จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ บุกเส้นทางศิลปะร่วมสมัย

จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ บุกเส้นทางศิลปะร่วมสมัย

หากใครได้เดินทางผ่านไปยังซอยสุขุมวิท 39 ย่อมได้เห็นแกลเลอรีขนาดย่อมตั้งอยู่ท้ายซอยภายใต้ชื่อ SAC Gallery ที่ซึ่งนับเป็นแหล่งเพาะบ่มศิลปินรุ่นใหม่เพื่อรอสยายปีกเติบโตต่อไปในอนาคต


    แกลเลอรีแห่งนี้ก่อตั้งมาเป็นเวลา 13 ปีแล้วภายใต้การบริหารของ จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ ชายหนุ่มวัย 36 ปี ที่มีแววตามุ่งมั่น เขาเป็นบุตรชายของนักสะสมศิลปะชื่อดังของไทย “ศุภโชค อังคสุวรรณศิริ” ที่สร้างชื่อเสียงทั้งด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการอนุรักษ์ศิลปะมาอย่างยาวนาน จวบจนบทบาทปัจจุบันที่รุ่นลูกขออาสาสร้างการเติบโตให้กับศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าแรงปรารถนาด้านวงการศิลปะนี้ได้ถ่ายทอดมาจากบิดาอย่างแทบไม่ต้องสงสัย

    “ตอนเด็กๆ คุณพ่อจะชอบไปเจอศิลปินตามบ้าน เขาก็พาไปทั้งครอบครัวเลย ไปนั่งคุยกันทั้งวัน แล้วก็จำความได้แค่ว่าบางทีเวลากลับมาจากโรงเรียนศิลปินก็จะขนงานมาแบบเต็มรถกระบะ เอามาให้คุณพ่อเลือกว่าจะซื้อชิ้นไหน สุดท้ายคุณพ่ออาจจะซื้อ 2-3 ภาพ แต่ว่าจะมีสักภาพหนึ่งที่ให้ผมเลือก ก็เหมือนให้เราฝึกดู ซึ่งงานที่ผมเลือกมันอาจจะแตกต่างจากของคุณพ่อ” จงสุวัฒน์เปิดประเด็นของการเรียนรู้และซึมซับงานศิลปะในวัย 8-9 ขวบที่ยังจำความได้ และส่งผลให้ศิลปะไม่ได้ถูกแยกออกจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต

จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ ผู้บริหาร SAC Gallery และเป็น CEO ของ RSM เชียงใหม่


    แม้ธุรกิจของตระกูลอังคสุวรรณศิริจะโดดเด่นในด้านอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าการทำเรสซิเดนต์ให้เช่า บริการโรงแรมสไตล์บูทีก อะพาร์ตเม้นต์ ห้องเช่า หรือแม้แต่ศูนย์กีฬาและเวลเนสที่กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาโครงการ แต่จงสุวัฒน์ไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อยที่จะสานต่อความฝันด้านศิลปะของบิดามาสู่การบุกเบิกสนับสนุนวงการนี้อย่างเต็มตัวผ่านแกลเลอรีแห่งนี้

    ย้อนกลับไปในวันเปิดตัว SAC (หรือหอศิลป์ศุภโชค) ปี 2555 วันนั้นจงสุวัฒน์ตัดสินใจว่าต้องการกลับไปศึกษาต่อด้าน Art Business ที่สหราชอาณาจักรอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้จบด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ในระดับปริญญาตรี และปริญญาโทด้านการตลาดและโฆษณามาก่อน “พอกลับมาปี 2559 ก็มาปรับโครงสร้างที่นี่ใหม่หมดเลย” เขากล่าวถึงที่มาอันเป็นจุดเริ่มต้นของความตั้งใจจริงในการพัฒนาสถานที่แห่งนี้


เริ่มต้นการผลักดัน

    การคลุกคลีกับวงการศิลปะนับจากจำความได้ทำให้จงสุวัฒน์เข้าใจโครงสร้างของวงการอย่างใกล้ชิด ศิลปินจำนวนมากมีความสามารถ แต่กลับไม่มีพื้นที่ ไม่มีโอกาส และไม่มีจุดเริ่มต้น พวกเขาไม่มีแกลเลอรี ไม่มีนิทรรศการแรก และไม่มีแม้แต่พื้นที่ในการสร้างพอร์ตโฟลิโอ

    “ศิลปินเก่งๆ เยอะมาก แต่ไม่มีที่ให้เขาเริ่ม” เขาย้ำ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ระบบแกลเลอรีแบบดั้งเดิมมักเลือกศิลปินที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วทำให้โอกาสกลับหมุนเวียนอยู่ในกลุ่มเดิม

    SAC มีความแตกต่างตรงที่มุ่งเน้นการผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ “เราอยากเป็นที่ที่เขาเริ่มต้นได้” จงสุวัฒน์อธิบาย “แล้วก็เป็นช่องว่างในอุตสาหกรรมที่เรารู้สึกว่า ถ้าเราไม่ทำ ก็อาจจะไม่มีใครทำ” นับจากนั้นจึงมีศิลปะร่วมสมัยหมุนเวียนจัดแสดงเรื่อยมา โดยเป็นทั้งศิลปินชาวไทยและจากรอบโลกโดย SAC ให้การสนับสนุนทั้งการเดินทาง ที่พัก และพื้นที่จัดแสดง

    “บางคนเดินมาขอบคุณเพราะเขาบอกว่า เขาปลดหนี้ได้แล้ว บางคนเดิมอยู่ห้องเช่าธรรมดา ตอนหลังก็ซื้อบ้านได้เองก็รู้สึกว่าเราสร้างผลกระทบและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไม่ใช่แค่ในด้านของอาชีพ แต่ว่าในด้านชีวิตส่วนตัวเขาก็ดีขึ้นด้วย”

    จากจิ๊กซอว์เล็กๆ นี้เองทำให้ SAC แตกต่างจากแกลเลอรีทั่วไปที่มองศิลปะมากไปกว่าสินทรัพย์ในตลาดศิลปะ “คุณไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินดัง ถ้าเรารู้สึกว่าคุณมีความสามารถ เราก็มาร่วมปั้นกัน” จงสุวัฒน์กล่าวสรุป และยืนยันบทบาทของพื้นที่ในฐานะผู้สร้างโอกาสที่อาจเริ่มหาได้ยากมากขึ้นในปัจจุบัน



เส้นทางที่เลือกเอง

    แม้จงสุวัฒน์จะเติบโตมาในครอบครัวที่มีรากฐานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มั่นคง แต่เส้นทางของเขากลับไม่ได้ถูกกำหนดให้เดินตามกรอบนั้นโดยอัตโนมัติ “คุณพ่อไม่ได้ตั้งใจปั้นให้ผมมาทำตรงนี้นะครับ” เขากล่าวอย่างเปิดเผย “ตอนแรกคือทำทั้ง 2 ส่วน ทั้งอสังหาฯ ด้วย แล้วก็ศิลปะด้วย แต่พอไปเรียนแล้วกลับมาอีกที ในส่วนศิลปะมันใช้เวลามากขึ้นในการปั้นศิลปิน หรือต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับเขา ก็เลยค่อยๆ ลดบทบาททางด้านอสังหาฯ ลง”

    อย่างไรก็ตามการเลือกบริหารงานศิลปะไม่ได้หมายถึงการตัดขาดจากธุรกิจครอบครัวโดยสิ้นเชิง ในมุมมองของจงสุวัฒน์ทั้ง 2 โลกสามารถส่งเสริมด้วยกันได้ “มันไม่ใช่แค่เรื่องการจัดแสดง แต่เขาต้องการพื้นที่ในการเตรียมงาน หรือหาแรงบันดาลใจ” เขาอธิบาย พื้นที่ในเชิงอสังหาฯ จึงสามารถทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรองรับกระบวนการสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันศิลปะก็สามารถเติม “ชีวิต” ให้กับพื้นที่เหล่านั้น ทำให้ไม่เป็นเพียงโครงการที่แข็งทื่อ แต่มีคาแร็กเตอร์และความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย

    “ฝั่งศิลปะก็เอามาช่วยสร้างบรรยากาศแล้วก็ยกระดับให้กับอสังหาฯ ของเราที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยแล้วมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น”

    นั่นอาจเป็นที่มาที่พบว่าพื้นที่อสังหาฯ โดยเฉพาะในรวีวรรณ สวีทในซอยสุขุมวิท 39 ที่ครอบครัวบริหารมีความลงตัวทั้งในด้านดีไซน์ของโครงสร้างอาคาร พร้อมๆ กับบรรยากาศสุดคลาสสิก ซึ่งมาจากการตกแต่งจากศิลปะหลากแขนงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างกลมกลืน ลงตัว และข้างๆ กันก็คือแกลเลอรีแห่งนี้ที่กำลังจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยว ภาพถ่ายแบบผสมผสานของ Tashi Brauen ช่างภาพชาวสวิส-ทิเบต ภายใต้ชื่อ Second Pass คัดสรรโดยภัณฑารักษ์ Miranda K.Metcalf (เดือนมีนาคมที่ผ่านมา) คอนเซ็ปต์ที่จงสุวัฒน์เชื่อว่า “มันส่งเสริมไปด้วยกันได้”

จากอดีตสู่ปัจจุบัน

    หากมองย้อนกลับไปในยุคของศุภโชคผู้เป็นบิดา วงการศิลปะไทยยังอยู่ในบริบทที่ผู้ชมยังต้องไขว่คว้า แสวงหากว่าในยุคปัจจุบันมากนัก การเข้าถึงพื้นที่ศิลปะจึงเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม ทั้งส่วนหนึ่งเป็นงานศิลปะเชิงอนุรักษนิยมที่ให้ความสำคัญกับความงามแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นพุทธศิลป์หรือภาพเหมือน “ในยุคนั้นเราต้องขวนขวายเองว่าจะไปดูอะไร ที่ไหน ใครทำงานอะไร” จงสุวัฒน์เล่า ความห่างระหว่างศิลปิน เจ้าของแกลเลอรี และผู้ชม ทำให้ระบบนิเวศวงการศิลปะไทยมีลักษณะปิด และยากต่อการเข้าถึงสำหรับคนรุ่นใหม่

    ในทางตรงกันข้าม ปัจจุบันศิลปะไทยกำลังเปิดกว้างมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในแง่ของพื้นที่และการเข้าถึง ผู้ชมสามารถเลือกเสพงานศิลปะได้หลากหลายรูปแบบตามความสนใจ ขณะที่เทศกาลศิลปะระดับนานาชาติที่เกิดขึ้นในไทยก็ช่วยขยายสายตาของผู้ชมให้กว้างขึ้น “ทุกวันนี้มันเข้าถึงง่ายขึ้น แล้วคนก็เริ่มสร้างรสนิยมของตัวเองได้” เขากล่าว การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงส่งผลต่อผู้ชม แต่ยังส่งผลต่อศิลปินที่มีพื้นที่ทดลองและแสดงออกมากขึ้น ทำให้ตลาดศิลปะค่อยๆ เติบโตในเชิงคุณภาพ

    อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเข้าถึง เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในกระบวนการสร้างสรรค์แม้จะยังไม่ใช่ในระดับการสร้างผลงานแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เริ่มมีการนำมาเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามและทดลองวิธีคิด

    “ศิลปินบางคนเริ่มเอา AI มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ เช่น การตั้งเงื่อนไขว่าคนกับ AI จะทำงานร่วมกันยังไง” จงสุวัฒน์เล่า ในขณะเดียวกันวงการนี้ก็ยังคงถกเถียงเรื่องความเหมาะสม ลิขสิทธิ์ และจริยธรรม ซึ่งสะท้อนถึงการพยายามรักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรมและคุณค่าดั้งเดิมของการสร้างสรรค์

    “ในไทยเองยังไม่ค่อยมีศิลปินที่เอา AI มาใช้เลย คิดว่ายังไม่เห็นนะครับ...ก็มีการพยายามที่จะให้ความระมัดระวัง แล้วก็ให้เกียรติกับผู้สร้างสรรค์ที่เขาทำงานโดยที่ไม่ได้ดึงเอา AI มาใช้”


ศิลปะไทยในเวทีโลก

    เมื่อตั้งคำถามว่า ศิลปินไทยสามารถ “แข่งขันได้หรือไม่?” บนเวทีโลก จงสุวัฒน์ เลือกตอบด้วยมุมที่ต่างออกไป เขาไม่ได้มองว่านี่คือการแข่งขัน หากแต่เป็นเรื่องของ “การยอมรับ” คำตอบของเขาจึงเป็นการเผยว่า ศิลปินไทยจำนวนไม่น้อยได้ก้าวเข้าไปอยู่ในระดับสากลมานานแล้ว และโลกไม่ได้มองกันที่ความสวยงาม แต่มองศิลปะเสมือนภาพสะท้อนทางสังคมของประเทศนั้นๆ “ศิลปินไทยเราไปแสดงในระดับนานาชาติเยอะมาก เพียงแต่อาจจะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง” เขากล่าว “ศิลปะไทยมันสะท้อนความเป็นจริงได้โดยไม่ต้องผ่านการเซนเซอร์มากนัก”

    ประโยคดังกล่าวสอดคล้องกับนิยามของคำว่า “ศิลปะ” สำหรับจงสุวัฒน์ที่ว่า “สำหรับผมมันเป็นเหมือนจดหมายเหตุที่เราย้อนกลับมาดูเพื่อเข้าใจถึงบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม ค่านิยมในแต่ละยุคนั้น” วงการศิลปะจึงไม่ได้ตัดสินกันเพียงแค่ความงาม บริบทของศิลปะไทยร่วมสมัยจึงถูกมองว่ามีความเปิดกว้างทั้งในแง่เนื้อหาและการแสดงออก เมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาคที่ยังมีข้อจำกัดด้านศาสนา การเมือง หรือกฎหมาย ทำให้ผลงานจากไทยมีลักษณะเป็นกระจกที่สะท้อนสังคมร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมา

    อย่างไรก็ตามจงสุวัฒน์ไม่ได้มองอุปสรรคสำคัญที่คุณภาพของงาน แต่อยู่ที่ “การเข้าถึง” และ “การสื่อสาร” มากกว่า เขายอมรับว่าวงการศิลปะอาจเป็นกลุ่มเฉพาะและมีข่าวสารออกไปน้อยมาก รวมทั้งปัจจัยด้านที่ตั้งของแกลเลอรี โครงสร้างของเมืองกรุงเทพฯ ที่ใหญ่และกระจายตัวทำให้แกลเลอรีไม่ได้รวมอยู่ในย่านเดียวกันเหมือนเมืองศิลปะใหญ่ๆ ในต่างประเทศ 

    ส่งผลให้การเดินทางเพื่อชมงานมีต้นทุนสูง ทั้งในแง่เวลาและค่าใช้จ่าย “บางคนต้องเสียเกือบพันบาทต่อครั้งในการเดินทางมาดูงาน” เขาเล่า สิ่งนี้กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับศิลปินหรือผู้ชมรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีรายได้มั่นคง เกิดเป็น “เงื่อนไข” ให้คนไม่สามารถเข้าถึงงานเหล่านั้นได้ง่ายๆ

    “ผมเคยคิดน้อยใจว่าเรามีศิลปินที่เก่งๆ มาจัดแสดง แต่ทำไมคนไม่มาดู แต่พอโตขึ้นได้คุยกับศิลปินก็เลยรู้ว่าหลายๆ คนเขาไม่ได้อาศัยอยู่ในเมือง ก็เข้าใจข้อจำกัดนี้มากขึ้น”

ก้าวข้ามความท้าทาย

    หากมองถึงสไตล์การทำงานของจงสุวัฒน์ เขาบอกเล่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า ตั้งต้นจากการให้ความสำคัญกับคนมากกว่างานในเชิงวัตถุ เขามองทั้งทีมงาน ศิลปิน และผู้ชมเป็นองค์ประกอบเดียวกันของระบบนิเวศ ไม่ใช่ส่วนแยกขาดจากกัน วิธีคิดนี้สะท้อนออกมาในกระบวนการคัดสรรที่ไม่ได้เลือกเพียงงานที่โดดเด่น แต่ต้องเป็นงานที่สื่อสารได้จริงกับผู้ชมหลากหลายกลุ่ม

    “ผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับคนรอบข้างที่เราทำงานด้วย รวมไปถึงคนที่จะเข้ามาดูงานเรา” เขาเล่าพร้อมขยายความว่า พื้นที่ศิลปะไม่ควรเป็นพื้นที่ที่ต้องมี “ความรู้เดิม” ถึงจะเข้าใจได้ แต่ควรเปิดให้ทุกคนเข้ามามีประสบการณ์ร่วมได้อย่างเท่าเทียม

    แนวทางดังกล่าวนำไปสู่การตัดสินใจที่ชัดเจนในเรื่องรูปแบบการนำเสนอ จงสุวัฒน์ เลือก “ความเรียบง่าย” เป็นเครื่องมือหลักไม่ใช่เพื่อลดทอนคุณค่าของงาน แต่เพื่อขับเน้นสารให้เด่นชัดที่สุด ท่ามกลางบริบทของวงการที่บางครั้งให้คุณค่ากับความซับซ้อนเชิงแนวคิด “เราพยายามที่จะทำให้พื้นที่มันเข้าถึงได้กับทุกคน...อะไรที่เรียบง่ายแล้วได้ประสิทธิผลสูงสุดเนี่ย ผมก็จะเลือกวิธีนั้น” เขาย้ำ ซึ่งสอดคล้องอย่างตรงไปตรงมากับบุคลิกสบายๆ ของเขา

    ในด้านรสนิยมส่วนตัว จงสุวัฒน์นิยามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาในฐานะผู้สนับสนุนศิลปะร่วมสมัย ซึ่งสำหรับเขาไม่ได้เป็นเพียงความชอบ แต่เป็นรากฐานของการเรียนรู้โลก “ผมชอบสไตล์ contemporary เพราะมันทำให้เราเปิดโลก” เขาเสริมเหตุผลว่า ตนเองเติบโตในสภาพแวดล้อมในวัยเด็กที่ค่อนข้างปิด ต้องเรียนโรงเรียนประจำและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว โดยศิลปะคือช่องทางสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจประเด็นสังคม การเมือง และความหลากหลายของมนุษย์

    “เกือบทุกอย่างที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้คือผ่านศิลปะหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องคุณค่าว่าทำไมเราต้องใส่ใจเรื่องสัตว์น้ำในแม่น้ำโขงหรือคนชายขอบทำไมเราถึงต้องมีความเท่าเทียมทางเพศ” ด้วยเหตุนี้งานที่ถูกเลือกมานำเสนอจึงมักมีมิติที่เชื่อมโยงกับประเด็นร่วมสมัย และกระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามกับโลกที่ตนเองอยู่

    อย่างไรก็ตามเมื่ออุดมการณ์ต้องดำเนินไปควบคู่กับความเป็นจริง ความท้าทายด้านธุรกิจก็ยังกลายเป็นอีกด้านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่ขาดโครงสร้างสนับสนุนอย่างเป็นระบบ “มันท้าทายมากๆ เลย...ทางภาครัฐก็แทบไม่ได้สนับสนุนเลย แล้ววัฒนธรรมการอุปถัมภ์มันก็ไม่ได้แพร่หลาย” จงสุวัฒน์เน้นย้ำสถานการณ์นี้ที่ทำให้ผู้คนในวงการต้องบริหารความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา ทั้งในแง่รายได้และความต่อเนื่องของโครงการ

    ท่ามกลางข้อจำกัดดังกล่าว จงสุวัฒน์ เลือกใช้ความยืดหยุ่นเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างศิลปะและธุรกิจแทนที่จะยึดติดกับโมเดลเดิม เขาเปิดรับช่องทางใหม่ในการนำเสนอและสร้างรายได้ พร้อมปรับโจทย์การทำงานให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป “มันมีหลากหลายช่องทางในการที่เราจะนำเสนอตัวเอง...มันก็ทำให้เราปรับโจทย์ในการทำงานของเราไปได้” เขายอมรับอย่างเปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง “มันก็มีปีที่ดีและมันก็มีปีที่ท้าทาย” แต่บางทีสำหรับเขาแล้ว การอยู่รอดอาจไม่ใช่การหาคำตอบที่ตายตัว หากเป็นการเรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมีทิศทาง


จากแกลเลอรีสู่แพลตฟอร์ม

    ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจงสุวัฒน์เริ่มสังเกตว่าความสนใจของทีมค่อยๆ เคลื่อนจากการจัดแสดงเชิงพาณิชย์ไปสู่การทำงานที่มีมิติทางวิชาการมากขึ้น ทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม และการเมือง

    “ความสนใจของเรามันเริ่มเปลี่ยนไป…เราเริ่มมีการทำงานที่เป็นเชิงวิชาการมากขึ้น” เขาอธิบาย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน แต่เป็นผลจากการสะสมประสบการณ์การทำงานกับศิลปินและเนื้อหาที่ลึกมากขึ้น จนรูปแบบของนิทรรศการเองเริ่มมีลักษณะใกล้เคียง “พิพิธภัณฑ์” มากกว่าแกลเลอรีแบบดั้งเดิม

    การตัดสินใจครั้งสำคัญจึงตามมาทิศทางของ SAC จึงไม่ได้เป็นเพียงการ “พัฒนา” แต่เป็นการ “เปลี่ยนผ่าน” อย่างมีนัยสำคัญเพื่อเปิดตัวอีกบทบาทใหม่อย่างชัดเจน “ปลายปีนี้เราจะสิ้นสุด chapter นี้ของเราแล้ว แล้วก็จะเริ่มทำกิจกรรมใหม่ภายใต้ชื่อแบรนด์ใหม่” จงสุวัฒน์กล่าว การเริ่มต้นใหม่นี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่เขาเรียกว่า “Museum Thinking” ที่ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ตายตัว แต่เป็นในรูปแบบแพลตฟอร์มและวิธีคิดที่มุ่งผลิตและถ่ายทอดความรู้ให้ผู้คนเข้าถึงได้ “ทำยังไงให้เราสามารถผลิตความรู้ที่มันเพลิดเพลินได้ แล้วก็เอาความรู้เหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับคน” เขาเล่าถึงการขยับบทบาทจากผู้จัดแสดงไปสู่ผู้สร้างบริบทที่ศิลปะไม่ได้ยืนเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นได้อย่างกลมกลืนและสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้คน

    หนึ่งในแกนสำคัญของแพลตฟอร์มใหม่นี้ จงสุวัฒน์เผยว่า จะมีการนำ “คอลเล็กชั่น” โดยเฉพาะวัตถุโบราณจากครอบครัว ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เครื่องถ้วยชาม พระพุทธรูปไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวันนำมาจัดแสดง “ของเหล่านี้เราสามารถเอามาเล่าเรื่องราว แล้วก็มาศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับมัน” เขากล่าว แต่สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้น่าสนใจคือการไม่หยุดอยู่ที่การจัดแสดงแบบอนุรักษ์ หากเปิดพื้นที่ให้ศิลปินร่วมสมัยเข้ามา “ตอบโต้” กับวัตถุเหล่านั้น “เราจะเชิญชวนศิลปินร่วมสมัยมาตอบโต้กับวัตถุที่เรามีอยู่...เพื่อสร้างงานชิ้นใหม่” บทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการตีความ แต่เป็นการสร้างความหมายร่วมกันอีกครั้ง

    ในขณะเดียวกันรูปแบบของพื้นที่เองก็ถูกนิยามใหม่อย่างสิ้นเชิง แทนที่จะผูกติดกับสถานที่เดียว จงสุวัฒน์เลือกมองโครงการนี้ในฐานะ “แพลตฟอร์มเคลื่อนที่” ที่สามารถไปเชื่อมต่อกับบริบทต่างๆ ได้ “เราจะไม่ได้ยึดติดอยู่กับสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง...เราสามารถจะไปร่วมปลั๊กอินกับคนอื่นตรงไหนก็ได้” ซึ่งแม้จะยังมีฐานหลักอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 39 แต่แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้ SAC ขยายตัวออกไปสู่เทศกาลศิลปะในต่างจังหวัด หรือการทำงานร่วมกับชุมชนเฉพาะพื้นที่ “เราอาจจะไปจัด pop-up ที่เชียงใหม่ หรือไปผูกกับชุมชนนั้นๆ”

    ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้เป้าหมายเดิมของจงสุวัฒน์ยังคงอยู่ แต่ถูกยกระดับให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากเดิมที่เน้นการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ เป็นการทำให้ทุกโครงการกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่จับต้องได้ “เราอยากที่จะเป็น career defining moment ของเขา” เขาย้ำ ความหมายของประโยคนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างโอกาส แต่คือการสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพในหลายมิติ ทั้งในเชิงเนื้อหา การมองเห็น และผลกระทบระยะยาวต่ออาชีพศิลปิน ในระบบที่เขากำลังออกแบบใหม่ ศิลปินไม่ได้เป็นเพียงผู้แสดงงาน แต่เป็นผู้ร่วมสร้างองค์ความรู้ และเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่ใหญ่กว่าเดิม

    ท้ายที่สุดแผนในอนาคตของ SAC จึงไม่ใช่เพียงการขยายตัว แต่คือการนิยามบทบาทใหม่ของสถาบันศิลปะในศตวรรษที่ 21 สถาบันที่ไม่จำกัดตัวเองด้วยรูปแบบเดิม ไม่ยึดติดกับสถานที่ และไม่แยกศิลปะออกจากชีวิตประจำวัน หากทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงความรู้ ผู้คน และประสบการณ์เข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย และในกระบวนการนั้นอาจไม่เพียงเปลี่ยนเส้นทางของศิลปิน แต่มันคือการปรับวิธีคิดที่ผู้คนสัมพันธ์กับศิลปะไปพร้อมๆ กันอย่างมีนัยสำคัญ


ภาพ : วรัชญ์ แพทย์ยานนท์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เกศชนก ธาดาสีห์ จินตนาการไม่รู้จบที่ Maison Mystique

​อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine