จากซีเรียสู่กรุงเทพฯ: การเดินทางของ Zaki Baz (ซากิ บาซ) Group CEO กับกลยุทธ์พลิกวิกฤตสู่การเติบโต

จากซีเรียสู่กรุงเทพฯ: การเดินทางของ Zaki Baz (ซากิ บาซ) Group CEO กับกลยุทธ์พลิกวิกฤตสู่การเติบโต

FORBES THAILAND / ADMIN
10 Jul 2026 | 11:30 AM
READ 255

    ก่อนจะก้าวขึ้นเป็น Group CEO ผู้ขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมและการบริหารสินทรัพย์ในประเทศไทย ซากิ บาซ เริ่มต้นเส้นทางจากกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย ที่ซึ่งเขาเติบโตมากับธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

    ในวัย 23 ปี เขาออกเดินทางสู่เส้นทางอาชีพระดับนานาชาติ และเพียงสามปีต่อมาก็ได้รับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมระดับ 5 ดาวในกรุงเทพฯ ขณะมีอายุเพียง 26 ปี จากนั้นเขาได้ต่อยอดองค์ความรู้ผ่าน University of Toulouse ประเทศฝรั่งเศส และ Cornell University สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภค การท่องเที่ยว และการเปลี่ยนแปลงของตลาด ซึ่งสะท้อนมุมมองของผู้นำที่ให้ความสำคัญกับทั้งข้อมูล วิสัยทัศน์ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

คุณนิยามตัวเองอย่างไร ในฐานะ CEO?

    ผมไม่ได้นิยามตัวเองผ่านตำแหน่ง แต่ผมมองว่าตัวเองเป็นคนที่ออกแบบ ระบบการตัดสินใจ ที่สามารถทำงานได้ภายใต้ข้อจำกัดและความไม่แน่นอน ที่ทำให้ระบบยังคงดำเนินไปต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ผมก้าวเข้ามาบริหารในสถานการณ์ที่ท้าทาย ซับซ้อนและมีมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นการขายสินทรัพย์และการปรับโครงสร้างหนี้ ในโครงการที่มีมูลค่าระดับหลายพันล้านบาท โดยเน้นเป้าหมาย คือ รักษาสภาพคล่องทางการเงิน (Cash Flow) สร้างความสอดคล้องระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีมุมมองแตกต่างกัน และสร้างทีมที่สามารถตัดสินใจและขับเคลื่อนงานได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้ CEO เข้าไปอยู่ในทุกการประชุมหรือทุกการตัดสินใจ

“CEO ไม่ใช่ฮีโร่ แต่คือผู้ออกแบบโครงสร้างที่ทำให้ความสำเร็จไม่ขึ้นกับคนคนเดียว”


Zaki Baz (ซากิ บาซ) Group CEO

การตัดสินใจที่ยากที่สุดที่คุณเคยต้องทำในฐานะ CEO คืออะไร?

    ผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้เลือกสิ่งที่ง่าย แต่เลือกสิ่งที่ทำให้องค์กรอยู่รอด การตัดสินใจที่ยากที่สุด ไม่ใช่การเลือกสิ่งที่ถูกใจคนส่วนใหญ่ แต่คือการเลือกสิ่งที่ทำให้องค์กรอยู่รอด ในสถานการณ์ช่วงการปรับโครงสร้าง ความยากไม่เคยอยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่การตัดสินใจท่ามกลางความไม่แน่นอน หนึ่งในการตัดสินใจที่ท้าทายที่สุด คือการพลิกทิศทางของสินทรัพย์ที่ใช้เงินลงทุนสูงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอน การตัดสินใจที่ไม่มีพื้นที่สำหรับความลังเล ต้องกล้ายอมรับผลที่ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังในระยะสั้น เพื่อรักษาความต่อเนื่องและความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว ภาวะผู้นำไม่ใช่การทำให้ทุกคนสบายใจ แต่คือการตัดสินใจให้ถูกต้อง ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกำหนดโดยสถานการณ์ทำให้คุณไม่มีทางเลือก

“กระแสเงินสดซื้อเวลา และเวลาคือกุญแจของทุกทางออก”

อะไรคือสิ่งที่ CEO ควบคุมได้จริง และอะไรที่เราแค่คิดว่าควบคุมได้?

    หนึ่งในภาพลวงตาที่อันตรายที่สุดของภาวะผู้นำ คือความเชื่อว่า CEO สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้ ความจริง คือ ตลาด วัฏจักร กฎระเบียบ ล้วนอยู่นอกเหนือการควบคุม สิ่งที่ผู้นำควบคุมได้จริงมีเพียงสามอย่าง คือ การตัดสินใจที่มีคุณภาพ การจัดสรรเงินทุน และวัฒนธรรมองค์กร เพราะสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญและติดตามอย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็นความเชี่ยวชาญขององค์กรในที่สุด

    การควบคุมที่แท้จริง คือ โครงสร้าง การกำหนดกรอบและแรงจูงใจที่ทำให้ความจริงปรากฏตั้งแต่เนิ่นๆ หากองค์กรของคุณดำเนินต่อได้ก็ต่อเมื่อมี CEO อยู่ตรงนั้น นั่นไม่ใช่ภาวะผู้นำ แต่คือการพึ่งพา

อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่การออกแบบระบบและโครงสร้างที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้

ในการบริหารเงินทุน ผู้นำมักพลาดอะไร มากที่สุด?

    การเข้าใจผิดว่าการเติบโตและการรักษาความมั่นคงขององค์กรเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน หลายองค์กรเร่งเพิ่มผลประกอบการระยะสั้น ขณะเดียวกันกลับค่อยๆ ลดทอน “กันชนทางการเงิน” ที่ทำให้องค์กรยังคงอยู่รอด ในธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง จังหวะ มีมูลค่าสูงกว่าความฉลาด เงินทุนไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่มันคือ เวลา ที่เปิดโอกาสให้องค์กรปรับตัว เรียนรู้ และตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพ การจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย คือการซื้อเวลาให้ธุรกิจ แต่เมื่อจัดสรรทุนผิดพลาด เวลา จะกลายเป็นข้อจำกัด และท้ายที่สุด อำนาจในการกำหนดทิศทางขององค์กรจะค่อยๆ ย้ายไปอยู่ในมือของผู้ให้ทุน

เงินทุน คือ เวลา”

วิกฤตสอนอะไรคุณ ที่ความสำเร็จไม่เคยสอนได้?

    ความสำเร็จสอนให้คุณรู้จักจุดแข็ง แต่วิกฤตทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับสมมติฐานที่เคยเชื่อว่าเป็นจริง ในภาวะวิกฤต ทุกอย่างจะถูกบีบให้เหลือเพียงพื้นฐาน คือ สภาพคล่อง ความเชื่อมั่น และเวลา ผู้คนไม่ได้ตื่นตระหนกเพราะปัญหาใหญ่ แต่เพราะปัญหา ไม่ชัดเจน การสื่อสารจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง ยิ่งองค์กรสื่อสารข้อเท็จจริงได้รวดเร็ว วิกฤตก็ยิ่งมีโอกาสคลี่คลายได้เร็วขึ้น แต่หากปล่อยให้ล่าช้า ต้นทุนของวิกฤตจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ทั้งในด้านการเงิน ความเชื่อมั่น และชื่อเสียงขององค์กร

“ความชัดเจน คือรูปแบบหนึ่งของการควบคุมความเสี่ยง”

Zaki Baz (ซากิ บาซ) Group CEO

คุณใช้หลักอะไรในการเลือกผู้บริหารระดับสูงและคนสำคัญขององค์กร?

    ความฉลาดไม่ใช่สิ่งหายาก แต่วิจารณญาณภายใต้แรงกดดัน คือสิ่งที่หาได้ยาก คนจำนวนมากดูโดดเด่นในช่วงเวลาที่ปกติ แต่ผู้นำที่แท้จริง จะยังคงชัดเจน ซื่อตรง และมีวินัย เมื่อความกดดัน ผมมองหาคนที่กล้าพูดความจริง ถึงแม้เป็นข่าวร้าย รายงานได้อย่างรวจเร็ว รับผิดชอบ และไม่เล่นเกมการเมือง องค์กรไม่ได้ล้มเพราะขาดคนเก่ง แต่มักล้มเมื่อคนเก่งเลือกปกป้อง บุคคล แทน ความจริง

“เลือกคนจากวิจารณญาณ ไม่ใช่เสน่ห์หรือภาพลักษณ์ที่น่าดึงดูด”

​องค์กรที่ยิ่งใหญ่ พึ่งพาบุคคล หรือระบบ มากกว่ากัน

    บุคลากรที่มีความสามารถเป็นปัจจัยสำคัญ แต่สิ่งที่กำหนดชะตาขององค์กรในระยะยาวคือ ระบบ คนเก่งสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนและผลลัพธ์ที่โดดเด่นได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่มีเพียงระบบที่ดีเท่านั้นที่ทำให้ผลลัพธ์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    องค์กรที่พึ่งพาฮีโร่อาจประสบความสำเร็จในระยะสั้น แต่ก็เปราะบาง เพราะเมื่อบุคคลนั้นจากไป ประสิทธิภาพขององค์กรก็มักลดลงตามไปด้วย ตรงกันข้าม องค์กรที่ลงทุนในการออกแบบระบบ กระบวนการ และวัฒนธรรมที่แข็งแรง จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะมีใครเป็นผู้นำ

“คนเก่งสร้างผลลัพธ์ แต่ระบบที่ดีทำให้ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นซ้ำได้”

​คุณมองว่าเทคโนโลยีและ AI จะเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำอย่างไร?

    ผลกระทบที่แท้จริงของ AI ไม่ได้อยู่ที่การเข้ามาแทนที่งาน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจของผู้นำ ที่ผ่านมา การบริหารอาศัยสัญชาตญาณเป็นหลัก แต่ AI กำลังเปลี่ยนกระบวนการนั้นไปสู่การคิดเชิงความน่าจะเป็น การวิเคราะห์สถานการณ์ และการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์

    อย่างไรก็ตาม AI ไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา หากใช้อย่างถูกต้อง AI จะช่วยเปิดเผยจุดบอด เพิ่มคุณภาพของการวิเคราะห์ และยกระดับการตัดสินใจ แต่หากใช้อย่างขาดวิจารณญาณ ก็จะเป็นเพียงเครื่องมือที่แสดงข้อมูล โดยไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับการตัดสินใจแต่อย่างใด

"AI ไม่ได้แทนที่การตัดสินใจ แต่ทำให้เห็นชัดว่า คุณภาพของการตัดสินใจของเราดีเพียงใด"

​ความท้าทายหลักขององค์กรในตลาดเกิดใหม่คืออะไร?

    ไม่ใช่เรื่องของความทะเยอทะยาน แต่คือความสามารถในการลงมือทำภายใต้ความเสี่ยง ตลาดเกิดใหม่มีพลังและโอกาสสูง แต่ระบบการเงินมักปรับตัวช้า และไวต่อความเสี่ยง ทำให้แม้จะมีกลยุทธ์ที่ดี แต่การลงมือทำจริงกลับล่าช้า จากขั้นตอนที่ซับซ้อนและการอนุมัติหลายชั้น องค์กรที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นองค์กรที่สามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น โดยยังคงควบคุมความเสี่ยงได้ พร้อมประสานการทำงานระหว่างสถาบันการเงิน นักลงทุน และทีมปฏิบัติการให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่ปล่อยให้กระบวนการกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงมือทำ

“ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่เรื่องของคนเก่ง แต่อยู่ที่ความเร็วในการขับเคลื่อนขององค์”

ในอนาคต คุณอยากให้คนจดจำคุณเรื่องอะไร?

    ผมอยากให้คนจดจำผมในฐานะคนดีคนหนึ่ง เป็นลูกที่ดี และเป็นพ่อที่ดี เพราะนี่คือพื้นฐานของทุกอย่าง ในเรื่องงาน ผมอยากให้คนจำได้ว่า ผมสร้างองค์กรให้แข็งแรงขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ต้องเป็นสิ่งที่ดีขึ้นกว่าตอนที่ผมเข้ามา ทั้งในเรื่องระบบและผู้นำ

    สุดท้ายแล้ว ตำแหน่งหรือความสำเร็จอาจหายไป แต่สิ่งที่สำคัญคือ องค์กรยังคงเดินต่อได้ดีและเข้มแข็ง แม้จะไม่มีผมในฐานะ CEO

“ความยั่งยืนที่แท้จริง คือคือการสร้างสิ่งที่ดำเนินต่อไปได้ แม้วันที่ไม่มีคุณอยู่”

​คุณมีวิธีบริหารงานแบบไหนในฐานะ CEO และคุณติดตามอะไรเป็นประจำทุกสัปดาห์

    ผมไม่ได้ดูแค่ตัวชี้วัดทั่วไป แต่โฟกัสที่ ข้อจำกัดของธุรกิจ ทุกสัปดาห์ ผมติดตามกระแสเงินสดล่วงหน้า 13 สัปดาห์ ความเสี่ยงของคู่ค้า และจุดที่ทำให้การตัดสินใจล่าช้า ผมไม่ได้ดูแค่รายได้ เพราะรายได้สะท้อนเพียงผลลัพธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่ผมต้องการรู้คือ "มูลค่าของธุรกิจกำลังรั่วไหลอยู่ตรงไหน" ไม่ว่าจะเกิดจากสัญญาที่ไม่มีประสิทธิภาพ การจัดสรรเงินทุนที่ไม่เหมาะสม หรือกระบวนการทำงานที่สร้างต้นทุนโดยไม่จำเป็น

    กระแสเงินสดไม่ใช่แค่ตัวเลขทางบัญชี แต่เป็นตัวชี้วัดความสามารถของธุรกิจในการเดินหน้าต่อ หากสามารถหยุดการสูญเสียมูลค่าและบริหารการไหลของเงินทุนได้อย่างมีวินัย ตัวชี้วัดสำคัญอื่น ๆ ก็มักจะปรับตัวดีขึ้นตามมา

“รายได้สะท้อนอดีต แต่ความสามารถในการรักษามูลค่า คือสิ่งที่กำหนดอนาคต”

​ความเชื่อที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมของคุณคืออะไร?

    คุณไม่สามารถลดต้นทุนเพื่อไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้ ความเชื่อทั่วไปในอุตสาหกรรมคือ เมื่อบริษัทเผชิญวิกฤต ต้องตั้งรับทันที ตัดงบ หยุดขยาย และประคองตัวให้อยู่รอด แต่จริงๆ แล้ว นั่นเป็นเพียง mindset ของการเอาตัวรอด ซึ่ง “การอยู่รอด” ไม่ใช่กลยุทธ์

    สำหรับผม  การปรับโครงสร้างหนี้ขนาดใหญ่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อปลดปล่อยเงินทุนที่ถูกกักไว้ เสริมศักยภาพของธุรกิจหลัก และเข้ารุกตลาดในช่วงเวลาที่คู่แข่งประเมินว่าคุณกำลังอ่อนแอ เป็นโอกาสในการรุกตลาด

“การอยู่รอดไม่ใช่กลยุทธ์ การปรับโครงสร้างที่แท้จริงคือเกมรุก”


Zaki Baz (ซากิ บาซ) Group CEO

ถ้าเริ่มใหม่วันนี้ คุณจะทำอะไรที่ต่างออกไป

    ผมจะไม่เสียเวลาไปกับการพยายามสร้างฉันทามติเลย ในช่วงต้นของอาชีพ เรามักอยากให้ทุกคนรู้สึกสบายใจกับการปรับโครงสร้างหรือการเปลี่ยนทิศทาง แต่ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงว่า คุณไม่สามารถพาองค์กรออกจากวิกฤตด้วยการสร้างให้ทุกคนเห็นพ้องกัน วันนี้ ผมให้ความสำคัญกับความชัดเจนมากกว่า ความเห็นพ้องเราสามารถถกเถียงกันบนพื้นฐานของข้อมูลได้ แต่เมื่อข้อมูลและตัวเลขชี้ทางแล้ว การลงมือทำคือสิ่งที่ต่อรองไม่ได้

“ให้ความชัดเจนสำคัญกว่าความเห็นพ้อง คุณไม่สามารถพาองค์กรออกจากวิกฤตด้วยการสร้างฉันทามติได้”

    การเรียนรู้: ผมมองว่าความอยากรู้ การเรียนรู้เป็นคุณสมบัติที่ผู้นำ และเป็นทักษะในการเอาตัวรอด เมื่อต้องบริหารจัดการสินทรัพย์ประเภทใหม่และวัฏจักรใหม่ๆ

    ความสมดุล: ผมไม่เชื่อในความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ แต่เชื่อในความยั่งยืน ผู้นำหรือ CEO ที่หมดไฟในที่สุดย่อมส่งผลกระทบต่อองค์กร

    ความเครียด: ความเครียดไม่ได้มาจากความกดดัน แต่มาจากความไม่ชัดเจน เมื่อความเป็นจริงชัดเจน แม้จะเจ็บปวด การตัดสินใจก็จะง่ายขึ้น และองค์กรก็จะสามารถเดินหน้าต่อได้

    นอกเหนือจากธุรกิจและการทำงาน: ผมไม่เคยเลือกอาชีพ แต่เลือกวิธีคิดในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด สิ่งที่ขับเคลื่อนผมเสมอคือการทำความเข้าใจระบบ มองหาต้นตอของปัญหา และออกแบบทางออกที่สร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน