วรเสน ลีวัฒนกิจ "วินด์ชิลล์" ผู้นำนวัตกรรมห้องสะอาด

วรเสน ลีวัฒนกิจ "วินด์ชิลล์" ผู้นำนวัตกรรมห้องสะอาด

วิศวกรหนุ่มที่มองเห็นว่าการติดเชื้อทางอากาศมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยเสี่ยงในอนาคต นวัตกรรมห้องสะอาดจึงมีส่วนช่วยป้องกัน ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทางธุรกิจ


    จากประสบการณ์ทำงานในบริษัทข้ามชาติ และเป็นหัวหน้าทีมที่บริษัทให้ไปศึกษาเรื่องการป้องกันการติดเชื้อทางอากาศหลังเกิดเหตุโจมตีด้วยอาวุธทางชีวภาพในปี 2544 เมื่อวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาและสำนักงานสื่อหลายแห่งได้รับจดหมายทางไปรษณีย์ปนเปื้อนเชื้อแอนแทรกซ์ ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต ซึ่งบริษัทคาดการณ์ว่าในอนาคตการติดเชื้อทางอากาศจะเป็นปัญหาใหญ่ อาจมีเหตุการณ์คล้ายโควิดเกิดขึ้นจึงได้ให้ทุนศึกษาด้านนี้

    ต่อมาบริษัทถูกเทคโอเวอร์ทำให้โครงการล้มไป แต่ วรเสน ลีวัฒนกิจ ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท วินด์ชิลล์ จำกัด อยากเดินหน้าต่อ ในวันนั้นเขาจึงร่วมกับ “เผชิญ แสงบุษราคัม” เพื่อนวิศวะร่วมสถาบัน และก่อตั้งบริษัทขึ้นในปี 2545

    "ผมจบวิศวะเครื่องกล ตอนไปอยู่บริษัทข้ามชาติดู global account ลูกค้าในกลุ่มที่เคยใช้เราในยุโรป อเมริกา และมาตั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงแรกเน้นการควบคุมสถานที่ผลิตอาหารที่ส่งออกไปยุโรป ซึ่งมี regulation ต่างๆ เช่น ไม่ให้เชื้อโรคจากอากาศปนเปื้อนไปในอาหาร

    "สมัยก่อนเราเห็นในโรงไก่ food processing ที่ต้องการสุขอนามัยสูงๆ เราเริ่มจากตรงนั้น อีกจุดที่มองคือโรงพยาบาลเมื่อคนไข้ไปหาหมอจึงกระจายเชื้อไปยังคนไข้รายอื่น สมัยก่อนยังไม่มีมาตรฐานในเรื่องระบบอากาศในโรงพยาบาล แต่รัฐบาลอเมริการับรู้ว่ามีเรื่องนี้จึงพยายามจัดการให้มีมาตรฐานเป็นระบบ มีการให้ทุนหน่วยงานที่ควบคุมการติดเชื้อ องค์กรที่ดูแลชื่อ ASHRAE ออกมาตรฐาน มีวิจัยเต็มไปหมดมาตรฐานฉบับแรกของโลกออกในปี 2550 ผมเป็น volunteer ของ ASHRAE" วรเสน กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจ

วรเสน ลีวัฒนกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วินด์ชิลล์ จำกัด


    ช่วงปี 2550-2553 ประเทศไทยมีนโยบายต้องการให้ประเทศเป็นเมดิคัลฮับ ซึ่งต้องมีการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล หน่วยงานที่มีบทบาทคือ JCI (Joint Commission International) จากสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่รับรองคุณภาพสถานพยาบาลและโรงพยาบาลระดับสากล โดยอิงกับมาตรฐานสูงสุด 

    ซึ่งในขณะนั้นคือมาตรฐานของ ASHRAE (American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers) หรือสมาคมวิชาชีพวิศวกรด้านการทำความร้อน การทำความเย็น และการปรับอากาศแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรระดับนานาชาติซึ่งทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติทางเทคนิคที่สถาปนิกและวิศวกรทั่วโลกมักนำไปอ้างอิงและใช้ในกฎหมายควบคุมอาคาร เช่น มาตรฐานการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน และมาตรฐานการระบายอากาศในสถานพยาบาล (ASHRAE 170)

    "เราเป็นหน่วยงานที่พัฒนากระบวนการและทำให้ตรงตามมาตรฐานนี้ ประจวบกับประเทศไทยโดยเฉพาะเครือ BDMS อยากทำ...ในอเมริกานอกจากออกมาตรฐานก็มีการ certify บุคคลให้สามารถดีไซน์เรื่องเฮลท์แคร์....ผมไปสอบที่อเมริกาเพื่อได้ engineer certify เรื่องนี้...น่าจะเป็นคนแรกที่ไม่ใช่อเมริกัน เราก็ทำ certify เรื่องการจัดการต่างๆ ให้เป็นตามมาตรฐาน"

    เป็นเวลาเดียวกันที่ประเทศไทยต้องการให้การสร้างสถานพยาบาลมีมาตรฐานจึงสอดคล้องกันพอดี รวมทั้งการเปลี่ยนรูปแบบห้องผ่าตัด โดยนำเรื่องป้องกันการติดเชื้อ การฆ่าและทำความสะอาดเชื้อมาใส่ไว้ ซึ่งบริษัทดำเนินการตามมาตรฐานหน่วยงานสหรัฐฯ วรเสนใช้คำว่า "ทำตามเอกสารตั้งแต่บรรทัดแรกของปกจนถึงปกหลัง" รวมทั้งสมัครเป็นคณะกรรมการด้านเทคนิค และเลื่อนระดับมาเรื่อยๆ กระทั่งล่าสุดเป็นผู้แทนสมาชิกประจำภูมิภาค (ปี 2568-2571)

    การเป็นผู้แทนในองค์กรข้างต้นทำให้ทราบถึงข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของมาตรฐานสากลเป็นอย่างดี และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ทันกับกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลง


ผลิตในประเทศ มาตรฐานสากล

    บริษัท วินด์ชิลล์ จำกัด ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษา ออกแบบ สร้างและติดตั้งห้องผ่าตัด ห้องแยกโรค ห้องปลอดเชื้อ ห้อง Lab Clean Room ออกแบบและผลิตเครื่องปรับอากาศสำหรับห้องสะอาดและห้องควบคุมความชื้นตามมาตรฐาน ASHRAE และได้รับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 และ ISO 13485 (เครื่องมือแพทย์) ลูกค้าคือสถานพยาบาล อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยา เป็นต้น บริษัทให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการวิจัย และใช้งบฯ วิจัยและพัฒนาเฉลี่ยปีละ 10% ของรายได้รวม

    ไม่น่าแปลกใจที่บริษัทมีผลงานที่ได้รับรางวัล หรือผ่านคุณภาพมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ปี 2543 ได้รับอนุสิทธิบัตรกล่องผสมอากาศสำหรับเครื่องปรับอากาศในห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ กล่องดังกล่าวเป็นอุปกรณ์เพื่อควบคุมปริมาณอากาศที่ไหลในห้องผ่าตัด โดยควบคุมแรงดัน ควบคุมทิศทางการไหลภายในห้อง ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นและความดันภายในห้องผ่าตัด (อนุสิทธิบัตรไทยเลขที่ 3644) และอนุสิทธิบัตรห้องผ่าตัดปลอดเชื้อสำเร็จรูป

    ปี 2551 ได้รับการรับรองผนัง High Pressure Laminate ที่ใช้สร้างห้องผ่าตัดที่สามารถป้องกันแบคทีเรีย JIS Z 2801:2000, ปี 2552 ได้รับ Healthcare Facility Design Professional (HFDP), ปี 2553 ได้รับ The U.S. Green Building (USGBC) การออกแบบ ผลิต ติดตั้ง และบำรุงรักษา โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวและได้นำเกณฑ์อาคารเขียว USGBC และ LEED Certification มาใช้


    ปี 2554 ได้รับ Building Commissioning Professional (BCxP) เป็นการจัดการภาพรวมของผลิตภัณฑ์ให้เป็นได้ตามมาตรฐาน, ปี 2555 ได้ใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 เป็นการนำระบบการบริหารงานคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐาน ISO 13485:2016 มาประยุกต์ใช้ มุ่งเน้นจัดการความเสี่ยงเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน เช่น บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย

    ต่อมาในปี 2561 ได้ออกแบบห้องผ่าตัดตามมาตรฐาน ASHRAE/ANSI Standard 170-2017 ด้านการออกแบบมีการออกแบบตามมาตรฐาน ASHRAE/ANSI Standard 170 และปี 2564 ออกแบบห้องผ่าตัดตามมาตรฐาน ASHRAE/ANSI Standard 170-2021, ปี 2568 ขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยห้องผ่าตัดมาตรฐานสากล (Operating Room-World Class Standard)

    "ผมอยู่ใน health care facility ซึ่งเขาจะบอกว่าห้องผ่าตัด ห้องแยกโรค ห้อง MRI หอพักผู้ป่วย มีเกณฑ์ว่าต้องทำยังไง เราทำตามมาตรฐานที่เขาระบุไว้ ASHRAE เน้นเรื่องดีไซน์อย่างเดียว แต่เราทำมากกว่านั้น เช่น ผลิตภัณฑ์มีหน่วยงานทดสอบ และได้ใบเซอร์ฯ ในเรื่องเหล่านี้ กระบวนการจัดการมาตรฐานเครื่องมือแพทย์เราเดินตามมาตรฐานทั้งหมด ปัจจุบันถ้าจะขายของในยุโรปต้องเป็น carbon neutral เราทำจนปีนี้ผ่านการรับรองแล้ว...พออยู่วงในเราสามารถพัฒนา และตอนนี้เขาเตรียมสำหรับปี 2572 แล้ว เราก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเสิร์ฟมาตรฐานใหม่ได้"

    ช่วงที่โควิด-19 ระบาดระหว่างปี 2563-2564 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อในอากาศ และบริษัทรับมือได้เป็นอย่างดี ดังที่เขาอธิบายว่า แทนที่จะรอมาตรฐานออกแล้วทำวิจัย บริษัทก็เตรียมความพร้อมไว้ก่อนในทุกขั้นตอนของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การบันทึกข้อมูล กระบวนการทำงาน การรับประกันคุณภาพ การส่งผลิตภัณฑ์เทสต์ตามมาตรฐานของสหรัฐฯ "กระบวนการทำงานของเราจึงสอดคล้องกับสิ่งที่เป็นเมกะเทรนด์ในเรื่องการป้องกันติดเชื้อทางอากาศ จึงเดินไปค่อนข้างดี"

    ตัวอย่างเช่น ช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนักและห้องแยกผู้ป่วยประเภทแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ (AIIR) ในโรงพยาบาลต่างๆ ไม่เพียงพอ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าต้องใช้อย่างน้อย 200 ห้อง รองรับผู้ป่วย 4,000 คน ภายใต้สถานการณ์ที่เร่งด่วนบริษัทได้พัฒนาห้องแยกผู้ป่วยติดเชื้ออาการหนักแบบถอดประกอบได้จำนวน 200 ห้อง ภายในเวลา 45 วัน ขณะที่ปกติห้อง AIIR ที่ได้รับมาตรฐานการรับรองใช้เวลาก่อสร้าง 3-6 เดือน

    วินด์ชิลล์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เองทั้งหมด โดยจุดแข็งของบริษัทคือคุณภาพมาตรฐานสากล โดยส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบที่สหรัฐฯ เมื่อผ่านการทดสอบจะได้ใบรับรองซึ่งมีอายุ 1 ปี และทุกๆ 1 ปีต้องส่งไปทดสอบใหม่เพื่อขอใบรับรอง

    "บริษัทที่ทำ level เดียวกับเราได้ต้องเป็นบริษัทฝรั่ง แต่ราคาเราถูกกว่า...ลูกค้าคือสถานพยาบาลที่ให้บริการลูกค้าต่างชาติเป็น premium international hospital ที่ต้องมีการจ้างคนมา Certify"

    ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น ห้องสะอาด (clean room) ราคาห้องละ 5-8 ล้านบาท ส่วนบริการหลังการขายคือการดูแลบำรุงรักษาค่าใช้จ่ายปีละไม่เกิน 200,000 บาท "เทียบกับบริษัทข้ามชาติถูกกว่าครึ่งหนึ่งและเราทำตามมาตรฐานสากล 100%”

    ธุรกิจของบริษัทจัดอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ประเภทห้องสะอาด ซึ่งมีมูลค่าปีละ 3 พันล้านบาท และตลาดสินค้ามาตรฐานระดับสูงซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายมีมูลค่า 500 ล้าน ในจำนวนนี้บริษัทมีมาร์เก็ตแชร์ 60-70%


รุกตลาดต่างประเทศ

    ลูกค้าหลักในปัจจุบันคือโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการคนไข้ชาวต่างชาติ อย่างไรก็ดีตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่าคือ โรงพยาบาลรัฐ ทว่าด้วยข้อจำกัดด้านราคาทำให้แข่งขันยาก เพื่อแก้ปัญหานี้บริษัทจึงนำผลิตภัณฑ์บางรายการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมกับสำนักงบประมาณ หน่วยงานภาครัฐสามารถคัดเลือก หรือใช้วิธีเฉพาะเจาะจงในการจัดซื้อจัดจ้างได้เลย ไม่ต้องทำ e-bidding ที่ผ่านมามีหน่วยงานด้านการป้องกันการติดเชื้อทางอากาศใช้บริการด้วยวิธีดังกล่าวบ้างแล้ว

    "ตอนเราขึ้นทะเบียน innovation list ใช้เกณฑ์ทุกอย่างตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด ถ้าทุกคนทำมาตรฐานเดียวกันเชื่อว่าเราไม่แพงกว่าคนอื่น"

    ลูกค้าอีกกลุ่มคืออุตสาหกรรมอาหารซึ่งจำเป็นต้องมีโซนพื้นที่ปลอดเชื้อในขั้นตอนการบรรจุอาหาร ตัวอย่างลูกค้า เช่น กลุ่มโรงงานผลิตน้ำดื่ม หรือห้องทดสอบขั้นสุดท้ายที่ต้องการความสะอาดมากๆ ในโรงงานผลิตรถไฟฟ้า "ถ้าสะอาดปกติไม่ทำ เพราะราคาเราค่อนข้างสูงเกินกว่าที่เขาจะรับได้"



    นอกจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้วบริษัทมีรายได้อีกทางจากบริการหลังการขาย โดยให้บริการซ่อมบำรุงจนกว่าสินค้าจะหมดอายุ โดยมีศูนย์บริการที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

    "เราพยายามวาง positioning ว่า ค่าบริการหลังการขายถูกกว่าการที่ลูกค้าทำเอง เนื่องจากเรารวมศูนย์ มี spare part ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาช่วย คนทำงานด้านนี้ปกติค่าตัวสูง แต่เราสามารถ share resource หลายที่ ตอนนี้เรามี 200 service contracts ทั่วประเทศ อายุเฉลี่ยการใช้งานผลิตภัณฑ์ 10 ปี ภายในระยะเวลานี้มี spare part ครบทุกชิ้น มีการเทรนนิ่ง...สินค้าทุกตัวออนไลน์ และส่งข้อมูลเข้ามาผ่านระบบ IOT ที่ศูนย์กรุงเทพฯ และแจ้งกลับหากสินค้าในโรงพยาบาลมีปัญหารุนแรง เราก็ approach ได้ทันที บางที่เขาลืมปิดประตูพนักงานยังรู้และโทรบอกเจ้าหน้าที่...

    "เรามีศูนย์ทดสอบ มีการติดตาม ข้อมูลที่ส่งเข้ามาเรามีการจัดการข้อมูลโดยใช้อัลกอริทึม เช่น ก่อนฟิลเตอร์หรือคอมเพรสเซอร์จะเสียมีอาการอย่างไร เรามี predictive maintenance และแจ้งลูกค้าไว้ก่อน ดูแม้กระทั่งการใช้พลังงานของลูกค้าหากใช้เยอะเกิน วิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไรระบบของเรา detect ได้"

    หลายปีที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 400 ล้านบาท และคาดว่ารายได้ปีนี้จะปิดจบที่ 600 ล้านบาท

    "เราพยายามโต 2 ดิจิตเนื่องจากมีงานดีเลย์ ตอนนี้มีแบ็กล็อกประมาณ 500 ล้านในพอร์ต มีงาน high potential อีก 500 ล้านภายในปีนี้หรือปีหน้า คุยกันจบแล้วแต่ยังไม่เซ็นสัญญา...ตอนนี้ใช้กำลังการผลิต 40-50% สามารถโตได้อีก 50%"



    สำหรับปัจจัยที่จะส่งผลให้บริษัทเติบโตมาจากผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้ที่มีอยู่ ด้วยการเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น หอประชุมสนามบิน คอนเสิร์ตฮอลล์ โรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนอินเตอร์ซึ่งปัจจุบันมาตั้งในประเทศไทยจำนวนมาก และโรงเรียนเหล่านี้มาพร้อมกับมาตรฐานของประเทศต้นทาง

    รวมทั้งขยายบริการในกลุ่มลูกค้าเดิมที่ใช้ห้องสะอาด แต่ยังมีพื้นที่อื่นๆ อีกที่อาจต้องจัดทำเป็นห้องสะอาด เช่น โถงพักคอย รุกตลาดต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านการดีไซน์ออกแบบและผลิต โดยบริษัทจะเป็นฐานการผลิตรวมถึงเก็บสแปร์พาร์ตให้ ส่วนพาร์ตเนอร์ดูแลกระบวนการจัดการหน้างาน

    "เรากำลังพยายามหาโมเดลในการทำตลาดต่างประเทศ มี study บางส่วนและไปโรดโชว์ต่างประเทศหลายคนชอบแต่ทางธุรกิจยังไม่มีการเซ็นสัญญา ยกเว้นลูกค้าจากไทยที่เปิดสาขาในต่างประเทศ เช่น โรงพยาบาลจากไทยไปตั้งสาขาในเมียนมา กัมพูชา สิงคโปร์ เราก็ตามไป ตอนนี้เราไปถึงแอฟริกาแล้ว เป็นลูกค้าคนไทยที่บอกต่อกันมา เป็นโรงงานเครื่องดื่มอัดลม ซึ่งมีกระบวนการขั้นสุดท้ายคือการบรรจุและต้องทำในห้องสะอาดเพื่อไม่ให้ติดเชื้อทางอากาศ โปรเจกต์นี้ประมาณ 2-3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ"

    วรเสนกล่าวถึงโอกาสของธุรกิจนี้ว่า การป้องกันการติดเชื้อทางอากาศเป็นเรื่องสำคัญ เวลาเราดื่มน้ำ กินยา หรือรับประทานอาหาร จะมีฉลากบอกว่าประกอบด้วยสารอะไรบ้าง แต่ในอากาศในพื้นที่ที่เราเข้าไปไม่มีข้อมูลระบุไว้ ทั้งนี้ในประเทศไทยเคยมีร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งผ่านเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว แต่เนื่องจากมีการยุบสภาทำให้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวตกไป

    "ในหลายพื้นที่ของโลก ไม่ว่ายุโรป อเมริกา มีการระบุเรื่องนี้ไว้ ซึ่งเป็นตลาดหนึ่งของเราเหมือนกัน...ประเทศไทยประชากร 70 ล้านคน แต่ในโลกมี 5 พันล้านคน ตลาดระดับโลกมันใหญ่...ณ วันนี้หลังโควิดหลายคนจะไม่เสี่ยงและการเดินตามมาตรฐานสากลเป็นการลงทุนที่ใช้เงินน้อยที่สุด"



    ทั้งนี้ Informa Markets ผู้นำระดับโลกด้านการจัดนิทรรศการให้ภาพรวมตลาดเครื่องมือแพทย์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Market Data Forecast และ Statista ระบุว่า ตลาดเครื่องมือแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่า 1.27 แสนล้านเหรียญในปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวเกือบ 2 เท่าภายในทศวรรษหน้า 

    ขณะที่ตลาดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ (MedTech) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเติบโตในอัตราปีละ 7.31% โดยจะมีมูลค่าสูงถึง 1.86 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 2572 และประเทศไทยส่งออกเครื่องมือแพทย์เป็นอันดับที่ 20 ของโลก และปี 2567 ตลาดในประเทศมีมูลค่ากว่า 2.23 พันล้านเหรียญ


ภาพ : วรัชญ์ แพทยานันท์ และ บจ. วินด์ชิลล์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ศรีเกษม วิสุทธิไกรสีห์ ปรับส่วนผสมสร้าง New S-Curve

​อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine