โสฬส ยอดมงคล พลิกเกมถุงพลาสติก UNIX

โสฬส ยอดมงคล พลิกเกมถุงพลาสติก UNIX

จากบริษัทผู้ผลิตถุงพลาสติกสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต่อยอดเป็นถุงสำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป และขยายไลน์สู่ธุรกิจฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ปัจจุบันมีรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี และเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรม


    อาณาจักรแห่งนี้ก่อตั้งโดยคู่สามีภรรยา “พิสิฐ และสุจินต์ นวชาตโฆษิต” ซึ่งจดทะเบียนตั้ง บริษัท ยูนิค พลาส แพ็ค จำกัด ในปี 2531 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงบรรจุภัณฑ์สำหรับครัวเรือนภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ กุญแจ กุญแจใจ และมิตรภาพ ต่อมาปี 2533 เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ยูนิค อุตสาหกรรมพลาสติก จำกัด และมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วหลายครั้ง เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตไปยังสินค้ากลุ่มฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรม ฟิล์มสำหรับงานลามิเนต และจดทะเบียนเป็น บริษัท ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (UNIX) ในปี 2567

    ในช่วงแรกบริษัทผลิตถุงร้อน ถุงหูหิ้ว ตามมาด้วยถุงพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม เมื่อบุตรชาย “นิทัศน์” เรียนจบปริญญาโทด้าน Engineering Management จากสหรัฐอเมริกา จึงได้เข้ามาพัฒนาและปรับปรุงระบบการจัดซื้อ การผลิต การจัดส่ง และต่อมาพบว่า ตลาดมีความต้องการบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (flexible packaging) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค จึงเห็นโอกาสในการผลิตวัตถุดิบต้นทาง และนำเข้าเครื่องจักรเพื่อผลิตทำให้กิจการเติบโตขึ้นอย่างมาก และเพื่อเตรียมรับมือกับความต้องการในตลาดที่เปลี่ยนแปลงจึงวิจัยและพัฒนาสินค้ารีไซเคิลและกลุ่มพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ด้วย

    ปี 2552 บริษัทถูกส่งต่อไปยังผู้บริหารรุ่นที่ 2 คือ นิทัศน์ และกนกวรรณ นวชาตโฆษิต ซึ่งเป็นทายาทของผู้ก่อตั้ง เพื่อปรับวัฒนธรรมองค์กรเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในระดับสากล และปรับการดำเนินงานแบบธุรกิจครอบครัวสู่ระบบการบริหารจัดการแบบมืออาชีพมากขึ้น ปี 2564 บริษัทได้แต่งตั้ง โสฬส ยอดมงคล เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี

    โสฬสมีประสบการณ์ด้านกลุ่มงานพลาสติกมากกว่า 30 ปี เริ่มต้นจากธุรกิจผลิตเม็ดสีพลาสติก (color plastic pellets) สายงานการผลิตกล่องปลอดเชื้อ (aseptic carton) หลังฝึกงานที่ประเทศเยอรมนีกว่า 2 ปี จึงมาดูแลบริษัทผลิตป้ายฉลาก (pressure-sensitive label) ของสหรัฐอเมริกา และผลิตฟิล์มหดที่ผลิตจากกระบวนการยืดทางหน้ากว้าง (TDO) บริหารงานในบริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (flexible packaging) ชั้นนำของโลก ก่อนได้รับการชักชวนมาร่วมพัฒนาและบริหาร บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี

    “ผมถือว่าเราได้นำประสบการณ์ตรงมาต่อยอดกับความแข็งแกร่งเดิมที่มีอยู่แล้ว...ผมเรียนด้านอุตสาหการ พอเริ่มต้นมาทางนี้ไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็น specialist ด้านนี้ ได้มีโอกาสมาร่วมกับ ยูนิคฯ เป็นวิสัยทัศน์ของเจ้าของบริษัท คือถึงจุดหนึ่งเจ้าของมองว่าลูกค้าเริ่มเปลี่ยนเป็นระดับสากล ความต้องการของลูกค้าแตกต่างจากลูกค้าไทย ระบบการบริหารและมาตรฐานการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสูงขึ้น บริษัทต้องการการปรับตัวอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมก็มองหาผู้บริหารที่มีประสบการณ์” 



4 กลุ่มผลิตภัณฑ์

    UNIX มีการลงทุนในบริษัทย่อย 2 แห่งคือ บริษัท ยูนิค อุตสาหกรรมพลาสติก (แม่สอด) จํากัด (UPI-M) และ บริษัท สมายล์ ดิสทริบิวชั่น จำกัด (SMILE) ณ วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำลังการผลิตฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกรวมกันมากกว่า 60,000 ตันต่อปี

    นับว่าเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตฟิล์มขั้นสูง เช่น เครื่องจักรผลิตฟิล์มในลักษณะเป่าและดึงฟิล์มในทิศทางเดียวกับการผลิต (Machine Direction Orientation: MDO)เครื่องจักรผลิตแผ่นฟิล์มที่ผ่านกระบวนการฉาบหรือเคลือบด้วยไออลูมิเนียม (metalized film) เครื่องจักรผลิตฟิล์มแบบเป่า (co-extrusion blown film) แบบ multi-layer film เป็นต้น

    ปี 2569 บริษัทได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนำหุ้นสามัญเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยเงินทุนที่ระดมได้จะนำไปลงทุนในเครื่องจักรเครื่องมืออุปกรณ์ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทและบริษัทย่อยจำนวน 100 ล้านบาท ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ 28.65 ล้านบาท และชำระคืนเงินกู้ยืมของบริษัทและบริษัทย่อยแก่สถาบันการเงิน 200 ล้านบาท ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 779.76 ล้านบาท กำไรสุทธิ 63.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.60% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 49.01 ล้านบาท


    บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี ผลิตและจำหน่ายฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ครอบคลุม 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 

    1. บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว ถุงขยะ และอื่นๆ ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท อาทิ ตรามิตรภาพ ตรากุญแจ ตรากุญแจใจ ตรากุญแจแดง ฯลฯ โดยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกรายใหญ่ในประเทศ กลุ่มลูกค้าหลักคือผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีก ร้านค้าขายของชำ

    2. ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น ถุงซองนอกที่พิมพ์ตราของลูกค้า ถุงครอบเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเสียหาย เช่น ถุงครอบทีวี/ตู้เย็น

    3. ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก (film and packaging for heavy duty sack) เช่น ถุงใส่เม็ดพลาสติก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจปิโตรเคมีภัณฑ์และเม็ดพลาสติก และบริษัทเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ในประเทศไทย

    และกลุ่มสุดท้ายคือ การผลิตฟิล์มสำหรับงานพิมพ์ เคลือบ ทำซอง สำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (film for flexible packaging) ลูกค้าเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจด้านอุปโภคและบริโภคซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือจำหน่ายชั้นนำของประเทศและระดับสากล

    “เราอยู่ในกลุ่มผู้นำของตลาดถุงหูหิ้วเพราะมีตราของเราเอง...ตลาดนี้ลูกค้ามั่นใจในตราที่ตนเองใช้จะไม่ค่อยเปลี่ยน ส่วนบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนักเราก็เป็นผู้นำ และได้รับการยอมรับจากลูกค้า...รวมทั้งฟิล์มเพื่อใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน”

    ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (flexible packaging) ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าระหว่างปี 2569-2575 จะมีอัตราการเติบโตประมาณ 4.1% จากปัจจัยของมูลค่าการผลิตต่อหน่วยที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับโลหะหรือกระดาษและใช้พลังงานน้อยกว่า ส่วนในด้านโลจิสติกส์เป็นการประหยัดพื้นที่ในการขนส่งสินค้า เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดแก้วหรือโลหะซึ่งใช้พื้นที่ขนส่งมากกว่า นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ก็ยังสามารถสนับสนุนการเติบโต รวมทั้งเก็บรักษาคุณภาพสินค้าได้นานเป็นปี และจัดวางง่าย ไม่ต้องใช้พื้นที่มาก


    เมื่อปริมาณการใช้งานบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ซองหรือถุงใส่สินค้ามีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ฟิล์มซึ่งเป็นวัสดุต้นน้ำ และเป็นส่วนประกอบหนึ่งของบรรจุภัณฑ์เติบโตตามไปด้วย โดยลูกค้าจะซื้อฟิล์มเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ซองใส่น้ำยาปรับผ้านุ่ม ซองใส่น้ำยาล้างจาน

    “เราเป็นต้นน้ำทำฟิล์ม และเป็นเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยของฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนทุกเลเยอร์ บางแห่งทำฟิล์มชั้นเดียวแต่เราทำ 3 ชั้น (ชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน)...ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้เราไม่สามารถบอกว่ายี่ห้ออะไร แต่เราสามารถสร้าง (คุณภาพ) จนเป็นที่ยอมรับในตลาดว่าถ้าจะหาฟิล์มดีๆ สำหรับ flexible packaging เขาจะพูดคำว่า ฟิล์มยูนิคฯ กลายเป็น flagship ของเรา ทั้งที่ไม่มีตรา เราเป็น B2B”

    จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของบริษัทพบว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท โดยกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีสัดส่วน 50% ในกลุ่มนี้ แบ่งเป็นประเภทขึ้นรูป (rigid) และประเภทชนิดอ่อน (flexible) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65%


กลยุทธ์ทำตลาด

    “Make Product, Think Services, Act Ownership” คือกลยุทธ์ที่บริษัทใช้ในการทำตลาด มีสาระสำคัญ 3 ข้อคือ การทำความเข้าใจความต้องการลูกค้าและตลาดให้มากที่สุด การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า โดยเหมาะสมทั้งราคา คุณภาพ ระยะเวลาในการส่ง และการสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า

    “สมมติลูกค้าได้ออร์เดอร์มาว่าต้องทำบรรจุภัณฑ์ เขาจะนึกถึงและโทรหาเราก่อนว่ามีแบบนี้ไหม เรามีนวัตกรรมผลิตที่เหมือน tailor-made ให้เขาได้ นี่คือสิ่งที่เราทำอยู่ ในตลาดของคนทำฟิล์มรู้เลยว่าเราเป็นผู้นำในตลาดนี้ เขาจะนึกถึงเราเป็นเจ้าแรก นี่คือกลยุทธ์ที่เราวางไว้”

    เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร UNIX ตอบว่า บริษัทมีตราสินค้าของตนเอง ซึ่งอยู่ในระดับแนวหน้าของบรรจุภัณฑ์สำหรับอุปโภคบริโภค ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านฟิล์มก็เป็นที่ยอมรับในชื่อของฟิล์มยูนิค มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย (state-of-the-art) บริษัทมีห้องทดลองระดับสากลพร้อมนโยบายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นรายเดียวในประเทศที่สามารถผลิตฟิล์มเพื่อบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิล (mono material) ได้ทุกชั้นฟิล์ม สามารถตอบสนองความต้องการของแบรนด์ระดับสากล ดำเนินธุรกิจแบบเน้นความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องจนได้รับการรับรองมาตรฐาน อุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 รวมทั้งคาร์บอนฟุตพริ้นต์และโครงการลดพลังงาน

    ฟังดูเหมือนจะย้อนแย้งที่ธุรกิจพลาสติกจะพูดถึงความยั่งยืน โสฬสอธิบายว่า ความยั่งยืนในธุรกิจมีหลายอย่าง เช่น ผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ รีไซเคิลได้ ใช้พลังงานซึ่งทำให้คาร์บอนฟุตพริ้นต์ออกสู่บรรยากาศน้อยลงที่สุด


    

    “ในภาคพลังงานเราใช้พลังงานสะอาดมาก ใช้เทคโนโลยีโดยปรับปรุงเครื่องจักรให้ใช้พลังงานลดลง ใช้เครื่องจักรที่เทคโนโลยีดีขึ้นแต่ได้ผลลัพธ์เท่ากัน เราใช้พลังงานน้อยกว่า 10-20% เมื่อเทียบกับการผลิตทั่วๆ ไป…และเราสามารถแชร์กับลูกค้า เขาเอาไปเคลมต่อได้ เรามีแพลตฟอร์มที่บอกได้ว่า สินค้าที่ผลิตให้บริษัทนี้ใช้กระบวนการใดเพื่อลดพลังงาน และลดไปเท่าไรเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ลูกค้าสามารถบอกว่า พันธมิตรคู่ค้า เช่น ยูนิคฯ ร่วมโครงการลดพลังงานได้เท่าไรต่อกิโลกรัม โปรดักต์...หาก (ต้องการ) บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลเราทำอะไรให้ได้บ้าง เราก็ออกแบบฟิล์มให้เขารีไซเคิลได้ ลูกค้าอยากได้แบบย่อยสลายได้เราก็มีให้...

    “ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาภาคบรรจุภัณฑ์มีการปรับเปลี่ยนเยอะมาก ต้องการบรรจุภัณฑ์อย่างไรให้รีไซเคิลได้ มี 2 คำคือ ย่อยสลายกับรีไซเคิล ขั้นตอนแรก รีไซเคิล เป็นพันธกิจร่วมของเจ้าของแบรนด์ระดับสากลว่าทำอย่างไรจะให้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้ และผู้ร่วมลงมือเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติก เจ้าของเครื่องจักร และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ทำอย่างไรจะสร้างนวัตกรรมนี้ให้เกิดขึ้น โดยคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์ต้องเหมือนเดิม เช่น เก็บรักษาสินค้าได้ 1 ปี ไม่มีความชื้นซึมผ่าน

    ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทมาจากถุงพลาสติกที่ใช้สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเป็นกลุ่มแมส รองลงมาคือฟิล์มสำหรับผลิตบรรจุผลิตภัณฑ์ชนิดอ่อน “ในวงการคนทำฟิล์ม ผลกำไรเน็ตประมาณ 3% ของเราอยู่ที่ 5%” หากแบ่งตามภูมิภาครายได้หลักมาจากกลุ่มลูกค้าในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 5%



    “ในมุมมองเราต้องการบริการลูกค้าในประเทศมากสุด เราเห็นขีดความสามารถการเติบโตเรื่องของบรรจุภัณฑ์ เพราะเราเป็นแหล่งอาหาร ถ้าพูดถึงในเอเชียแปซิฟิก ตลาดใหญ่ๆ คือเอเชีย อินเดีย ตะวันออกกลาง อาเซียน อินเดียกับจีนมีแหล่งการผลิตและใช้ของเขา แต่ในภูมิภาคอาเซียนประเทศไทยใหญ่สุด เพราะลูกค้าผลิตเพื่อส่งออกด้วย แต่เขาต้องใช้บรรจุภัณฑ์ แหล่งดีมานด์ของเราจริงๆ อยู่ในประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ น้อยกว่าเรา...เราไม่ได้ไปต่างประเทศ เพราะในประเทศเป็นผู้ส่งออก ลูกค้าผลิตในประเทศและส่งออก เราเป็นต้นน้ำ”

    หลังจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทเตรียมขยายตลาดต่างประเทศ อาทิ กลุ่มประเทศ CLMV ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินเดีย และตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้และขยายฐานลูกค้าในระยะยาว พร้อมเดินหน้าพัฒนากระบวนการผลิตสู่ระบบกึ่งอัตโนมัติ และระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในอนาคต

    ขณะเดียวกันได้วางเป้าหมายเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมผลิตฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน และผู้นำด้านความยั่งยืนผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% (ready to recycle) โดยบริษัทได้รับการรับรองจากสถาบันพลาสติก (Plastic Institute of Thailand) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล จากพลาสติกที่ผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภคมาแล้ว หรือ Post-Consumer Recycled Resin (PCR) ตั้งแต่ปี 2566 เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุของหนัก บรรจุภัณฑ์ถุงขยะสีดำ บรรจุภัณฑ์สำหรับอุปโภคบริโภค

    อนึ่งระหว่างปี 2567-2569 ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) ที่อัตรา 2.5-3.5% เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจซึ่งได้แรงหนุนจากภาคท่องเที่ยว และความต้องการดูแลด้านสุขอนามัย

    ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องหลายสาขาต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหาร (รวมอาหารแช่แข็งและแปรรูปต่างๆ) และเครื่องดื่ม ขณะที่การเติบโตต่อเนื่องของภาคค้าปลีกและธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะส่งผลบวกต่อบรรจุ-ภัณฑ์พลาสติกที่เกี่ยวข้อง เช่น ฟิล์ม กล่องพลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร ถุงและขวดพลาสติก เป็นต้น





ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ UNIX




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : อธิป ตันติวรวงศ์ INNOPOWER ผนึกพลังรักษ์โลก

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine