ชีวิตวัยเด็กที่คลุกคลีอยู่กับโรงสีข้าวซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว เมื่อเติบโตขึ้นอาชีพแรกที่ทำคือธุรกิจโรงสี ต่อมามีโอกาสศึกษาดูงานในต่างประเทศจึงนำเทคโนโลยีเครื่องจักรสมัยใหม่มาปรับใช้ รวมทั้งก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลโดยใช้เชื้อเพลิงจากแกลบ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากการสีข้าว
คราวที่ Forbes Thailand ติดต่อขอสัมภาษณ์และสอบถามถึงธุรกิจข้างต้น บรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล บอกว่า มีจำนวนมากกว่านั้น และให้เช็กจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าซึ่งพบว่า มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทมากกว่า 30 แห่ง ซึ่งมีทั้งธุรกิจโรงสีข้าว โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ ฯลฯ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าและโรงสี
ถามว่า ทำไมจดทะเบียนตั้งบริษัทจำนวนมาก บางบริษัทก็ไม่มีความเคลื่อนไหว บรรจงตอบว่า เป็นการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าเพื่อสะดวกในการบริหารจัดการ
“เราแยกเป็นรายบริษัท บริษัทหนึ่งถือครองที่ดิน 300 ไร่ 500 ไร่ เวลาจะเปลี่ยนแปลงจะยกให้ลูกคนไหนก็ได้ ง่ายต่อการบริหารจัดการทรัพย์มรดกและทรัพย์ธุรกิจ...ที่ดินของบริษัทและของเราเองไม่ต่ำกว่าหมื่นไร่อยู่ในจังหวัดพิจิตรเป็นหลัก บางอำเภอมีหลายพันไร่ ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่ลงทุนซื้อที่ดินไว้ก็มีเพชรบูรณ์ โคราช...เมื่อก่อนซื้อตามค่าเงินเฟ้อ ตอนหลังเป็นผลพลอยได้อื่น เช่น อยากทำโซลาร์เซลล์ก็วาง plant ลงไป ตรงไหนเราก็มี (ที่ดิน) แต่ก่อนมันถูก ที่ดินไร่ละ 50,000 บาท ฝากแบงก์ได้ (ดอกเบี้ย) ปีละ 2,500-5,000 บาท เราเลยซื้อที่ดินเก็บไว้”
ก่อนหน้านี้ธุรกิจที่เคยสร้างรายได้ดีคือ ซื้อขายที่ดิน “เคยทำบ้านจัดสรรแล้วไม่สนุก บุคลิกเราไม่เหมาะ เรามีโรงงาน (ผลิต) เส้นหมี่ขาวเหมือนไวไว ขยับไปทำอาหารแปรรูป ใกล้เสร็จแล้ว แต่ไม่แน่ใจมีชื่อผมหรือเปล่า”
สร้างฐานจากธุรกิจโรงสี
บรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พิจิตรไบโอเพาเวอร์ จำกัด และผู้ก่อตั้ง บริษัท พิจิตรโรงสีร่วมเจริญ 2 ไรซ์ จำกัด และ บริษัท ร่วมเจริญพัฒนาการข้าว จำกัด ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาได้รับการถ่ายทอดจากบิดามารดา
“ลูกทุกคนมีโรงสีคนละ 1 แห่ง พ่อแม่ทำให้ พอเติบโตก็เปลี่ยนอาชีพไป ผมไม่ได้เปลี่ยนแต่เพิ่มอาชีพ…การทำโรงสีข้าวผลตอบแทนน้อย ดังนั้น ไม่ต้องทำใหญ่เกิน”
ด้วยอาชีพนี้เองทำให้ได้ไปดูงานต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ได้เห็นเครื่องจักร เทคโนโลยีใหม่ๆ จึงนำมาปรับใช้กับกิจการของตน เช่น ใช้เครื่องหรือรถแทรกเตอร์เกี่ยวข้าวแทนแรงงานคน การอบข้าว

นอกจากทำธุรกิจส่วนตัวแล้ว เขายังเป็นคนของสังคม โดยเคยทำกิจกรรมในหน่วยงานที่เกี่ยวเนื่องกับอาชีพอีกหลายแห่ง อาทิ เป็นประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพิจิตร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร เป็นกรรมการสมาคมโรงสีข้าวไทยตั้งแต่ปี 2542 และอีกหลายตำแหน่ง ปี 2567 ได้รับตำแหน่งเป็นนายกสมาคมฯ ถึงปัจจุบัน
“ผมผูกพันกับสมาคมฯ ตั้งแต่ปี 2521 ตอนนั้นอายุ 18 ปี มีความอยากรู้อยากเห็นพัฒนาการของประเทศและโลกกว้าง กระทั่งอายุ 35 ปีก็ไปดูงานทั่วโลกในด้านเครื่องจักร การทำนาของเมืองนอก ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า เครื่องจักรที่ดีของโลก...มีโอกาสไปเที่ยวกับซัพพลายเออร์ผู้เกี่ยวข้อง ผู้ขายตู้อบ ถังไซโล เครื่องขัดขาวตั้งแต่เวียดนาม อเมริกา ญี่ปุ่น ก็รักในเทคโนโลยีของอเมริกา...เราไปศึกษาดูงานเรื่องพลังงานที่อเมริกา 30 ปีก่อน ดูโรงงานผลิตเครื่องบิน ไปเที่ยวแล้วมีความประทับใจ power plant ก็จดจำไว้”
ในวัย 66 ปี บรรจงยังดูกระฉับกระเฉง และยังไม่เกษียณจากการทำงาน ทั้งยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้าวและพลังงานชีวภาพ โดยเฉพาะในจังหวัดพิจิตร
บรรจงเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี เพราะบิดาบอกว่า ไม่ต้องเรียนสูงมาก แต่ให้ศึกษาและเรียนรู้จากประสบการณ์ อาชีพแรกที่ทำคือ กิจการโรงสี และเป็นผู้ก่อตั้ง บจ. พิจิตรโรงสีร่วมเจริญ 2 ไรซ์ และ บจ. ร่วมเจริญพัฒนาการข้าว ทั้ง 2 แห่งดำเนินธุรกิจโรงสีข้าว โดยผลิตและค้าส่งข้าวสารขนาด 5 กก., 15 กก. และ 45 กก. ตราลูกโลกคู่ ตรารถถัง ตราแปดเพชร เป็นต้น ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ประกอบด้วย ISO9001:2015, GHPs, HACCP และเครื่องหมายรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
“เมื่อก่อนทำส่งออกด้วย แต่ margin น้อย ตอนนี้เหลือส่งออกเพื่อนบ้านนิดหน่อย...รายรับจากโรงสี 2 แห่งปีละ 700-800 ล้านบาท ผลตอบแทน 1-2% ตอนนี้ให้ลูกดูแล...หากทำโรงสีเก่งแล้วต่อไปจะทำอะไรก็ได้ ทำโรงสียากที่สุด เพราะกำไรน้อยมาก”
แม้กิจการจะกำไรบางมากและขาดทุนในบางปี แต่เขาไม่คิดจะปล่อยมือจากธุรกิจนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า “ยังรัก อยากเห็นป้ายโรงสีร่วมเจริญของเรา นี่เป็นอาชีพแรก มีความผูกพัน ประทับใจ เอาเท่าที่อยู่ได้ แม้ผลตอบแทนไม่มากนัก”
ปี 2567 บจ. พิจิตรโรงสีร่วมเจริญ 2 ไรซ์ มีรายได้ 492.1 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5.7 ล้านบาท ขณะที่ บจ. ร่วมเจริญพัฒนาการข้าว มีรายได้ 411.7 ล้านบาท ขาดทุน 535,956.71 บาท ส่วนอีก 2 บริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลประกอบด้วย 1. บจ. พิจิตรไบโอเพาเวอร์ มีรายได้และกำไรสุทธิ 298.4 และ 57 ล้านบาท 2. บจ. อุตรดิตถ์ กรีน เพาเวอร์ รายได้และกำไรสุทธิ 321.1 และ 89.3 ล้านบาท

เพิ่มทางเลือกใหม่
บรรจงเริ่มทำธุรกิจโรงงานไฟฟ้าพลังงานสะอาดในปี 2555 โดยจดทะเบียนตั้ง บริษัท พิจิตรไบโอเพาเวอร์ จำกัด ที่จังหวัดพิจิตร ด้วยทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท
“มองว่าธุรกิจพลังงานจะมั่นคงกว่า อีกอย่างเรามีวัตถุดิบ เช่น แกลบ จังหวัดพิจิตรมีฟางอ้อย ฟางข้าว ไม้ชิป และปัญหาหมอกควันเต็มเมือง การสร้างโรงไฟฟ้าจะช่วยได้ คิดว่าได้หลายอย่าง เมื่อก่อนเราให้แกลบฟรี ต้องจ้างคนขนไปทิ้ง แต่นี่ขนมาเข้า (เครื่อง) compression ได้ไฟฟ้า และขายได้ด้วย”
แม้ไม่เคยทำธุรกิจด้านนี้มาก่อน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เมื่อมั่นใจว่านี่คือธุรกิจที่ตอบโจทย์ เขากับน้องชายจึงวางแผนซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนั้น
“เรามีพี่น้อง 2-3 คน ที่เรียนจบวิศวะฯ ไฟฟ้า ก็บอกว่าอยากได้แบบนี้และร่วมกันศึกษาว่า 1. จะดีไซน์ออกแบบยังไงให้ปลอดภัย 2. ออกแบบเครื่องจักรให้สอดคล้องความต้องการ 3. ดูด้านการบริหาร เท่านี้ก็จบแล้ว หาตังค์ให้สร้าง และเก็บตังค์ตอนสร้างเสร็จแล้ว”
โรงไฟฟ้าพิจิตรไบโอเพาเวอร์ ขนาดกำลังการผลิต 9.8 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ อ. โพทะเล จ. พิจิตร จำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ระยะสัญญา 20 ปี โดยลงทุนระบบสายส่ง 750 ล้านบาท และใช้แกลบซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากการสีข้าวเป็นเชื้อเพลิงหลัก ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าวช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 39,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

หลังประสบความสำเร็จในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งแรก ต่อมาได้ร่วมก่อตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ขนาด 9.5 เมกะวัตต์ ที่ ต. วังแดง อ. ตรอน จ. อุตรดิตถ์ ในนาม บริษัท อุตรดิตถ์ กรีน เพาเวอร์ จำกัด ด้วยงบลงทุน 800 ล้านบาท ใช้เชื้อเพลิงจากฟางอ้อย ฟางข้าว เปลือกข้าวโพด ทำให้ช่วยแก้ปัญหากากพืชเหลือทิ้งในอุตรดิตถ์ได้มาก
“การบริหารจัดการโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นกับการออกแบบ เลือกเครื่องจักร เชื้อเพลิง การบริหารคน ถ้าทำตามนี้ 7-9 ปีก็คืนทุนแล้ว เป็นอาชีพที่สบายๆ ถ้าเราออกแบบดี มีพันธมิตร network ที่ดี”
ระหว่างนี้ยังมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งได้รับใบอนุญาตแล้ว และว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีรายได้จากการขายไฟฟ้าประมาณ 700-800 ล้านบาท “คาดว่าภายในไม่เกิน 5 ปี รายได้จากทุกธุรกิจจะเพิ่มเป็น 2 พันล้าน”
“โรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งยังมี license เหลือ 10 ปี และ 16 ปี เชื่อว่าถึงวันหนึ่งภาครัฐต้องมองว่าโรงไฟฟ้าของเราโดยเฉพาะชีวมวลจะยืนคู่ประเทศไทย ช่วยแก้ปัญหามลพิษ เพราะเชื้อเพลิงตัวนี้ประเทศไทยมีกว่า 300 ล้านตัน และเพิ่งปรับลดได้แค่ 150 ล้านตัน การแก้ปัญหาวนเวียนอยู่กับการเผาทำลายป่า เราต้องแก้ว่า supply ที่เกินมาจากอะไร รัฐบาลยังมองโจทย์ไม่ชัดเจน”
บรรจงมั่นใจว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลเหมาะสมกับประเทศไทย และเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหา PM 2.5
“ทุกประเทศต้องมี (โรงไฟฟ้า) ชีวมวล เพื่อกำจัดฟางอ้อย ฟางข้าว และแกลบ...เชียงใหม่ พะเยา เชียงราย ตาก มี PM 2.5 มาก เกิดจากไฟป่า การเผาป่า พิจิตรเกิดจากฟางอ้อย ฟางข้าว...ทำไมไม่แก้ปัญหาในทางที่ดี ง่ายที่สุดคือสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มจะได้ไฟฟ้าด้วย”
บรรจงประเมินว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลที่พิจิตรสามารถกำจัดแกลบในพื้นที่ 30-40% โรงไฟฟ้าของเขาไม่มีปัญหาด้านวัตถุดิบ เพราะพิจิตรเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญ
“เราเป็นผู้เกี่ยวข้องสมาคมโรงสี ในส่วนจังหวัดเราดูออกว่าจังหวัดไหนมีเชื้อเพลิงเท่าไร เราถนัดเรื่องนี้ด้วยและมี network ส่วนโรงไฟฟ้าที่อุตรดิตถ์เรามีเพื่อนฝูงที่นั่น เขาก็ชวนไปสร้าง เรามีความเข้าใจเรื่องเชื้อเพลิง การดีไซน์ การใช้เครื่องจักร”
โครงการต่อจากนี้คือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งบริษัทได้รับใบอนุญาตแล้วอยู่ระหว่างติดตั้ง ขนาด 31 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ รวมทั้งมีความสนใจจะจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน
“จังหวัดพิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิษณุโลก ปลูกข้าวเป็นหลัก จึงมีแกลบเหลือเฟือที่จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ส่วนโรงไฟฟ้าชุมชนเราจะทำเป็นโซลาร์เซลล์ซึ่งรัฐบาลจะออกเพิ่มเติม โดยเริ่มที่พิจิตร นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์”
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เอกรินทร์ พินิจ MALEE ปลุกพลังชิงแบรนด์โลก


