มนสินี นาคปนันท์ เติมมิติซูเปอร์แอป Ascend Money

มนสินี นาคปนันท์ เติมมิติซูเปอร์แอป Ascend Money

ขุมพลังเบื้องหลังการแจ้งเกิดแอปพลิเคชัน TrueMoney ให้เป็นมากกว่ากระเป๋าเงินดิจิทัลสู่ซูเปอร์แอป ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเงินครบวงจร พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    

    การเชื่อมต่อโลกของเงินสดและดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความท้าทายช่วงเริ่มต้นบุกเบิกเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ทรูมันนี่ (TrueMoney) มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นมากกว่าแอปพลิเคชันชำระเงินหรือกระเป๋าเงินออนไลน์ (e-wallet) ใช้ซื้อสินค้าใน 7-Eleven เท่านั้น

    โดยการเพิ่มการให้บริการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทางการเงินที่หลากหลายร่วมกับเครือข่ายตัวแทนและร้านค้าจำนวนมาก จนกระทั่งสามารถขยายฐานผู้ใช้บริการที่จดทะเบียนมากกว่า 34 ล้านคน และก้าวสู่การเป็นฟินเทคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการครอบคลุมประเทศไทย กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

    ขณะเดียวกันยังกำหนดพันธกิจหลัก “การช่วยให้ทุกคนเข้าถึงนวัตกรรมทางการเงินเพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น” เป็นโจทย์ใหญ่ของผู้นำทัพ การบริหารต้องแสดงฝีมือการขับเคลื่อนธุรกิจในทิศทางที่สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของบริษัทในเรื่องความเท่าเทียมเป็นรากฐานของระบบการเงินที่ยั่งยืน และการเข้าถึงบริการทางการเงินเป็นรากฐานของการมีชีวิตที่มั่นคงและการสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

    “พื้นฐานครอบครัวของเราอยู่ในสายวิศวกรรมศาสตร์ บวกกับความชอบวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์เราจึงเรียนเกี่ยวกับวิศวกรรมไฟฟ้า และเริ่มต้นทำงานเป็น Sales Engineer ด้าน commercializing technology ก่อนจะเรียนต่อ MBA ที่อเมริกา เพราะชอบการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งานจริงมากกว่า และสนใจเรื่องการนำเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการของคนในแง่ economic value ซึ่ง MBA ผสมระหว่างธุรกิจกับเทคโนโลยี

    "โดยหลังเรียนจบเราทำงานด้านเทคโนโลยีมาตลอด ซึ่งบริษัทแรกที่สิงคโปร์ทำเกี่ยวกับ switching network เกี่ยวข้องกับ Telco และย้ายมาฮ่องกงเป็นบริษัทที่มี IP ทำ wireless access protocol โดยรวมอยู่ 2 บริษัทประมาณ 3 ปีก็เดินทางกลับมาประเทศไทย เริ่มงานกับเทเลคอมเอเชียหรือ True ในช่วงที่กำลังเปลี่ยนแบรนด์พอดี”

มนสินี นาคปนันท์


    มนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด หรือ Ascend Money กล่าวถึงความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่สั่งสมนับตั้งแต่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 1 จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนศึกษาจากมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) ระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจจาก Sloan School of Management, Massachusetts Institute of Technology (MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมประสบการณ์ทำงานกับบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี Lucent Technologies สิงคโปร์ และ Openwave Systems ฮ่องกง

    หลังจากเดินทางกลับประเทศไทยได้เริ่มต้นร่วมงานกับกลุ่มบริษัททรู จากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายอีคอมเมิร์ชและขยับเป็นผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมถึงประธานฝ่ายการพาณิชย์ของ บริษัท ทรู ดิจิตอล คอนเท้นท์ แอนด์ มีเดีย จำกัด ก่อนจะได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าผู้บริหารธุรกิจแอสเซนด์กรุ๊ปในปี 2557 และไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ในเดือนมีนาคม 2561 พร้อมผนึกกำลังกับ ธัญญพงศ์ ธรรมวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ผู้นำฟินเทคแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    “ธุรกิจหลักของ True ช่วงที่เราเข้ามาเน้นด้านโทรคมนาคม เราอยู่ในหน่วยงานที่ทำโซลูชันให้ SME ซึ่งขณะนั้นเรามีนิยามว่า เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ทำงานสบาย โดยสามารถปรับประสบการณ์ทำงานที่ฮ่องกง รับโจทย์การหาพาร์ตเนอร์ นำเสนอโซลูชันให้ SME และเมื่อ 20 ปีที่แล้วเรายังเป็นผู้นำ SaaS (Software as a Service) เข้ามาในตลาด รวมถึงการลดรายจ่ายจาก accounting software และเพิ่มรายได้ด้วยการทำเว็บ Weloveshopping ซึ่งเป็นอีคอมเมิร์ซยุคแรกๆ ของไทย

    "หลังจากนั้นเราได้รับมอบหมายให้ดูแอปพลิเคชัน digital content ของ True จนกระทั่งคุณศุภชัยมีวิสัยทัศน์ว่า ธุรกิจที่เกี่ยวกับดิจิทัลควรดำเนินงานแบบดิจิทัลไม่ใช่องค์กรใหญ่ ท่านจึง spin-off ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, Data Center และ TrueMoney สมัยนั้นออกมาเป็น Ascend Group และเราเป็น 1 ใน 3 คนที่ช่วยก่อตั้ง Ascend Group จาก COO ขยับเป็น Co-CEO ในปัจจุบัน”


ตอบครบดีมานด์การเงิน

    เส้นทางการเติบโตของธุรกิจได้รับการขับเคลื่อนโดยซีอีโอร่วมที่มีความสามารถด้านการบริหารและประสบการณ์เฉพาะเป็นเวลายาวนาน ซึ่งมนสินีรับผิดชอบการดูแลภาพรวมด้านปฏิบัติการและการวางนโยบายบริษัทสู่ความสำเร็จ ด้วยความเข้าใจในองค์กรนับตั้งแต่เริ่มต้นเป็นหน่วยธุรกิจ TrueMoney ภายใต้ทรู คอร์ปอเรชั่น และแยกออกมา (spin-off) เป็นบริษัทในเครือ Ascend Money ภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group) ในปี 2557 พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัล TrueMoney ในประเทศไทย และขยายการให้บริการไปประเทศกัมพูชา อินโดนีเชีย และฟิลิปปินส์ในปีถัดมา

    หลังจากธุรกิจได้รับการเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินจากการลงทุนของ Ant International ในปี 2559 บริษัทสามารถเปิดตัวบริการ Virtual MasterCard และ ePIN บนแอปพลิเคชัน TrueMoney สำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตสามารถใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้เป็นครั้งแรก และพัฒนา TrueMoney Transfer บริการโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ช่วยแรงงานข้ามชาติให้ส่งเงินกลับบ้านได้อย่างมั่นใจ โดยเริ่มจากกลุ่มแรงงานชาวเมียนมา และขยายไปยังกลุ่มแรงงานชาวกัมพูชาและเวียดนาม พร้อมทั้งพัฒนาระบบให้สามารถสแกนจ่ายที่หน้าร้านได้มากขึ้น

    “ก่อนจะเป็นดิจิทัล เราเป็น processing platform ให้กับเครือ อย่างการเติมอินเทอร์เน็ตผ่าน TrueMoney ซึ่งเราเป็นเพียงแพลตฟอร์มหลังบ้าน แต่ไม่มี relationship กับลูกค้า ทำให้ยุคแรกเราต้องการสร้าง relationship ด้วยแอป TrueMoney ให้คนใช้งานได้ง่ายและสะดวกขึ้น โดยเราพัฒนา e-wallet ให้นำเงินเข้าและซื้อออนไลน์ได้ ซึ่งถือเป็นยุคที่เราช่วยอำนวยความสะดวกให้คนจ่ายเงินง่ายขึ้น

    "โดยยุคถัดมาเป็นยุค 24/7 เน้นการใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราจับมือกับ 7-Eleven ผูกกับ All Member และขยาย ecosystem ร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่าง Alipay และ global partner เช่น Apple Store, Google Play พร้อมทั้งขยายไปต่างประเทศ เช่น เมียนมา กัมพูชา เราสร้าง agent network เหมือนเคาน์เตอร์เซอร์วิสให้ SME มีจุดรับชำระเงิน และให้กลุ่มแรงงานข้ามชาติสามารถโอนเงินกลับไปประเทศเขาผ่าน agent network ของเรา”



    นอกจากนั้น บริษัทยังพัฒนาบริการ Pay Next ให้สินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney ด้วยการใช้ AI และข้อมูลทางเลือกในการประเมินความเสี่ยง รวมถึงใช้เทคโนโลยีช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำคัญผ่านระบบดิจิทัลได้ตลอดทั้งกระบวนการ โดยสามารถประกาศการเป็นซูเปอร์แอปที่ให้บริการครบวงจรเรื่องการเงิน ทั้งการใช้จ่าย การออม การลงทุน และประกัน พร้อมก้าวขึ้นเป็นฟินเทคยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทยหลังจากระดมทุนกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าของบริษัทมากกว่า 1.5 พันล้านเหรียญในปี 2564

    ขณะเดียวกันบริษัทได้ยกระดับความปลอดภัยการใช้งานแพลตฟอร์มด้วย 3X Protection และเปิดบริการใช้จ่ายต่างแดน โดยสามารถใช้ TrueMoney ชำระเงินได้ 50 ประเทศ และเขตท่องเที่ยวทั่วโลก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย พร้อมขยายบริการทางการเงิน Gold Saving, Micro Insurance และหุ้นกู้ตลาดรอง รวมถึงจับมือกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ให้สามารถเปิดบัญชีออมเพื่อบำนาญ

    และเพิ่มบริการ Carbon Credit Offset บนแอปพลิเคชัน โดยในปี 2567 บริษัทได้รับการลงทุนจาก Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG) และกองทุน Finnoventure Private Equity Trust I มูลค่ารวม 195 ล้านเหรียญ ส่งผลให้สามารถขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินในระดับภูมิภาคมากขึ้น

    “ยุคที่ 3 หลังจากสร้าง ecosystem มีข้อมูลและความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น เราก็พัฒนาให้คนเข้าสู่บริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออมที่จับมือกับพาร์ตเนอร์ธนาคารสามารถเปิดบัญชีผ่านแอปได้ดอกเบี้ย 1.5% การซื้อกองทุนรวม การออมทอง และบริการ Pay Next

    "โดยปัจจุบันยุคที่ 4 เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว ยุค Personalize เข้าใจลูกค้าเชิงลึก และแนะนำบริการที่สอดคล้องความต้องการในจังหวะที่เหมาะสมทั้งจ่าย ออม ลงทุน สินเชื่อ ด้วยการใช้ AI และเรายังเตรียมพร้อมสู่ virtual bank ช่วยให้ต้นทุนเข้าถึงบริการเราลดลง หมายถึงโอกาสเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น และอำนวยความสะดวกลูกค้าฐานที่กว้างขึ้น”


    สำหรับในปัจจุบันบริษัทได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์ (key strategic shareholders) ประกอบด้วยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group), Arise Group, Ant International และ Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG) และ Bow Wave Capital Management ซึ่งภายใต้ Ascend Money ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจและบริการหลัก ได้แก่ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด (TrueMoney) โดยมุ่งเน้นการให้บริการแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลและกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์

    นอกจากนั้น บริษัท แอสเซนด์ นาโน จำกัด (Ascend Nano) ดำเนินธุรกิจให้บริการสินเชื่อดิจิทัลและนาโนไฟแนนซ์ บลน. แอสเซนด์ เวลธ์ จำกัด (Ascend Wealth) ให้บริการหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน บริษัท แอสเซนด์ แอสชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (Ascend Assurance) เป็นบริษัทตัวแทนและนายหน้าประกัน รวมถึงธนาคาร แอสเซนด์ จำกัด (มหาชน) (Ascend Bank) ซึ่งอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาเพื่อเปิดให้บริการในอนาคต

    “รายได้ธุรกิจส่วนใหญ่ของเรามาจาก payment 70% บริการทางการเงิน 30% แต่การเติบโต 4-5 ปีข้างหน้าบริการทางการเงินน่าจะแซง payment ซึ่งเป็นแพตเทิร์นเดียวกับหลายประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัลฟินเทค payment จะเป็นธุรกิจที่ทำให้คนเข้ามาจ่ายและเราได้ค่าธรรมเนียม ซึ่งเราต้องเข้าใจลูกค้าและเสนอบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ ทำให้การเติบโตของ financial services อาจจะมาหลังแต่เป็น growth driver ที่สำคัญ

    "โดยเราโฟกัสในตลาดที่ไม่ชนกับคู่แข่งอย่างกลุ่มที่ยังไม่ได้รับบริการจากสถาบันการเงิน ด้วยฐานผู้ใช้ TrueMoney 21 ล้านคนทุกเดือนทำให้เรามีข้อมูล และสามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงต้นทุนการให้บริการเราน้อยกว่าธนาคารหรือ non-bank อื่น ดังนั้น เราเล่นคนละตลาด”



    ด้านกลยุทธ์สร้างการเติบโตทางธุรกิจมุ่งเน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่ แอปพลิเคชัน TrueMoney บริการทางการเงิน และธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (virtual bank) ซึ่งอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ด้วยการเดินหน้าแผนการดำเนินงานให้ TrueMoney เป็นแอปพลิเคชันการชำระเงินหลักของคนไทย โดยพัฒนาเทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวกรวดเร็วการชำระเงินมากขึ้น เช่น การแตะจ่าย (Tap to Pay) ที่เครื่องรับชำระ Bluetap ผ่านเทคโนโลยี NFC รวมถึงนวัตกรรมการชำระเงินที่มีความปลอดภัยกว่าเดิม

    พร้อมทั้งการนำ AI ใช้ประโยชน์ด้าน hyper-personalization ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดกว่าระดับบุคคล เพื่อแนะนำบริการ สิทธิประโยชน์ และช่วยบริหารการชำระเงินผ่านระบบให้ผู้ใช้งานได้

    “การเติบโตเรื่องแรกต้องทำให้ TrueMoney เป็นแอปพลิเคชันการจ่ายหลักของคนไทย และครองใจผู้ใช้งานอันดับ 1 ด้วยการทำให้การจ่ายเงินง่ายขึ้นและมีประโยชน์กับลูกค้ามากกว่าเดิม อย่างการแตะจ่ายที่เราเริ่มจาก 7-Eleven และกำลังขยายจุดรับเพิ่ม พร้อมทั้งหานวัตกรรมการจ่ายที่ปลอดภัยกว่าวิธีปัจจุบัน และการใช้ AI ระดับ hyper-personalization เช่น วันนี้คุณจ่ายเงินกับเรื่องหลักๆ อะไรบ้าง คุณได้เหรียญสะสมหรือสิทธิประโยชน์ตรงไหนเพิ่ม

    "รวมถึงเรายังโฟกัสการขยายบริการทางการเงิน เช่น ในอนาคตลูกค้าอาจจะสามารถซื้อหุ้นต่างประเทศผ่านแอป TrueMoney ได้หรือถ้ามีหวยเกษียณเราก็พร้อมให้บริการ สุดท้าย virtual bank น่าจะเป็นหนึ่งใน value ที่เราให้กับลูกค้า โดยหลักๆ การเติบโตของเราเกิดจากคนและ AI ซึ่งเราต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”


    มนสินีกล่าวถึงการพัฒนา AI และนำเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงิน เช่น บริการ Pay Next การใช้เป็นเครื่องมือสำหรับแนะนำบริการ การติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้งาน และการปฏิบัติงานภายใน รวมถึงให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพทีมงานอย่างต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนสู่พันธกิจเป้าหมาย “Enable Everyone Access to Innovative Financial Services, Leading to a  Better Lives” พร้อมตอบโจทย์ผู้ใช้งานครอบคลุมทุกมิติความต้องการที่แตกต่างกัน

    “จุดแข็งของเรามีหลายส่วน เรามาจากแพลตฟอร์มการชำระเงินเริ่มด้วยฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานรายเดือน Monthly Active Users (MAU) 21 ล้านคน โดยความต่างของเรายังอยู่ที่การมองลูกค้าเป็นหลักในการดีไซน์แพลตฟอร์มตั้งแต่วันแรกและรวมลูกค้าเป็นฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะ product ไหน รวมถึง ecosystem เราตอบโจทย์นักลงทุนและพาร์ตเนอร์ในแต่ละ ecosystem เช่น Alipay ธนาคาร บลจ. บริษัทประกัน ซึ่งเราต้องการเปิดเป็น open platform ให้พาร์ตเนอร์เข้ามา leverage ฐานเรามากที่สุด เพื่อให้มีสินค้าหรือบริการตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด

    "สุดท้ายเราน่าจะเป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่นำ AI มาใช้ทั้ง predictive การสื่อสารกับลูกค้า โดยในยุคที่ 5 เราคิดว่า AI จะเปลี่ยนวิธีการให้บริการลูกค้า การ integrate ของ TrueMoney กับพาร์ตเนอร์ต่างๆ และสามารถเลือกซื้อสินค้ากดจ่ายเงินได้ทันที”

    มนสินีมั่นใจในความแตกต่างที่สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจและการเติบโตในอนาคต ด้วยหลักบริหารที่มุ่งเน้นการเตรียมพร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายถือเป็นโอกาสในการหามุมมองใหม่ในการสร้างสรรค์และเพิ่มคุณค่าการให้บริการมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการสื่อสารให้ทีมงานและพาร์ตเนอร์เข้าใจทิศทางการขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก

    “เราให้บริการด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและตอบโจทย์ได้ดีกว่า แม้การแข่งขันจะสูง แต่เราโฟกัสเซกเมนท์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน โดยที่ผ่านมามีหลายวิกฤตทั้งโควิด-19 สงคราม ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบกับทุกคน โดยเราต้องมองหามุมมองใหม่ๆ ในการให้ value กับลูกค้า เช่น เราจะผ่อนเบาภาระให้ผู้บริโภคอย่างไร อย่างบริการ Pay Next ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักบริหารของเราคือ การพร้อมรับความท้าทายและความจริงที่เกิดขึ้น

    "โดยพยายามให้พนักงานทั้งหมดของเรา 1,200 คนในไทยและต่างประเทศเข้าใจสิ่งที่เราทำหรือ start with 'Why' และ think big แต่ต้อง execute ส่วนตัวเราชอบฟังไอเดียทุกคนและสนับสนุนการทำให้สำเร็จ ซึ่งธุรกิจเราดูแลคนมากกว่า 20 ล้านคน และ impact กับคนจำนวนมาก”


ภาพ : วรัชญ์ แพทยานันท์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนะสิน TSM ผนึกโรงน้ำตาลเพิ่มพลังรักโลก

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine