Jimmy Buffett ศิลปินพันล้านแห่ง FORBES 400 - Forbes Thailand

Jimmy Buffett ศิลปินพันล้านแห่ง FORBES 400

FORBES THAILAND / ADMIN
03 Aug 2023 | 11:16 AM
READ 1277

Jimmy Buffett นำเพลงร็อกอมตะฟังสบายที่ชวนให้นึกถึงแดดจ้าในเมืองร้อน มาเปลี่ยนเป็นอาณาจักรสินค้าไลฟ์สไตล์ที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเลข 10 หลักได้อย่างไร

    

    เวลาทุกวันของ Jimmy Buffett เหมือนวันพักร้อน เมื่อ Forbes ได้พบกับนักร้องและนักแต่งเพลงคนนี้ในเดือนธันวาคมปี 2022 เขาเพิ่งกลับมาจากบาฮามาส แล้วอีกไม่นานก็จะบินไป St. Barts เกาะสวรรค์ในทะเลแคริบเบียนที่เขาซื้อบ้านหลังหนึ่งไว้ที่นั่น 30 ปีแล้ว “เกาะเล็กๆ นั่นมีเรื่องสนุกผ่านมาผ่านไปเยอะแยะเลย” Buffett กล่าว

    วันทำงานของเขาก็รื่นรมย์ไม่แพ้กัน เพราะ Buffett วัย 76 ปี มีงานและสร้างทรัพย์สิน 10 หลักจากการกลั่นเอาบรรยากาศสบายๆ ของเกาะมาใส่ลงในเพลงฮิต สินค้า เครือร้านอาหารรีสอร์ต และหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งเวลา 5 ทศวรรษท่ามกลางแดดจ้าของเขาให้ผลตอบแทนดีมาก Forbes ประเมินว่า ปัจจุบัน Buffett มีทรัพย์สินสุทธิ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (เขาปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเรื่องความมั่งคงของเขา)

    ปาร์ตี้นี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นยุค 1970 เมื่อ Buffett มาที่เมือง Key West รัฐ Florida หลังจากเป็นนักดนตรีเพลงคันทรีหน้าใหม่ในเมือง Nashville มา 2-3 ปี “ผมไม่เคยมีความคิดเรื่องการสร้างแบรนด์อะไรแบบนั้นเลย จนกระทั่งผมไปที่ Key West” Buffett เล่าให้ Forbes ฟังเมื่อเดือนธันวาคมที่ปลายแหลมหาดทรายห่างจาก Havana แค่ 100 ไมล์แห่งนี้ เขาเล่นดนตรีตามคลับและค่อยๆ สร้างดนตรีเมืองร้อนแบบของเขาเองด้วยการผสมผสานดนตรีโฟล์ก, คาลิปโซ, ร็อก และป๊อป จนเกิดเป็นดนตรีแนวใหม่ที่สะกดใจผู้ฟัง

    ความสำเร็จครั้งใหญ่ของเขามาพร้อมเพลงฮิตฟังสบายสไตล์ริมหาด “Margaritaville” จากอัลบั้มปี 1977 ชื่อ Changes in Latitudes, Changes in Attitudes ของเขา แผ่นเสียง LP ชุดนี้ได้เป็นอัลบั้มแพลทินัมในปีนั้น และ “Margaritaville” กลายเป็นเพลงชาติของเหล่าแฟนเหนียวแน่นของเขาซึ่งเรียกตัวเองว่ากลุ่ม Parrotheads ต่อมาในปี 1984 เมื่อเขาทำข้อตกลงลิขสิทธิ์กับเบียร์
Corona เพลงของเขาก็ได้ออกอากาศทางวิทยุมากขึ้น และส่วนแบ่งตลาดของลาเกอร์แบรนด์นี้ในหมวดเบียร์นำเข้าก็พุ่งจาก 2% เป็น 17% ภายในแค่ 4 ปี เมื่อความนิยมเพิ่มขึ้น Buffett สังเกตว่าร้านค้าใน Key West ก็ขายเสื้อยืดละเมิดลิขสิทธิ์ที่ไม่ได้ขออนุญาตจากเขากันมากขึ้น แถมยังสะกดนามสกุลผิดเป็น “Buffet” อีกต่างหาก เขาอยากเป็นเจ้าของแบรนด์ตัวเอง จึงจับมือกับเพื่อนที่คบกันมานาน Donna “Sunshine” Smith เปิดร้านเสื้อยืด Margaritaville ร้านแรกใน Key West เมื่อปี 1985

    “ถ้าคุณเป็นศิลปินแล้วอยากควบคุมชีวิตตัวเองได้...คุณต้องเป็นนักธุรกิจด้วยไม่ว่าจะชอบหรือไม่” Buffett กล่าวกับ Forbes เมื่อปี 1994 “นักธุรกิจคนนี้ก็เลยเกิดมาจากศิลปิน”

    ร้านค้าหนึ่งร้านนั้นจึงกลายเป็นอาณาจักรที่มีทั้งนิยายขายดี (เช่น Tales from Margaritaville ปี 1989) ละครเพลง Broadway ค่ายเพลง Mailboat Records และสถานีวิทยุทางอินเทอร์เน็ต เมื่อ 3 ทศวรรษก่อนเขาได้พบ John Cohlan อดีตผู้บริหารด้านการเงินของบริษัทที่ลงทุนในเครือร้านฟาสต์ฟู้ดหลายแห่ง หลังจากนั้น Cohlan มาเป็นซีอีโอของ Margaritaville Holdings และพลิกโฉมจนกลายเป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีธุรกิจให้ใช้ลิขสิทธิ์ทั่วโลก ซึ่งแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับบริษัทนี้กล่าวว่า บริษัทมียอดขาย 2.2 พันล้านเหรียญในปี 2022 โดยยังไม่นับรวมยอดขายประมาณ 400 ล้านเหรียญจากธุรกิจเหล้าของ Buffett

    แบรนด์ Margaritaville มีรีสอร์ตพักร้อนกว่า 30 แห่งกระจายกันตั้งแต่ในเขต Manhattan และเมือง Palm Springs ไปจนถึงสาธารณรัฐโดมินิกันและเม็กซิโก มีร้านอาหารที่ตกแต่งด้วยธีมของ Buffett 150 ร้าน ทั้งแบบร้านเดี่ยวและร้านในรีสอร์ตทั่วสหรัฐฯ และแถบทะเลแคริบเบียนซึ่งเสิร์ฟมาร์การิตาชื่อ “Who,s to Blame” และเมนูข้าว Jimmy,s Jammin, Jambalaya แบรนด์นี้มีกาสิโนในรัฐ Louisiana และปวยร์โตรีโก ขายเสื้อผ้า Margaritaville และน้ำหวานสำหรับผสมเครื่องดื่มเย็นของเล่นเป่าลมในสระน้ำ และชุดอุปกรณ์เล่นกีฬาพิกเกิลบอล นอกจากนี้ ยังจับมือกับผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกหลายราย เช่น เบียร์ Landshark ผสมน้ำพันช์ผลไม้เมืองร้อน (ร่วมกับ AB InBev) เหล้าเตกิลา Margaritaville และแน่นอนว่าต้องมีมาร์การิตาและค็อกเทลพร้อมดื่มด้วย (เตกิลาและค็อกเทลผลิตร่วมกับ Sazerac)

    ธุรกิจล่าสุดของเขานำเสนอความสนุกแบบ Buffett ตลอด 24 ชั่วโมงด้วยเรือสำราญล่องแคริบเบียน 3 วัน 2 คืน (“Margaritaville at Sea”) ที่จะพาผู้โดยสารจากชุมชนต่างๆ ในรัฐ Florida และ South Carolina อันเป็นบ้านของเหล่า Parrotheads รุ่นบูมเมอร์หลายพันคนไปเปลี่ยนบรรยากาศ

    ข้อมูลจากเอกสารที่ Forbes ตรวจสอบเปิดเผยว่า Buffett ถือหุ้นในบริษัทดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ 28% ซึ่งประเมินมูลค่าได้ 180 ล้านเหรียญ บวกกับอีก 60 ล้านเหรียญจากธุรกิจเตกิลาและเบียร์ ทรัพย์สินส่วนที่เหลือของเขาประกอบด้วยเงินประมาณ 570 ล้านเหรียญที่เขาหาได้มาตลอดชีวิตจากการแสดงคอนเสิร์ตและขายเพลง แคตาล็อกเพลงมูลค่า 50 ล้านเหรียญ บ้าน 6 หลังที่มีมูลค่ารวม 140 ล้านเหรียญ เครื่องบิน 4 ลำ เรือยอชต์ 1 ลำ และหุ้นใน Berkshire Hathaway กลุ่มบริษัทจัดการเงินลงทุนที่บริหารโดย Warren Buffett (ถึงจะมีคนลือว่าเป็นญาติกันแต่ความจริงไม่ใช่) ถือว่าไม่เลวเลยสำหรับชาวเมือง Pascagoula รัฐ Mississippi ที่มาจากครอบครัวชาวประมงจับปูและกัปตันเรือ เขาเคยเล่นดนตรีข้างถนนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยและเคยทำงานช่วงสั้นๆ กับคัมภีร์ไบเบิลแห่งวงการเพลงอย่างนิตยสาร Billboard

    แม้แต่ Buffett แห่งเมือง Omaha ซึ่งเป็นเศรษฐีอันดับ 5 ของโลกและเป็นเพื่อนเก่าของเขาก็ยังประทับใจมากกับความสำเร็จเกินคาดนี้ “ผมอยากให้มีคนอย่าง Jimmy Buffett อีกเยอะๆ แต่ก็ไม่มี” Warren Buffett กล่าวกับ Forbes “ช่วยบอก Jimmy ให้ใส่ชื่อผมในพินัยกรรมด้วยนะ!”

    

ชื่อเสียงและความมั่งคั่ง

    

    เมื่อทำเนียบรายชื่อ The Forbes 400 เริ่มจัดอันดับคนรวยที่สุดของอเมริกาในปี 1982 มีคนบันเทิงผ่านเกณฑ์การคัดเลือกแค่ 2 คนคือ Yoko Ono และ Bob Hope และ 2 ทศวรรษให้หลังมีมาเพิ่มอีก 6 คน โดยในกลุ่ม 8 คนแรกนี้มีแค่ 3 คนที่ไปถึงระดับเศรษฐีพันล้าน (ก่อนปี 2006 ผู้เข้าทำเนียบ The Forbes 400 ยังไม่ต้องมีทรัพย์สินถึงพันล้านเหรียญสหรัฐฯ) แต่หลังจากนั้นเหล่าคนดังมั่งคั่งขึ้นอย่างมากในช่วง 8 ปีที่ผ่านมามีดาวเด่นได้รับสถานะเศรษฐีพันล้านไปแล้ว 11 คน (แม้หลังจากนั้นจะหลุดไป 2 คนคือ Kylie Jenner และ Kanye West) ซึ่งรวมถึงผู้มาใหม่ 3 คนในปีนี้คือ Jimmy Buffett, LeBron James และ Tiger Woods และนี่คือตัวอย่างที่น่าสนใจบางส่วน


Yoko Ono

ติดครั้งแรกปี 1982, 150 ล้านเหรียญ

    เกือบ 2 ปีหลังจาก John Lennon ถูกฆาตกรรม Ono ก็ได้เข้าทำเนียบ The Forbes 400 ค่าลิขสิทธิ์เพลงของ The Beatles ในส่วนของสามีที่เธอรับช่วงต่อมาคิดเป็นก้อนใหญ่ในทรัพย์สิน 150 ล้านเหรียญของเธอ นอกจากนี้ เธอยังมีวัว 250 ตัวในแถบ Upstate New York ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 7.5 ล้านเหรียญที่มาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างงาม

    

Bob Hope

ติดครั้งแรกปี 1982, 280 ล้านเหรียญ

    “ถ้าทรัพย์สินของผมเกิน 50 ล้าน ผมจะไล่เตะคุณ” Hope ขู่เล่นเมื่อปี 1983 หลังจากเขามีชื่อปรากฏใน The Forbes 400 ด้วยตัวเลขทรัพย์สินสุทธิ 200 ล้านเหรียญ เมื่อกล้าท้าก็กล้ารับ Forbes จึงจ้างผู้ประเมินไปประเมินมูลค่าแหล่งสร้างความมั่งคั่งแหล่งใหญ่ที่สุดของเขา นั่นคืออสังหาริมทรัพย์มากมายในรัฐ California ปรากฏว่า นายขี้เล่นคนนี้กะผิด แต่เราเองก็กะผิดด้วย เพราะกองทรัพย์สินของเขาซึ่งรวมถึงหุ้น RCA จำนวนหนึ่งและผลประโยชน์อีกเล็กน้อยในธุรกิจน้ำมันที่รัฐ Texas(เขาได้เงินล้านแรกมาจากการลงทุนในธุรกิจน้ำมันร่วมกับ Bing Crosby เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว) มีมูลค่ารวมกันใกล้เคียง 115 ล้านเหรียญ ทำให้เขาหลุดจากทำเนียบไปในปี 1984 เนื่องจากเกณฑ์ขั้นต่ำคือ 150 ล้านเหรียญ

    

Steven Spielberg

ติดครั้งแรกปี 1987, 225 ล้านเหรียญ 

ทรัพย์สินปัจจุบัน : 4 พันล้านเหรียญ

    “ผมเป็นนักพนัน” Spielberg กล่าวกับ Forbes เมื่อปี 1994 ซึ่งปีนั้นเขาได้เป็นเศรษฐีพันล้านจากวงการบันเทิงคนแรก “ผมไม่รับเงินเดือนเลยมาเกือบ 10 ปีแล้ว” เพราะเขาโน้มน้าวให้สตูดิโอสร้างภาพยนตร์จ่ายเงินค่ากำกับภาพยนตร์ให้เขาตามสัดส่วนรายได้แทน เราประเมินว่า รายได้ของเขาจาก Jurassic Park ภาพยนตร์ฮิตถล่มทลายในปี 1993 น่าจะเท่ากับ 250 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในตอนนั้น นับตั้งแต่นั้นมาภาพยนตร์ของผู้กำกับมือรางวัลออสการ์ 3 สมัยคนนี้ทำรายได้รวมกันกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ และเขาก็ได้ส่วนแบ่งจากค่าตั๋วทุกใบที่สวนสนุกของ Universal ซึ่งต้องขอบคุณซีรีส์ภาพยนตร์ดัง Indiana Jones

    

Oprah Winfrey

ติดครั้งแรกปี 1995, 340 ล้านเหรียญ 

ทรัพย์สินปัจจุบัน: 2.5 พันล้านเหรียญ

    พิธีกรทอล์กโชว์คนนี้เข้าทำเนียบ The Forbes 400 มาในปี 1995 แทนที่ Bill Cosby ซึ่งเคยเป็นคนบันเทิงค่าตัวแพงที่สุดในโลกในช่วงสั้นๆ และในปีนั้นเธอเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนเดียวบนทำเนียบ ต่อมาในปี 2003 เธอฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนขึ้นเป็นเศรษฐีนีพันล้านผิวดำคนแรกบนทำเนียบ ความสำเร็จจากรายการของเธอเองบวกกับการเปิดฉากอาชีพในวงการทีวีในระยะยาวด้วยรายการ Dr. Phil, Rachael Ray และ Dr. Oz ได้ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้เธอได้ตั้งแต่ยุคต้นๆ

    

Michael Jordan

ติดครั้งแรกปี 2015, 1 พันล้านเหรียญ 

ทรัพย์สินปัจจุบัน: 2 พันล้านเหรียญ

    ตำนานยัดห่วงคนนี้กลายเป็นนักกีฬาพันล้านเหรียญในปี 2014 เขามีรายได้กว่า 90 ล้านเหรียญจากการเล่นใน NBA มา 15 ปี แต่เขาหาเงินได้เยอะกว่านั้นมากจากนอกสนาม รายได้ก่อนหักภาษี 1.8 พันล้านเหรียญของเขามาจากการจับมือกับ Nike และบริษัทอื่นๆ แต่เขาทำแต้มได้มากที่สุดจากการซื้อทีมบาสเกตบอล Charlotte Hornets โดยเขาซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในทีม NBA ทีมนี้เมื่อปี 2010 ตอนที่ทีมมีมูลค่า 175 ล้านเหรียญ แต่ปัจจุบันมูลค่าไปถึง 1.7 พันล้านเหรียญแล้ว

    

Jay-Z

ติดครั้งแรกปี 2020, 1 พันล้านเหรียญ 

ทรัพย์สินปัจจุบัน: 2.5 พันล้านเหรียญ

    เศรษฐีพันล้านสายฮิปฮอปคนแรกคนนี้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวในเวลาแค่ 4 ปี ต้องขอบคุณหุ้นใน Uber และ Block (ซึ่งเขาเป็นกรรมการบริษัทด้วย) รวมทั้งงานศิลปะของ Jean-Michel Basquiat แต่แหล่งเงินแหล่งใหญ่ที่สุดของเขาคือ ไลน์ผลิตภัณฑ์สุราของเขา ซึ่ง LVMH ซื้อหุ้น 50% ในแบรนด์แชมเปญ Armand de Brignac ของเขาในปี 2021 และ Bacardi ซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของเขาในบริษัทคอนญัก D,usse ไปเมื่อเดือนมกราคมนี้

    

คนบันเทิงผู้ร่ำรวย

    

    ต่อไปนี้คือ คนดังอีก 14 คนที่ได้เข้ามาในทำเนียบ The Forbes 400 หรือ World,s Billionaires

    

Dick Clark

ติดครั้งแรกปี 1986, 180 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    

Merv Griffin

ติดครั้งแรกปี 1988, 300 ล้านเหรียญ

    

Bill Cosby

ติดครั้งแรกปี 1992, 300 ล้านเหรียญ

    

George Lucas

ติดครั้งแรกปี 1997, 2 พันล้านเหรียญ

ทรัพย์สินปัจจุบัน 5 พันล้านเหรียญ

    

J.K. Rowling

ติดครั้งแรกปี 2014, 1 พันล้านเหรียญ

    

Kylie Jenner

ติดครั้งแรกปี 2019, 1 พันล้านเหรียญ

    

Kim Kardashian

ติดครั้งแรกปี 2021, 1 พันล้านเหรียญ

ทรัพย์สินปัจจุบัน 1.2 พันล้านเหรียญ

    

Tyler Perry

ติดครั้งแรกปี 2021, 1 พันล้านเหรียญ

ทรัพย์สินปัจจุบัน 1 พันล้านเหรียญ

    

Kanye West

ติดครั้งแรกปี 2021, 1.8 พันล้านเหรียญ

    

Rihanna

ติดครั้งแรกปี 2022, 1.7 พันล้านเหรียญ

ทรัพย์สินปัจจุบัน 1.4 พันล้านเหรียญ

    

Peter Jackson

ติดครั้งแรกปี 2022, 1.5 พันล้านเหรียญ

ทรัพย์สินปัจจุบัน 1.5 พันล้านเหรียญ

    

Tiger Woods

ติดครั้งแรกปี 2023, 1.1 พันล้านเหรียญ

    

LeBron James

ติดครั้งแรกปี 2023, 1 พันล้านเหรียญ

    

Jimmy Buffett

ติดครั้งแรกปี 2023, 1 พันล้านเหรียญ

    

    อ่านเพิ่มเติม : เมโทรซิสเต็มส์ร่วมกับวีเอ็มแวร์ ขยายความร่วมมือ ให้บริการ VMware Multi-Cloud Managed Services Partner

    คลิกอ่านฉบับเต็มและบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2566 ในรูปแบบ e-magazine 

    

    ​

    ​