กฤษดา วิทยาขจรเดช ปั้นซีรีส์ไทยบุกตลาดโลก

กฤษดา วิทยาขจรเดช ปั้นซีรีส์ไทยบุกตลาดโลก

บริษัทผู้ผลิตคอนเทนต์บันเทิงของไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายใน 5 ปี มาเหนือเมฆในแบบที่หลายคนคาดไม่ถึง และเคยผ่านเรื่องดราม่าจนเกือบอ่อนแรง แต่มาวันนี้มีคนกำลังคิดการใหญ่ พร้อมพาค่ายผู้ผลิตคอนเทนต์บันเทิงนี้ให้ไปไกลกว่าเดิม


    Forbes Thailand มาพบกับ ปอนด์-กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Be On Cloud บริษัทที่เป็นที่รู้จักอย่างมากจากการอยู่เบื้องหลังซีรีส์วายไทยที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลในช่วงปลายฤดูหนาว และเขาพร้อมพาเราโลดแล่นไปกับเรื่องราวที่มีพลังผ่านตัวอักษรนับจากนี้

    หลายปีก่อนกฤษดาสนุกกับการทำงานเบื้องหลังในการผลิตคอนเทนต์บันเทิงจนมาตั้งธุรกิจออแกไนเซอร์จัดอีเวนต์ โดยเฉพาะคอนเสิร์ตใหญ่ แต่เมื่อปี 2563 โควิด-19 แพร่ระบาด ผู้คนต่างหมดหวัง กฤษดาก็ไม่ต่างจากผู้คนส่วนใหญ่จนอยากหลีกหนีไปใช้ชีวิตส่วนตัว เพราะมีพร้อมทุกอย่างหลังผ่านการทำงานแบบทุ่มเทสุดๆ ตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่บางครั้งจุดเปลี่ยนสำคัญของหลายๆ คนก็เป็นเพราะการมีเพื่อนที่อยู่ในเส้นความคิดความเชื่อเดียวกัน และกฤษดาก็เช่นกัน

    จากที่เป็นเพื่อนกับ มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และพากันได้รู้จักกับ อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ สองนักแสดงไฟแรงได้จุดพลังให้กับกฤษดาอีกครั้ง เมื่อกลางปี 2563 เขาได้ก่อตั้งบริษัท Be On Cloud จากนั้นภายใน 2 ปี Be On Cloud ก็ได้สร้างปรากฏการณ์เหนือเมฆตามคอนเซ็ปต์ชื่อบริษัทที่ต้องการสื่อถึงความกล้าลองทำและสนุกกับมัน จนเกิดซีรีส์วายเรื่อง KinnPorsche The Series (คินน์พอร์ช เดอะ ซีรีส์) โดยมายและอาโปเป็นนักแสดงนำ โดยเฉพาะมายที่กฤษดารู้ดีว่าคาดหวังกับโปรเจ็กต์ KinnPorsche ไว้อย่างมาก


    “มายเป็นคนที่เราอยากเป็นเพื่อนด้วย มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน เมื่อเพื่อนเราทำอะไรผมก็ซัพพอร์ตเต็มที่ พอมาเจอกับอาโปก็รู้สึกว่า คนบ้าอะไรที่ทิ้งทุกอย่างเพื่อตามหาฝันที่จะเป็นนักแสดง ทั้งโครงหน้าพระเจ้ากับจิตวิญญาณที่เป็นนักแสดงมากเหลือเกิน เราเสียดายถ้าไม่ได้ทำงานร่วมกัน วันนั้นทำโดยยังไม่คิดว่าปลายทางเป็นยังไง ก็ใส่ให้สุดไปเลย หรืออย่างมากก็เลิก” กฤษดาเล่าจุดเทคออฟ Be On Cloud ด้วยภาพที่คมชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

    จากซีรีส์วายที่ออนแอร์อยู่ในทีวีและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างประเทศ กฤษดายังพาทีม KinnPorsche กว่า 50 ชีวิตไต่ระดับไปอีกขั้น จัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ใน 5 มหานครแห่งเอเชียคือ สิงคโปร์ กรุงโซล มะนิลา ไทเป ฮ่องกง และที่กรุงเทพมหานคร จัดที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

    ปรากฏการณ์ความนิยมของ KinnPorsche ไม่เพียงดันรายได้ให้กับ Be On Cloud แต่ที่สำคัญกว่านั้นเป็นความภูมิใจที่ทำให้ Be On Cloud เป็นที่ยอมรับ และต่างชาติมองเห็นคุณภาพงานบันเทิงไทย ทะลุจุดที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ในวันแรกที่เริ่มเส้นทางนี้

    “เป็นความภูมิใจที่เหน็ดเหนื่อยที่สุดในชีวิต เหน็ดเหนื่อยกว่าตอนที่เคยลำบากเสียอีก เป็นความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เป็นความภูมิใจที่ต้องเก็บความสุขรายวินาทีเพื่อให้เรามี passion เดินต่อได้”


ดึงรายได้จากต่างชาติ

    เบื้องหลังความสำเร็จของ KinnPorsche ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มาจากการวางแผนในการสร้างคุณภาพให้คอนเทนต์บันเทิงไทยไปตลาดโลกได้ และจะเป็นกลยุทธ์ที่ใช้กับหลายๆ โปรเจ็กต์เพื่อดึงรายได้จากต่างประเทศ เพราะการพึ่งรายได้ในประเทศอย่างเดียวนั้นไม่พอ Be On Cloud จึงเน้นสร้างแบรนด์ให้มีจุดแข็งที่ต่างประเทศเชื่อ รายได้จากต่างประเทศจึงเกิดขึ้นทั้งในรูปแบบสปอนเซอร์ บัตรคอนเสิร์ต บัตรแฟนมีตโชว์ต่างๆ ขณะที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ซื้อคอนเทนต์แม้ได้ราคาสูง แต่ Be On Cloud ก็ลงทุนเพิ่มเสมอ แต่ละเรื่องใช้เงินมากกว่าที่ได้รับมาจึงต้องมองหากำไรจากทางอื่นมาเสริม

    “แบรนด์ระดับโลกเขาสนใจคาแร็กเตอร์และการวางผลงานให้ match กับเขา เพราะต่างชาติไม่ได้มองตลาดไทยอย่างเดียว แต่มองว่าสามารถ influence ตลาดโลกได้ เป็นการวางกลยุทธ์ branding ที่ผมตั้งใจวางมาโดยตลอด” ใจความนี้นอกจากเป็นคำอธิบายว่า ทำไมกฤษดาย้ำจุดยืนว่า ทำไม Be On Cloud จึงปฏิเสธรูปแบบการหารายได้จาก top spender เพราะระบบ top spender ไม่ส่งผลดีต่อสินค้า ที่การซื้อจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความต้องการใช้สินค้านั้นจริงๆ

    กลยุทธ์นี้ทำให้ตัวเลขรายได้รวมในปี 2565 ของ Be On Cloud ไต่ไปถึงเกือบ 300 ล้านบาท โดยกว่าครึ่งมาจากต่างประเทศ เฉพาะคอนเสิร์ตมากกว่า 100 ล้านบาทแล้ว และศิลปินในค่าย Be On Cloud ได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์นำเสนอสินค้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง


บทเรียนจากวิกฤต

    กฤษดาเล่าถึงความสำเร็จอย่างภาคภูมิใจ ตลอดจนความสนุกที่เกิดขึ้นในเส้นทางการทำงาน โดยเฉพาะการมีโอกาสพบปะผู้คนหลากหลาย ผู้บริหารในอุตสาหกรรมบันเทิงและแฟชั่นทั้งในไทยและระดับโลก แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้และเตือนตัวเองเสมอคือ การไม่ยึดติดในความสำเร็จ และจากช่วงที่เกิดเรื่องดราม่าในปี 2566 ทำให้หลายอย่างสะดุด จากเครื่องที่กำลังเทคออฟและควรติดลมบนบินอยู่ในท้องฟ้า ถึงเป้าหมายอย่างนุ่มนวล แต่เจอหลุมอากาศจนสั่นคลอนไปทั้งทีม ทำให้กฤษดาต้องคิดทบทวนอย่างหนักว่าจะไปต่อในเส้นทางธุรกิจนี้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ การไม่ยอมแพ้

    “ตอนนั้นรู้สึกว่าครอบครัว สิ่งที่ทำอยู่ คนในบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับดราม่านั้น เราจะมายอมแพ้แบบนี้เหรอ เมื่อเราเป็นหัวเรือใหญ่เราต้องลุกให้เร็วก็เลยลุยต่อ เราต้องบังคับเรือต่อไปให้ได้โดยจุดยืนต้องไม่เสีย เป็นการเรียนรู้ และทำให้ผมเป็นคนอย่างนี้”

    ผลจากเหตุการณ์วิกฤตทำให้ในปีต่อมารายได้ของ Be On Cloud ลดลงตามคาด แต่โลกของธุรกิจบันเทิงนั้นกว้างใหญ่ เปลี่ยนแปลงเร็ว และมาพร้อมกับโอกาสเสมอ เหมือนอย่างที่กฤษดาพา Be On Cloud โลดแล่นออกมาอีกครั้งด้วยการทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เป็นครั้งแรก เรื่อง “แมนสรวง” เพื่อหวังเป็นจุดพลิกผันทำให้ Be On Cloud กลับมาในพื้นที่ที่กว้างกว่าและแข็งแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    “การเอาตัวเข้าไปในวงการภาพยนตร์ตอนนั้นมันไม่มีทางคุ้ม แมนสรวงใช้เงินเยอะมาก แต่ก็ได้รางวัลเกี่ยวกับรสนิยมล้วนๆ คือ เสื้อผ้ากับ art เป็นทางที่ผมถนัด และคนก็ยอมรับในความทะเยอทะยานนั้น ข้อดีหลังจากนั้นคือ เราได้เจอคนเก่งๆ ประตูเปิดรับเรา เพราะรู้ว่าไม่ได้แค่ fluke เรามองระยะยาวว่าถ้าเราจะเป็น entertainment ไทยที่เป็น hub ที่ทำให้คนมีฝัน มีความสามารถมาอยู่รวมกัน เราพาไปในระดับโลกด้วยกัน พื้นฐานต้องแข็งแรง เราใช้ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมาในการฝึกตัว พิสูจน์ตัวเองจนวันนี้ทุกประตูก็เปิดรับเรา”


เสิร์ฟทุกเจเนอเรชั่น

    ตัวอย่างจากเรื่องแมนสรวงและโปรเจ็กต์ซีรีส์ Shine (ชาย) เป็นโอกาสขยายฐานคนดูให้รู้จัก Be On Cloud มากขึ้น ในปี 2569 ได้เป็นส่วนสำคัญในรายการเรียลิตี้โชว์ True Academy Fantasia หรือ AF 2026 ซึ่ง AF 2026 จะไม่จบแค่นักล่าฝันเข้าบ้านใช้ชีวิตร่วมกัน ได้คนชนะ แต่ Be On Cloud ได้ทำหน้าที่บริหารศิลปิน จะมีละครยาวให้ทุกเจเนอเรชั่นดูได้ มีเพลงให้ศิลปิน AF และมีงานต่อเนื่อง

    “บางคนบอกว่า ละครตายแล้ว ผมไม่เชื่อ ผมว่าถ้าสนุกไม่ตาย ถ้าดีคนจะดู ผมว่ามันไปได้ และผมอาจต้องกล้าทำและลอง ผมต้องทำสิ่งนี้ให้ได้เพื่อที่เป็นเส้นตรงกลาง ไม่ว่าจะวัยไหนก็ดูได้ นี่คือเป้าหมายของ Be On Cloud เพราะที่ผ่านมาเราอยู่ใน segment ที่คนมองว่าเราเป็นผู้ผลิตซีรีส์วาย แต่ปีนี้ทั้งหนัง ซีรีส์ ซิตคอม Jet Lag เจ๊ทแหลก ที่เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว และรายการจะมีความหลากหลาย มีตัวละครทุกเพศ ทุกตัวละครเป็นตัวเอกได้หมด”

    เหตุผลหนึ่งของการขยายคอนเทนต์ไปหากลุ่มเป้าหมายใหม่กฤษดามองเห็นว่า ตลาดซีรีส์วายกำลังน่าเป็นห่วง เพราะมีผู้ผลิตจำนวนมาก แต่มีจำนวนน้อยที่จะประสบความสำเร็จ และมองว่าซีรีส์วายฟองสบู่แตกไปแล้ว อัตราความสำเร็จลดลง จากเดิมทำ 10 เรื่องสำเร็จ 5 เรื่อง แต่ปัจจุบันสำเร็จเพียง 1-2 เรื่องเท่านั้น

    เทรนด์ความเสี่ยงของคอนเทนต์กลุ่มซีรีส์วายยิ่งทำให้ Be On Cloud ต้องเพิ่มโอกาสตัวเองในการไปสู่คอนเทนต์บันเทิงที่หลากหลาย และมองไปให้ถึงสินค้าที่จะเข้ามาสนับสนุนอย่างกลุ่ม FMCG (Fast Moving Consumer Goods) ที่ไม่ใช่เพียงการเป็นสปอนเซอร์ แต่ยังทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น เป็นการพา Be On Cloud ที่ไม่ใช่เจาะกลุ่มแฟนคลับอย่างเดียว แต่ไปถึงกลุ่มผู้ชมกว้างขึ้น


จุดนัดพบของสัญชาตญาณและความบันเทิง

    การมีพันธมิตรและเพื่อนมาร่วมกันทำงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งวิธีที่กฤษดาใช้นั้นมาจากประสบการณ์และผลงานที่ทำมานานกว่า 20 ปี

    “เพราะทุกคนรู้ว่าผมเป็นคนจริง มีสัญชาตญาณกับ sense ที่ผมโชว์ทุกอย่างเวลาคุย ผมเปิดหมด คนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วก็เชื่อมต่อกันได้ อย่างโอม (ปัณฑพล ประสารราชกิจ นักร้องนำวง Cocktail และผู้บริหารค่ายเพลง GeneLab) เหมือนสนิทกันมากถึงได้เปิดค่ายเพลงด้วยกัน แต่จริงๆ ในชีวิตเจอโอมไม่เกิน 10 ครั้ง มันแค่เรารู้สึกว่าเชื่อกัน เราเรียกสิ่งนี้ว่า ศรัทธาในทางเดียวกันที่เราพยายามทำสิ่งที่น่าจะดีต่อโลก”

    นับจากนี้คนดูยังคงได้สัมผัสผลงานของ Be On Cloud ที่มีรสชาติที่ชัดเจน ค่อนข้างจัดจ้านที่กฤษดาเปรียบกับเมนูต้มยำกุ้งที่รสชาติเข้มข้น คนไทยบอกอร่อยและต่างชาติกินได้ และที่เพิ่มเติมคือ จะมีกะเพราหมูที่ใช้หมูคุณภาพเสิร์ฟพร้อมไข่ดาวที่เป็นไข่เป็ดออร์แกนิก เป็นเมนูพรีเมียมแมสที่ทุกคนเข้าถึงได้ และในปี 2569 จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2568 ที่ทำรายได้ประมาณ 200-300 ล้านบาท นั่นหมายถึงอาจจะเห็นตัวเลขที่ 300 ล้านบาทอีกครั้ง ด้วยพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 50 คน จากเริ่มต้นที่ตั้งบริษัทมีเพียง 6 คน

    การทำงานของผู้ก่อตั้ง Be On Cloud ในวัย 42 ปีคนนี้จึงยังเต็มที่และสนุกด้วยหลักในการทำงานที่ว่า จินตนาการได้แต่ไม่ฟุ้งเกินไป อยู่ในหลักความเป็นจริงและศึกษาตลาดอย่างจริงจัง ระวังไว้เสมอว่าหากอยากได้เยอะๆ ความทะเยอทะยานจะกลับมาทำร้ายตัวเองได้ ที่สำคัญความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องทำอย่างทุ่มเทอย่างหนัก อย่างที่เขาได้เรียนรู้จากผู้บริหารแบรนด์ระดับโลก

    “ผมไม่เคยเจอคนไม่ตั้งใจแล้วประสบความสำเร็จเลย ผมไม่เคยเจอคนไม่ทุ่มเทแล้วประสบความสำเร็จ คนประสบความสำเร็จทุกคนทำงานหนักเพื่อ output ที่ดีที่สุด และภูมิใจไปด้วยกัน แล้วก็ทำใหม่ ระหว่างทางก็พักผ่อน แต่ไม่มีคำว่า chill ถ้า chill ต้องอยู่ระหว่างเส้น ถ้าเอา chill เป็นหลักก็ bye bye”

    ท่ามกลางการแข่งขันที่ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ การมองโลกในแบบกฤษดา วิทยาขจรเดช ด้วยจินตนาการและความมุ่งมั่นทำให้ท้องฟ้าที่เขามองเห็นนั้นแสนสดใส เหมือนอย่างที่เขาบอกเราว่า “ตอนนี้ท้องฟ้าสีสวยมาก ไม่สว่างจ้าจนเกินไป มีเมฆไม่เยอะ ไม่บดบังท้องฟ้า...การมีเมฆเป็นรูปต่างๆ เสริมสร้างจินตนาการของเรา จะเป็นปีที่สดชื่น สนุก สำหรับ Be On Cloud แน่นอน”



เรื่อง: สุกรี แมนชัยนิมิต

ภาพ: API และ Be On Cloud



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กัญจน์พงศ์ กิจประเสริฐ เจนใหม่โรงสีส่งออก

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมีนาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine