หลังจากโลดแล่นบนเส้นทางสายดนตรีมานานเกือบ 20 ปี วันนี้ “เนม-ปราการ ไรวา” ทายาท S&P ได้พลิกบทบาทสู่นักธุรกิจเต็มตัว ด้วยการต่อยอดธุรกิจครอบครัว กับภารกิจสำคัญที่ “เลือก” และ “ได้รับมอบหมาย” นั่นคือการปั้นแบรนด์ “Wingstop” จากสหรัฐอเมริกา ลุยตลาดไก่ทอดเมืองไทย
เช้าวันจันทร์วันหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ผู้คนหลั่งไหลออกจากรถไฟฟ้า BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ มุ่งหน้าไปยังที่ทำงานท่ามกลางชั่วโมงเร่งด่วน ปลายทางของทีมงาน Forbes Thailand ในเช้าวันนั้นคือ Wingstop สาขา MBK ร้านไก่ทอดแบรนด์ดังจากสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งเปิดตัวในไทยไม่นาน ตัวร้านตั้งอยู่ชั้น 2 ติดกับทางเชื่อม Skywalk และสังเกตได้ไม่ยากจากการตกแต่งโทนสีเขียวอันโดดเด่น
ไม่นานนักก็ได้พบกับ เนม-ปราการ ไรวา ซึ่งหลายคนรู้จักในฐานะนักร้องนำวง Getsunova แต่วันนี้เขามาในอีกบทบาทหนึ่ง นั่นคือทายาทธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรี่พันล้านอย่าง S&P ที่ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการนำแบรนด์ Wingstop บุกตลาดไก่ทอดเมืองไทย
เขามาในลุคสบายๆ กางเกงสแล็ค เสื้อเชิ้ต พร้อมแจ็คเก็ต Wingstop สุดเท่ โดยยังคงมีมาดแบบศิลปินอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยประสบการณ์พบปะสื่อมวลชนมานับครั้งไม่ถ้วน แม้ครั้งนี้จะอยู่ในบทบาทผู้บริหารรุ่นใหม่ แต่เขาก็ดูไม่ประหม่า ไม่เกร็งกับการสัมภาษณ์ และถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างเป็นกันเอง
ในช่วงเวลาที่ธุรกิจร้านอาหารกำลังเผชิญการแข่งขันสูงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การนำแบรนด์ไก่ทอดระดับโลกเข้ามาเปิดในประเทศไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นการเดิมพันทางธุรกิจที่ต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์ การสร้างทีม และความเข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่
ตลาดไก่ทอดในประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเซ็กเมนต์อาหารจานด่วน (Quick Service Restaurant : QSR) ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินว่ามูลค่าตลาดในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 8-10% ต่อปี สะท้อนความนิยมในอาหารประเภทนี้ แม้ในไทยจะมีผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดจำนวนมาก
เทรนด์ดังกล่าวทำให้ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ S&P มองเห็นโอกาสในการขยายพอร์ต และตัดสินใจนำแบรนด์ Wingstop ที่มีกว่า 3,000 สาขาทั่วโลกเข้ามาเปิดในประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญของบริษัทเพราะก่อนหน้านี้ S&P ไม่เคยมีธุรกิจอาหารประเภทไก่ทอดมาก่อน
สำหรับ เนม-ปราการ Wingstop เป็นจังหวะสำคัญของชีวิตเช่นกัน แม้จะเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ แต่เส้นทางชีวิตของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการบริหารกิจการครอบครัวในทันที เขาใช้เวลาร่วม 2 ทศวรรษในโลกดนตรี ก่อนจะตัดสินใจเข้าสู่บทบาทผู้บริหารอย่างจริงจัง

เลือกเส้นทางศิลปิน ก่อนโลกธุรกิจ
ย้อนกลับไปช่วงวัยเรียน เมื่อครั้ง เนม-ปราการ ศึกษาที่ Harrow School ในกรุงลอนดอน จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นในปี 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ในเวลานั้นมีการจัดประกวดเพื่อคัดเลือกผู้ขึ้นร้องเพลงในพิธีปิด ซึ่งเขาได้เข้าร่วมและเป็นผู้ชนะ
หลังจากนั้น ค่ายเพลง Grammyได้ชวนเข้าไปเป็นศิลปินฝึกหัด แม้ยังเรียนอยู่ต่างประเทศ แต่ทุกครั้งที่ปิดเทอมก็จะบินกลับไทยเพื่อฝึกฝนการร้องเพลง เมื่อเรียนจบมัธยมจึงขอคุณพ่อ-แม่ (ประเวศวุฒิ-เกษสุดา ไรวา) หยุดพัก 1 ปี ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อไล่ล่าความฝันในการเป็นศิลปิน “ตอนนั้นก็ดื้อแหละ ทะเลาะกับพ่อแม่ อยากออกเทป อยากเป็นนักร้อง” เนม-ปราการ เล่าย้อนจุดเริ่มต้นของตัวเองพร้อมเสียงหัวเราะ
เส้นทางดนตรีของเขาเริ่มต้นอย่างจริงจังในฐานะเป็นศิลปินเดี่ยว ก่อนจะรวมตัวกับเพื่อนๆ และก่อตั้งวง Getsunova ซึ่งใช้เวลาหลายปีในการสร้างตัวตน และพบจุดเปลี่ยนจากเพลง ไกลแค่ไหนคือใกล้ ที่ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
“ตอนแรก Getsunova อยู่ค่ายสนามหลวงที่ป๋าเต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) ดูแล ช่วงแรกค่อนข้างอินดี้ ทำเพลงตามใจตัวเอง ชอบเพลงป็อปและอัลเทอร์เนทีฟ ก็พยายามกันมาประมาณ 5 ปีได้ กว่าจะไปเจอเพลง ไกลแค่ไหนคือใกล้ ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยน พอได้เพลงนี้ก็เริ่มมีคนรู้จัก และจุดประกายชีวิตในวงการดนตรี ตอนนั้นเกือบจะเลิกทำเหมือนกันนะ เพราะทำมาสักพักมันไม่เป็นที่คิดไว้ หรือมันจะไม่ใช่ทางของเรา หรือเราต้องกลับมาทำธุรกิจที่บ้าน ก็เริ่มยอมรับความจริง แต่ก็พยายามกันมาจนเจอเพลงนี้”
ในพาร์ตธุรกิจส่วนตัวเริ่มดำเนินควบคู่กันไป ด้วยความที่ เนม-ปราการ เรียนจบปริญญาตรี สาขา Fashion Journalism จาก London College of Fashion ประเทศอังกฤษ เขาจึงร่วมกับดีไซเนอร์รุ่นพี่ทำแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชาย เพราะคิดว่าเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียนมาโดยตรง แต่ก็ทำธุรกิจนั้นได้เพียงสองปีและเป็นอันต้องสิ้นสุดลง เหตุผลสำคัญคือเขาไม่ได้ทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่
“ผมว่าเวลาเราจะทำอะไร ต้องตั้งใจทำเต็มร้อย จะทำครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้ เวลาจะทำธุรกิจ ถ้าไม่ได้ให้ใจมันเต็มร้อย มันไม่ประสบความสำเร็จหรอก ตอนนั้นเราให้ประมาณ 40% เอง น้อยมาก ตอนนั้นช่วงว้าวุ่นของชีวิตด้วย กำลังเจออะไรใหม่ๆ คนเข้ามาหาเยอะ ทั้งร้องเพลง ออกงาน ถือเป็นช่วงค้นหาตัวเอง ไม่ได้มีความรับผิดชอบอะไรมากมาย แค่อยู่กับโลกที่วุ่นวายไปวันๆ ตอนนั้นก็ค้นหาว่าจริงๆ แล้วเราเกิดมาเพื่อทำอะไร”
ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้เขาเข้าใจว่าการทำธุรกิจต้องอาศัยทั้งวินัยและความทุ่มเท ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจจะขาดไปในช่วงวัยหนุ่ม “ยอมรับว่าค่อนข้างเกเร ตั้งแต่มหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยได้เรียน ปีแรกที่อังกฤษเหมือนไปเพื่อเที่ยว จนคุณพ่อ-คุณแม่ ได้รับจดหมายจากมหาวิทยาลัย คะแนนศูนย์หมดเลย พ่อก็ช็อกมาก เหมือนเป็นจุดชีวิตที่เราทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ เสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึกทุกอย่าง เป็นจุดที่เราคิดว่าไม่ได้แล้ว จะเละเทะแบบนี้ไม่ได้แล้ว จากนั้นก็ตั้งใจเรียน และก็ดีขึ้นเรื่อยๆ”

ภารกิจที่เลือกและได้รับมอบหมาย นำ Wingstop บุกตลาดไทย
แม้จะเติบโตและมีความผูกพันกับ S&P มาตั้งแต่เด็ก แต่ เนม-ปราการ ยอมรับว่าที่ผ่านมายังไม่รู้สึกอยากเข้ามาทำธุรกิจครอบครัวอย่างเต็มตัว มีเพียงการช่วยงานบางโปรเจ็กต์ แต่ยังไม่ได้ก้าวสู่บทบาทผู้บริหารจริงจัง เพราะความสนใจยังอยู่กับดนตรีและการค้นหาตัวเอง
“แน่นอนผมมีความรักความผูกพันกับ S&P ป้า-น้า-อา ก็ถามว่าเมื่อไหร่จะเข้าไปช่วย คือเราก็ช่วย อยากให้ทำอะไรก็บอก แต่เนมเป็นคนที่ถ้าไม่อินกับอะไรจริงๆ ก็จะช่วยประมาณหนึ่ง คือเรารักอาหาร เราเติบโตมากับ S&P แต่มันยังไม่มีจุดที่ทำให้รู้สึกอยากพุ่งตัวเข้าไปทำ ก็เลยทำแบบยิบย่อย หรือเป็นโปรเจกต์บ้าง ไม่ใช่แพสชั่นที่เราอยากทำขนาดนั้น และมีเรื่องร้องเพลงด้วย อยากทำของตัวเองด้วย เช่น เสื้อผ้า บางช่วงก็ไปเปิดโปรดักต์ชั่นเฮาส์เล็กๆ กับเพื่อน และตอนนี้ก็มีทำบาร์อยู่ ก่อนหน้านี้เลยยังไม่ได้เข้าไปทำเต็มตัวกับ S&P”
จนเมื่อไม่นานมานี้ กำธร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้พูดคุยกับ เนม-ปราการ เกี่ยวกับแบรนด์ไก่ทอดจากสหรัฐอเมริกาที่บริษัทกำลังพิจารณาเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย คำถามแรกที่เขาได้รับจากกำธร คือ “รู้จัก Wingstop ไหม” และคำตอบในวันนั้นคือ “ไม่รู้จัก”
แต่หลังจากเริ่มค้นหาข้อมูล เขาก็พบว่า Wingstop เป็นหนึ่งในแบรนด์ไก่ทอดที่เติบโตเร็วในหลายประเทศ ทั้งยังมีวัฒนธรรมแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับดนตรี กีฬา และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ทำให้รู้สึกว่าแบรนด์นี้มีความสอดคล้องกับตัวตนของเขาอย่างมาก
“เนมเป็นคนที่ชอบกินไก่ทอดมาก ชอบเป็นชีวิตจิตใจ ไปร้านไหนต้องกินปีกไก่ทอด ต้องชิม ต้องรีวิว พอไปรีเสิร์ช Wingstop ก็พบว่าทำไมแบรนด์เจ๋งขนาดนี้ เราไปอยู่ไหนมา ไม่รู้จักได้ยังไง ยิ่งดูก็ยิ่งซึมซับ ทั้งใหม่ ตื่นเต้น สนุก วัยรุ่นมาก Gen Z มาก ก็เอาเลยครับ พร้อมลุย เรารู้สึกว่าสามารถ offers อะไรให้กับแบรนด์นี้ได้ และมันถูกจริตกับเรา”
การนำ Wingstop เข้ามาเปิดในประเทศไทยใช้เวลาวางแผนและเตรียมการเกือบ 2 ปี ตั้งแต่การเจรจา การอนุมัติจากบริษัทแม่ ไปจนถึงการเตรียมทีมงานในประเทศไทย โดยอยู่ภายใต้บริษัท เอส แอนด์ พี วิงส์ จำกัด ที่ตั้งขึ้นใหม่ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ S&P
โดยพนักงานของ เอส แอนด์ พี วิงส์ ถูกคัดเลือกใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ฝ่ายการตลาดไปจนถึงหน้าร้าน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เหมาะกับแบรนด์ โดยช่วงเริ่มต้นได้รับการสนับสนุนจากทีม Wingstop ระดับภูมิภาค รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกาที่เดินทางมาฝึกอบรมพนักงานถึงประเทศไทย เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานของแบรนด์
“เนมโชคดีมากที่ได้ใช้หลายๆ สิ่งจาก S&P แต่สิ่งที่เนมภูมิใจมากคือได้ฟอร์มทีม S&P Wings เรามีทีมมาร์เก็ตติ้ง ทีมโอเปอร์เรชั่นที่เก่งมาก ทุกคนมาใหม่หมดเลย เราไม่ได้เอาพนักงาน S&P มา เหมือนเป็น SMEs ที่เริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน เรียนรู้ไปด้วยกัน เป็นครอบครัวเล็กๆ ไปด้วยกัน เนมดีใจที่ได้เห็นการเติบโตของทีมเล็กๆ ตอนนี้มีพนักงานประมาณ 40 คนแล้ว” เขากล่าวด้วยความภูมิใจ
ด้วยฐานแฟนคลับบนโลกออนไลน์ รวมถึงมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เคยเดินทางไปกิน Wingstop ยังต่างประเทศและรีวิวลงโซเชียลมีเดีย เมื่อแบรนด์ประกาศว่ากำลังจะมาเปิดในประเทศไทย ความตื่นเต้นของผู้บริโภคก็เพิ่มขึ้นทันทีี
ในวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการ เมื่อ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา ลูกค้าบางคนมาต่อคิวตั้งแต่ตีหนึ่ง และเมื่อร้านเปิดเวลา 10.00 น. แถวก็ยาวไปจนถึงทางเชื่อม BTS สามเดือนหลังเปิดร้าน เนม-ปราการ บอกว่าผลตอบรับจากลูกค้าถือว่า “เกินความคาดหมาย”

เมนูไก่ทอดของ Wingstop แบ่งเป็น 3 ระดับความเผ็ดด้วยกัน ได้แก่ No heat, Some heat และ All the heat พร้อมด้วย 9 รสชาติ คือ การ์ลิก พาร์เมซาน, เลมอน เปปเปอร์, ฮิกคอรี สโมก บาร์บีคิว, ฮอท ฮันนี่ รับ, หลุยเซียน่า รับ, เท็กซัส บัฟฟาโล, แมงโก ฮาบาเนโร, อินเฟอร์โน และ อะตอมมิค บลาสต์ เพื่อความหลากหลายของผู้บริโภค
นอกเหนือจากเมนูแล้ว ที่สาขาแรกนี้ ทั้งการออกแบบร้าน เพลง บรรยากาศ และการนำเสนอเมนู ล้วนถูกสร้างมาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพลสูงและสามารถกำหนดเทรนด์ในสังคมได้ ขณะที่ MBK เป็นจุดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ มีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ นักศึกษา และทุกคนเดินทางได้สะดวก จึงเป็นที่แรกที่ Wingstop เลือกปักหมุด โดยปัจจุบันมีลูกค้าคนไทยราว 60% และลูกค้าต่างชาติราว 40% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ระดับโลก
ในปีแรกของการดำเนินธุรกิจ Wingstop ตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 5-6 สาขาในกรุงเทพฯ หลายแห่งในกรุงเทพฯ หรืออาจถึง 7 สาขาถ้าเป็นไปได้ เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ส่วนสาขาที่สองต่อจาก MBK คาดว่าจะได้เห็นภายในไตรมาส 2 ปีนี้ พร้อมตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาท
“Wingstop ไม่ใช่แค่การขายไก่ มันคือการขายรสชาติ Flavor of life เราขายประสบการณ์ ลูกค้าเราก่อนเข้าร้าน จะต้องมี Journey อะไรบางอย่าง ไม่เหมือนแค่กินข้าวที่ร้านแล้วกลับ แต่เมื่อเดินเข้ามาจะพบเเสง สี เสียง และภาพ ทุกดีไซน์จะสื่อไปถึงสิ่งที่เราอยากให้คนรุ่นใหม่ คุณไม่ได้มากินไก่อย่างเดียว คุณมานั่ง มาใช้ชีวิต มีประสบการณ์ มาแชร์กับเพื่อน ได้คุย และสนุกที่จะมากิน”

บทพิสูจน์ผู้บริหารรุ่นใหม่ และการเป็นทายาทธุรกิจ
การทำธุรกิจร้านอาหารที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานการบริการ การควบคุมคุณภาพ และการทำงานของทีม สำหรับ เนม-ปราการ บทบาทของผู้บริหารยังเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องเรียนรู้อยู่ทุกวัน
สิ่งที่เขาเรียนรู้จากครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก คือแนวคิดเรื่องการดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว “treat everyone as a family” เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับทีมงานให้รู้สึกว่าทุกคนกำลังเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ในร้าน Wingstop พนักงานจึงมักเรียกเขาอย่างเป็นกันเองว่า “Wingstop Bro” ซึ่งเป็นบทบาทที่เขาตั้งใจให้เป็นเหมือนพี่ชายของทีมมากกว่าหัวหน้า โดยเชื่อว่าบรรยากาศแบบนี้จะทำให้พนักงานกล้าที่จะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างเปิดใจ
สำหรับเขาแล้ว การทำงานที่ดีต้องเกิดจากการเรียนรู้ร่วมกัน ผู้บริหารสามารถแบ่งปันประสบการณ์ในสิ่งที่ตัวเองรู้ ขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมรับฟังและเรียนรู้จากทีมงานเช่นกัน พร้อมทั้งให้เกียรติทุกคนในทุกตำแหน่ง
“เหมือนสตาร์ตอัพมาก ทั้งเราและพนักงานต้องเรียนรู้เยอะมากๆ ทั้งด้านบริการ และการทำร้าน QSR ซึ่งเราทำสดใหม่ทุกออร์เดอร์ มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำให้ถึงมาตรฐานของอเมริกา ทุกเมนูที่ออกไปต้องใหม่ สด กรอบ อร่อย มันจึงเป็น learning curve ของทุกคน ที่ Wingstop เราต้องทำได้ทุกหน้าที่ผมก็ฝึกทอดไก่เหมือนกัน ทุกคนต้องมีความภูมิใจ และมีความเป็นเจ้าของร้าน มีความเป็นทีมเดียวกัน พร้อมจะทำให้ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ที่สำคัญต้อง Believe in product เชื่อมั่นใจคุณภาพ ความเจ๋ง ความสุดยอดของสิ่งที่ตัวเองจะนำเสนอให้ลูกค้า”

เนม-ปราการ เล่าอีกว่า หนึ่งในคนที่ให้คำปรึกษามากที่สุดคือ นาม-ปรมา ไรวา น้องสาวของเขาเอง เนื่องจากเธอเข้ามาทำงานกับ S&P ก่อนหน้าหลายปี รวมถึงดูแลแบรนด์ของตัวเองด้วย จึงมีประสบการณ์มากกว่าในโลกธุรกิจ ขณะเดียวกันความเป็นพี่น้องทำให้เธอเข้าใจตัวตนและวิธีคิดของเขาอย่างลึกซึ้ง
สำหรับเขาเอง หากต้องทำสิ่งที่ยังไม่คุ้นเคยหรือยังไม่รู้สึกอิน วิธีที่ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจจากคนที่อยู่วงการนั้น เขาเชื่อว่าการได้พูดคุยกับคนที่มีความรู้หรือคนที่หลงใหลในสิ่งนั้นจริงๆ จะสร้างแรงบันดาลใจบางอย่างขึ้นมาได้
เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ายังเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก แต่การได้เริ่มต้นทำงานจริงในธุรกิจนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้ไปพร้อมกับทีม ในอดีตในฐานะศิลปิน การตัดสินใจหลายอย่างมักเกิดจากความรู้สึกมากกว่าเหตุผล แต่เมื่อก้าวสู่โลกธุรกิจ วิธีคิดก็ต้องเปลี่ยนไป การบริหารองค์กรจำเป็นต้องมีหลักการ มีเหตุผล และต้องมองภาพรวมของธุรกิจมากกว่าความรู้สึกส่วนตัว
“ผมว่าเราต้องอยู่และศึกษากับมัน ลองไปคุยกับคนที่มีความรู้พวกนี้ ลองไปคุยกับคนที่อิน เราจะเห็นในแววตาเขา เขามีความสุขเพราะอะไร ขั้นตอนทำงานยังไง จุดเริ่มต้นผมว่าแค่นี้ และเราลองเปิดใจ”
อีกหนึ่งความท้าทายของ เนม-ปราการ คือภาพจำของการเป็น “ทายาทธุรกิจ” ซึ่งมักทำให้หลายคนมองว่าการทำอะไรก็น่าจะง่ายไปหมด และเป็นคำถามที่เขาเคยถูกถามจากสื่ออยู่บ่อยครั้ง
เขายกตัวอย่างช่วงที่เริ่มต้นงานศิลปินว่า ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะก่อนจะมีผลงานเป็นที่รู้จัก เขามักถูกตั้งคำถามหรือถูกมองในแง่ลบตั้งแต่แรกแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องพยายามฝึกฝนและพิสูจน์ตัวเองมากกว่าปกติ เพื่อแสดงให้เห็นว่าความสามารถของเขาซึ่งไม่ได้เกิดจากพื้นฐานครอบครัวเพียงอย่างเดียว
“ตอนเป็นนักร้อง ก่อนมีผลงานเป็นที่รู้จัก ทุกคนมองผมติดลบตั้งแต่แรก นักดนตรีเริ่มจากศูนย์ทุกคน แต่ผมถูกมองติดลบตั้งแต่แรก ผมก็ต้องพยายามฝึก และพิสูจน์ตัวเองมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ว่าฉันทำได้ ต้องลบความคิดความเชื่ออะไรบางอย่าง”
ประสบการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจ หลายคนมองว่าเขาเริ่มต้นได้ง่ายกว่าเพราะมีทุนเดิมจากครอบครัว ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าพื้นฐานนั้นมีอยู่จริง แต่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าคือความตั้งใจในการทำงาน
“หลายคนมองว่าก็มีทุนเดิมอยู่แล้ว แน่นอนก็มี ก็มีจริงๆ ก็ไม่รู้จะบอกคนอื่นว่ายังไง แต่สิ่งที่เราทำอยู่ก็ทำเต็มที่ทั้งแรงทั้งใจ มีความเชื่อมั่น และมีแพสชั่นที่จะทำให้มันดีขึ้นมากๆ จริงๆ และอยากให้มันประสบความสำเร็จจริงๆ” เนม-ปราการ กล่าว
แม้เส้นทางในโลกธุรกิจของ เนม-ปราการ จะเพิ่งเริ่มต้นอย่างจริงจัง แต่ประสบการณ์จากโลกดนตรีตลอดเกือบสองทศวรรษ รวมถึงการเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ ได้หล่อหลอมวิธีคิดของเขาในแบบที่แตกต่างไม่น้อย ทั้งความกล้าลอง ความเชื่อมั่นในทีม และการมองธุรกิจในฐานะประสบการณ์ที่ลูกค้าสามารถมีส่วนร่วมได้
บทบาทผู้บริหาร Wingstop อาจเป็นเพียงก้าวแรกของการเดินทางครั้งใหม่ แต่จากพลังและความตั้งใจที่สะท้อนผ่านบทสนทนาในวันนั้น เห็นได้ชัดว่า เนม-ปราการ กำลังเขียนอีกบทหนึ่งของชีวิตที่ไม่ได้มีแค่เสียงดนตรี แต่เต็มไปด้วยหลากรสชาติของธุรกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า และน่าติดตามไม่น้อย
ภาพ : วรัชญ์ แพทยานันท์, Wingstop
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เอื้อการย์ สำรวลหรรษ์ ถอดสูตรความสำเร็จหลังแก้ว Yoguruto ห้าปีสู่โยเกิร์ตปั่นร้อยล้าน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

