคโนโลยี optical character recognition หรือ OCR ที่ผสานกับ AI สามารถดึงข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องได้เร็วกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า ช่วยลดข้อผิดพลาด และประหยัดเวลาการทำงานได้อย่างมหาศาล

    วีรสิทธิ์เสริมว่า สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกทางการเงิน เช่น การประเมินและการคาดการณ์ทิศทางราคายางในตลาดล่วงหน้าแม้ AI จะสามารถให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ดีเยี่ยม แต่การเคาะทิศทางขั้นสุดท้ายยังคงต้องพึ่งพาวิจารณญาณประสบการณ์ และสัญชาตญาณของมนุษย์อยู่เสมอ

    "มุมมอง AI ของผมคือ AI สามารถช่วยทำงานได้แต่ยังต้องพึ่งพาjudgement ของคนถ้าให้ผมพูดง่ายๆ เลยคือเรื่องของการซื้อขายยาง เราอาจจะถาม AI ก็ได้ว่าคุณคิดว่าราคายางเดือนหน้าปีหน้าจะเป็นยังไง เราควรขายที่ราคาเท่าไร AI ตอบได้แต่ถูกไหมอีกเรื่องเหมือนเราถามหุ้นเลยครับ อันนี้ก็ถือว่าอาจจะช่วยเราเป็นไกด์ไลน์ แต่สุดท้ายก็ยังต้องใช้ประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญอยู่ดี"

​

แต้มต่อธุรกิจในโลกยุคใหม่

    ในภูมิทัศน์ธุรกิจยุคปัจจุบัน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (environmental, social and governance: ESG) ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมหรือการสร้างภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น "ใบเบิกทาง" หรือตัวชี้วัดความสามารถในการเข้าถึงตลาดโลก โดยเฉพาะในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ STA มองเห็นกระแสทิศทางนี้และได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิด "Green Rubber Company" มาตั้งแต่ก่อนวิกฤตโควิด-19

    โดยบูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่แกนกลางของธุรกิจ ตั้งแต่การรับซื้อยางด้วยความเป็นธรรม การไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมายการผลิตสินค้าไร้ข้อบกพร่อง (defect-free) ไปจนถึงการจัดการโรงงานที่ใช้พลังงานทางเลือกและระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานระดับโลก

    "คอนเซ็ปต์ของ Green Rubber Company เป็นอะไรที่เราทำมาก่อนโควิดอีกแนวคิดที่จะเป็น Green Rubber, Green Product คือการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ซื้อยางจากเกษตรกรด้วยความเป็นธรรม ราคาที่ดี ผลิตสินค้าที่ไม่มีตำหนิเพื่อให้ลูกค้าสามารถเอาไปใช้ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่อง Green Factory โรงงานเราใช้พลังงานสะอาด มีระบบบำบัดน้ำเสียและกลิ่นที่ดี อันนี้ก็คือคอนเซ็ปต์คร่าวๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป" วีรสิทธิ์กล่าว

    ปัจจุบัน STA ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง) และ scope 2 (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน) ให้ลดลง 23% ภายในปี 2573 จากปีฐาน 2567 และมุ่งสู่ net zero ภายในปี 2593 ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการบริหารจัดการคาร์บอนและเชื่อมโยงข้อมูล

    ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ประการหนึ่งคือ การที่บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) เป็นรายแรกๆ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นการรับรองที่ได้ยากและมีความเข้มงวดสูงมาก ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำคือพื้นที่สวนยางที่พิษณุโลก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์กลางน้ำอย่างน้ำยาง และปลายน้ำอย่างถุงมือยาง

    ยิ่งไปกว่านั้น การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation-free Regulation) ที่กำลังจะเกิดขึ้นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมการเกษตรโลก กฎหมายนี้บังคับให้ผู้นำเข้าต้องพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่า ซึ่งบริษัทที่มีระบบ data management และ traceability ที่อ่อนแอจะถูกคัดออกจากตลาด

    "ในการพบปะกับลูกค้ารายใหญ่ระดับโลก หัวข้อด้านความยั่งยืนถูกหยิบยกขึ้นมาหารือถึง 20-30% ของเวลาการประชุมทั้งหมด ซึ่งผู้ที่พร้อมกว่าย่อมสามารถเรียกร้อง premium pricing และครองส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎกติกาใหม่นี้ได้" วีรสิทธิ์กล่าว

​


ปรัชญาฉบับผู้นำ

    ในยุคที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความผันผวนรอบด้าน สไตล์การสื่อสารและการบริหารงานของวีรสิทธิ์ไม่ได้ถูกสั่งการลงมาจากหอคอยงาช้างเพียงอย่างเดียว แต่เน้นความคล่องตัวและการทำงานเป็นทีม เมื่อเกิดวิกฤตหรือความไม่แน่นอนในตลาดโลกเขาเลือกที่จะไม่ด่วนตัดสินใจคาดเดาสถานการณ์เพียงลำพัง แต่ใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อ และเรียกประชุมด่วนกับทีมงานหน้างานในสาขาทั่วโลก ทั้งในจีน แอฟริกา และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์

    "ในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ data เป็นสิ่งที่ต้องนำมากางคุยกันก็จริง แต่สุดท้ายมันต้องอาศัยสัญชาตญาณประกอบด้วยเวลาเกิดอะไรขึ้นผมจะโทรหาคนนู้นคนนี้เลยต้องคุยกับผู้เชี่ยวชาญและรวบรวมข้อมูลให้ครบก่อน เราจะไม่ตัดสินใจอะไรเพียงคนเดียว เพราะธรรมชาติธุรกิจของเราเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความผันผวน การเกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวตลอดเวลา" วีรสิทธิ์กล่าว

    นอกจากความรวดเร็วในการเปิดรับข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจแล้ว อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่หล่อหลอมเขาสู่การเป็นผู้นำระดับสูงที่สุขุมคือบทเรียนเรื่อง "น้ำหนักของคำพูด" วีรสิทธิ์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสื่อสารอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการให้พันธสัญญาต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

    แนวคิดนี้สะท้อนกลับไปสู่แก่นแท้ขององค์กร นั่นคือการรักษาความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสที่ทำให้กลุ่มบริษัทศรีตรังยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งจนถึงทุกวันนี้ เมื่อบทบาทผู้นำระดับสูงเรียกร้องการตื่นตัวตลอดเวลา เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัวจึงมักถูกตั้งคำถาม

    ด้วยตารางงานที่ต้องเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงงานและสาขาทั้งในไทยและต่างประเทศแทบทุกสัปดาห์ เขาเปิดเผยตามตรงว่า วิถีชีวิตของตนเองอาจไม่ใช่ภาพจำลองของสมดุลการทำงานที่สมบูรณ์แบบนัก แต่การได้รับการสนับสนุนและความเข้าใจจากครอบครัวคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่

    "ผมแทบไม่เคย switch off จากเรื่องงานได้เลย ผมเช็กอีเมลและดูราคายางทุกวันบางทีมันอาจจะไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีของ worklife balance แต่มันคือความรับผิดชอบ เพราะทุกคนกำลังรอให้เรานำองค์กรเดินไปข้างหน้า สิ่งที่ผมทำได้คือเมื่อถึงเวลาพักผ่อนผมจะให้เวลากับลูกๆ อย่างเต็มที่ที่สุด สัปดาห์ไหนที่ไม่ได้เดินทางผมจะไม่ออกไปไหนเลย แต่เลือกที่จะอยู่บ้านเพื่อชดเชยเวลาให้กับครอบครัว"


​

    การสืบทอดกิจการที่เปลี่ยนผ่านจากธุรกิจครอบครัวมาสู่องค์กรมหาชนระดับโลกไม่ใช่เพียงการมุ่งเป้าไปที่การขยายกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่คือการสานต่อ "ความน่าเชื่อถือ" และ "ความโปร่งใส" ซึ่งเป็นรากฐานเดิมขององค์กรให้เข้ากับกลยุทธ์แห่งอนาคต การเปิดใจรับแนวคิดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพคน

    รวมถึงการยึดมั่นในมาตรฐานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจังล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่วีรสิทธิ์เลือกใช้ เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มบริษัทศรีตรังจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำ และพร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอนในโลกธุรกิจระยะยาว


เรื่อง : ปฐม แสงวงค์วาณิชย์

ภาพ : วรัชญ์ แพทยานนท์ และ STA




​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ วิสัยทัศน์ทรานส์ฟอร์ม อาณาจักรสุขภาพดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ วิสัยทัศน์ทรานส์ฟอร์ม อาณาจักรสุขภาพ

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine

Forbes Thailand October 2026